สรุปการประท้วง ปี 2019

ประเด็นน่าสนใจ

  • เว็บไซต์ ลงทุนแมน ได้สรุปเหตุการณ์การประท้วงที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกตลอดปี 2019 ที่ผ่านมา
  • ฮ่องกงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการประท้วงรุนแรงที่สุดในปีที่แล้ว

เริ่มจากการประท้วงที่รุนแรงและยืดเยื้อที่ฮ่องกง ชนวนเหตุมาจากการเสนอร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ชายชาวฮ่องกงฆ่าคู่รักที่ไต้หวัน ขณะที่ผู้ประท้วงมีข้อเรียกร้องยกระดับให้ผู้ว่าลาออกและให้มีการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย มีการประเมินว่ามีคนเข้าร่วมกว่า 1.7 ล้านคน หรือ 23เปอร์เซ็นของประเทศ รวมถึงเกิดการประท้วงของประชาชนที่มีความเห็นต่างอีกด้วย

ส่วนการประท้วงที่เลบานอน ก็เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2019 โดยมีชนวนเหตุมากจากแผนการเก็บภาษี และใช้บริการโทรศัพท์ผ่าน WhatsApp เรื่องนี้จุดประกายความไม่พอใจทำให้เกิดการประท้วงลุกลามไปถึงเรื่องเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างหนัก ภาระหนี้สาธารณะที่มากสุดในโลก ความไม่เท่าเทียมในสังคมและการคอรัปชั่น

ขณะที่การประท้วงที่ประเทศชิลี เริ่มจากการปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน เพิ่มขึ้น 30เปโซชิลี (ประมาณ 1บาทไทย) ก็ลุกลามไปจนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และบาดเจ็บหลายหมื่นคน เพราะความไม่พอใจสะสมเรื่องค่าสาธารณูปโภคที่แพง และปัญหาการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการศึกษา

ส่วนการประท้วงที่เกิดขึ้นในประเทศอิหร่าน ชนวนเหตุมาจากการขึ้นราคาเชื้อเพลิง การประท้วงค่อยๆยกระดับเป็นการเรียกร้องให้เปลี่ยนรัฐบาล เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามรัฐบาลตอบโต้ด้วยการใช้ความรุนแรง โดยมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงปิดกั้นอินเตอร์เน็ต ทำให้ภายนอกไม่สามารถรับรู้ขนาดของการประท้วง และผลการปราบปรามได้

ศาลจีนฟันโทษประหารคดีดัง ‘ลูกผู้ป่วยบุกแทงหมอเสียชีวิต’

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลกรุงปักกิ่งพิพากษาโทษประหารชีวิตชาย ฆาตกรรมแพทย์ในโรงพยาบาล
  • ศาลมองจำเลยมีความคับแค้นใจและประสงค์จะแก้แค้น
  • ทั้งนี้แพทย์หญิงเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บหลังถูกแทงหลายแผลบริเวณลำคอ

เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ม.ค.) ศาลกรุงปักกิ่งพิพากษาโทษประหารชีวิตชายคนหนึ่ง ซึ่งก่อเหตุฆาตกรรมแพทย์ในโรงพยาบาลที่แม่ของเขาเข้ารับการรักษา

ศาลประชาชนชั้นกลางที่ 3 แห่งเทศบาลนครปักกิ่ง ระบุว่าจำเลยนาม “ซุนเหวินปิน” มีความคับแค้นใจและประสงค์จะแก้แค้น หลังไม่พอใจการรักษาที่โรงพยาบาลกลางประจำสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) บริการให้แม่ของตนเอง

ซุนเข้าไปในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลฯ พร้อมมีดที่ซุกซ่อนเอาไว้ก่อนกระหน่ำแทงหยางเหวิน แพทย์หญิงที่อยู่เวรในขณะนั้น เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันที่ 24 ธ.ค. 2019 หลังจากนั้นซุนโทรศัพท์หาตำรวจ เพื่อมอบตัวและถูกจับกุมในเวลาต่อมา

ส่วนแพทย์หญิงเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บหลังถูกแทงหลายแผลบริเวณลำคอ

ศาลฯ กล่าวระหว่างการไต่สวนแบบเปิดว่าจำเลยก่ออาชญากรรมร้ายแรงด้วยประสงค์พรากชีวิตผู้อื่นโดยมิชอบ จึงสมควรแก่การรับโทษตามกฎหมาย แม้จำเลยจะให้การสารภาพผิดโดยดี แต่การฆาตกรรมโดยเจตนาถือว่าเป็นการกระทำที่อำมหิตและเป็นอันตรายต่อสังคม ดังนั้นไม่เป็นเหตุพอจะลดโทษ

ที่มา สำนักข่าวซินหัว

ผวา ! จีนพบผู้เสียชีวิตจาก ‘ไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่’ รายที่สอง

ประเด็นน่าสนใจ

  • ความคืบหน้าโรคระบาดในจีน ล่าสุดทางการเมืองอู่ฮั่น ในภาคกลางของจีน ยืนยันการพบผู้เสียชีวิตคนที่ 2 จาก “โรคปอดบวมปริศนา”
  • ทั้งนี้ทางองค์การอนามัยโลกออกมาระบุว่า เชื้อนี้อาจเป็น “เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่”

คณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งเทศบาลเมืองอู่ฮั่น เมืองในมณฑลเหอเป่ย ทางตอนกลางของจีน แถลงการณ์เรื่องการพบผู้เสียชีวิต เป็นชายอายุ 69 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุจาก “โรคปอดบวมปริศนา” ซึ่งถือว่า เป็นผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ในประเทศเป็นคนที่ 2 ด้วย

ก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ตั้งสมมติฐานว่าผู้เสียชีวิตป่วยเป็น “เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่” หลังเข้ารับการรักษาตัวด้วยภาวะไตทำงานผิดปกติอย่างหนัก ตามด้วยระบบการทำงานของอวัยวะภายในหลายส่วนล้มเหลว

ก่อนหน้านี้ในจีน มีผู้เสียชีวิตจากโรคปอดบวมปริศนา เป็นชายชาวเมืองอู่ฮั่น อายุ 61 ปี  โดยเสียชีวิตลงเมื่อเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา  โดยชายคนดังกล่าวมีโรคประจำตัวคือมะเร็งในช่องท้อง และโรคตับอักเสบ

ขณะที่ข้อมูลอย่างเป็นทางการยังคงยืนยันจำนวนผู้ป่วยสะสมไว้ที่อย่างน้อย 41 คน ส่วนประชาชนซึ่งต้องเข้ารับการกักบริเวณชั้วคราวเพื่อเฝ้าระวังอยู่ที่อย่างน้อย 119 คน นอกเหนือจากอีก 644 คนซึ่งถูกกักตัวเช่นกัน แต่คณะแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางการจีนยืนยันยังไม่พบผู้ติดเชื้อในพื้นที่นอกจากเมืองอู่ฮั่น

อย่างไรก็ตาม WHO ยอมรับว่ามีแนวโน้มที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายในวงกว้าง จากการที่สัปดาห์หน้าเป็นช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลตรุษจีน แลชาวจีนจำนวนมากเดินทางออกไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ ซึ่งในสัปดาห์นี้มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อในต่างประเทศแล้วอย่างน้อย 2 ประเทศ ได้แก่ปีะเทศแรกคือไทย โดยผู้ป่วยเป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน และประเทศที่ 2 คือญี่ปุ่น ซึ่งผู้ติดเชื้อเป็นชายชาวญี่ปุ่นที่เดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่นเมื่อไม่นานมานี้