ชูวิทย์ เผยสาเหตุ สรยุทธ ติดคุก 6 ปี 24 เดือน แทนที่จะเป็น 8 ปี

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลฎีกาตัดสินจำคุกสรยุทธ คดีทุจริตไร่ส้ม 6 ปี 24 เดือน ไม่รอลงอาญา
  • ชูวิทย์ จึงโพสต์อธิบาย ทำไมโทษคุก 6 ปี 24 เดือน ถึงไม่เป็น 8 ปี
  • สาเหตุเพราะกฎหมายบางมาตราจำคุกเป็นเดือน โดยกำหนดให้ 1 เดือน มี 30 วัน
  • โทษจำคุก 1 ปี เท่ากับ 365 วัน ส่วนโทษคุก 12 เดือน เท่ากับ 360 วัน

จากกรณีที่นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ถูกศาลฎีกามีคำสั่งตัดสินจำคุก 6 ปี 24 เดือน ในคดีทุจริตไร่ส้ม โดยไม่รอลงอาญา ไปเมื่อวานนี้นั้น

ในวันเดียวกันนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าว

พร้อมอธิบายถึงการลงโทษจำคุก 6 ปี 24 เดือน แทนที่จะเป็นโทษคุก 8 ปี หลังจากมีคนหลังไมค์ถามไถ่บทลงโทษดังกล่าวมาเป็นจำนวนมาก โดยมีข้อความระบุว่า ว่า

มีคนถามกันมาเยอะว่า ทำไมศาลถึงตัดสิน 6 ปี 24 เดือน ไม่ตัดสิน 8 ปี ไปเลย ผมในฐานะอดีตนักโทษหลายครั้งหลายครา ขอเขียนอธิบายง่ายๆ ให้ชาวบ้านเข้าใจ ดังนี้

  1. กฎหมายบางมาตราจำคุกเป็นเดือน เช่น ข้อหาแรกศาลลงโทษ 6 เดือน ข้อหาที่สองศาลลงโทษอีก 6 เดือน นับรวมกันเป็น 12 เดือน แต่ไม่ใช่ 1 ปี
  2. สาเหตุเพราะในการลงโทษตามกฎหมาย 1 ปี เท่ากับ 365 วัน แต่ 1 เดือน กำหนดให้เท่ากับ 30 วัน
  3. ดังนั้น หากศาลตัดสินว่าจำคุก 1 ปี จึงเท่ากับ 365 วัน แต่หากตัดสินว่าจำคุก 12 เดือน เท่ากับติดคุก แค่ 360 วัน น้อยลงไป 5 วัน

แหม.. อิสรภาพแม้แต่วันเดียวก็มีค่านะครับ การติดคุกจะติดขาดหรือเกินไปวันเดียวก็ไม่ได้

ยกตัวอย่าง หากศาลตัดสินวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ให้จำคุก 1 เดือน ไม่ได้หมายความว่าปีนี้จะออกวันที่ 29 กุมภาพันธ์ได้ ต้องอยู่ให้ครบ 30 วัน จึงขอให้เข้าใจด้วยว่า เพราะอะไร ศาลถึงแยกการลงโทษ ปี กับ เดือน ออกจากกัน

WHO เรียกประชุมด่วน รับมือไวรัสอู่ฮั่น หลังมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 6 ราย / พบผู้ป่วยใน สหรัฐฯ

ประเด็นน่าสนใจ

  • องค์การอนามัยโลก เรียกประชุมด่วนในวาระพิจารณาว่า ไวรัสอูฮั่นนี้ เป็น ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของโลกหรือไม่
  • สหรัฐฯ พบผู้ป่วยรายแรกแล้ว
  • ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด เพิ่มเป็น 6 ราย และผู้ติดเชื่ออีกกว่า 300 คน

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เรียกประชุมด่วนในวาระฉุกเฉินในวันนี้ ( 22 ม.ค.) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากที่เกิดการระบาดของไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ ในประเทศจีน

ซึ่งในประเด็นของการพิจารณาในครั้งนี้ เพื่อหาข้อสรุปว่า ควรประกาศให้การระบาดของไวรัสโคโรน่า สายพันธ์ุใหม่นี้ เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณะสุขของโลก หรือไม่ หลังจากที่ไวรัสชนิด ได้เริ่มมีการระบาดออกไปยังประเทศต่างๆ

พบผู้ป่วยรายแรกในสหรัฐฯ

โดยล่าสุด ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ได้รายงานว่า พบผู้ป่วยด้วยไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่นี้ ในสหรัฐฯ เป็นรายแรก ซึ่งผู้ป่วยคนดังกล่าว เป็นชายที่เพิ่งเดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่น เมื่อไม่นานมานี้

ทางศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐฯ ได้จัดการควบคุมโรคโดยแยกผู้ป่วยรายดังกล่าวไปไว้ในห้องเดี่ยวของโรงพยาบาลโพริวเดนซ์ รีเจียนัล ในรัฐวอชิงตัน

CDC ยังได้เพิ่มมาตรการคัดกรองนักท่องเที่ยว-ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากนครอู่ฮั่น เพิ่มเติมและประกาศเตือนพลเมืองสหรัฐฯ ใ้หเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่นเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 2 อีกด้วย

รายงานยอดล่าสุด พบผู้เสียชีวิตรายที่ 6

สื่อฯ ใหญ่ในสหรัฐฯ อย่าง CNN และ Bloomberg รายงานยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากวันก่อน อีก 1 ราย เป็นทั้งหมด 6 รายแล้ว และมีผู้ป่วยมากกว่า 300 รายที่ติดเชื้อไวรัสนี้

แห่ชื่นชมครู ไม่ห้ามแถมช่วยเลี้ยงหลังพี่สาวหอบน้องไปเลี้ยงในโรงเรียน เหตุแม่ไม่อยู่บ้าน

ประเด็นน่าสนใจ

  • นักเรียนหญิงอุ้มน้องไปเลี้ยงที่โรงเรียน หลังแม่ไม่อยู่ต้องออกไปหาเงินเลี้ยงครอบครัว
  • ครูจึงช่วยเลี้ยงน้องให้ ระหว่างที่นักเรียนคนดังกล่าวไปเรียนหนังสือ
  • หลังเรื่องนี้ถูกเผยแพร่คนก็พากันชื่นชมในความเมตตาของครูเป็นอย่างมาก
  • ขณะที่บางส่วนก็ขอที่อยู่เพื่อขอเป็นส่วนหนึ่งการช่วยเหลือครอบครัวนี้

โลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อเรื่องราวสุดเศร้าแต่ประทับใจ เมื่อคุณครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สกลนคร ไม่ห้ามนักเรียนหญิงรายหนึ่งพาน้องวัยเพียงขวบเศษมาเลี้ยงโรงเรียนด้วย หลังจากแม่ไม่มีเวลาดูแลต้องออกไปทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัว

โดยเรื่องราวสุดซาบซึ้งนี้ถูกเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก Pukpik Benjawan ที่ระบุข้อความว่า ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้เมื่อแม่กับพ่อแยกทางกัน แม่จะต้องหาเงินเพื่อมาเลี้ยงลูกอีก 2 คนทำให้ไม่มีใครเลี้ยงน้องชายพี่สาวก็ต้องเอาน้องมาเลี้ยงที่โรงเรียนเพื่อให้แม่ไปทำงานจะได้มีเงินมาซื้อข้าวกิน

#ด้วยตัวเราเป็นครูประจำชั้นก็ต้องดูแลช่วยอีกแรง
#ทั้งครูที่อยู่ในสายมัธยมด้วยกันเปลี่ยนเวรกันดูแลเพื่อให้พี่สาวได้เรียนหนังสือ
#ชีวิตน่าสงสารในโลกใบนี้ยังมีคนที่ลำบากกว่าอีกเยอะแยะแม่ครูพ่อครูช่วยหนูได้เท่านี้

#ใครสงสารหรืออยากช่วยเหลือนมหรือแพมเพิมช่วยเหลือได้นะหรือฝากกดแชร์เผื่อผู้ใจบุญอยากช่วยเหลือน้อง ๆ

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างก็ชื่นชมถึงความน่ารักของคณะครู และนักเรียนของโรงเรียนนี้ที่ไม่มีทีท่ารังเกียจ แถมช่วยเป็นภาระร่วมด้วยช่วยดูแลเด็กคนดังกล่าว เพื่อให้พี่สาวของเขาได้เรียนหนังสือไปด้วย

บ้างก็ว่า ขอชื่นชมคุณครูที่ให้โอกาสเด็กเดินทางตามจุดหมาย และเป็นกำลังใจให้ครูและน้องด้วย ขณะเดียวกันก็พากันขอที่อยู่ของเด็กคนดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือส่งของไปให้กับครอบครัวนี้ เป็นต้น