สปภ.กทม. ให้ความรู้ นักเรียน เอาตัวรอดจากเหตุร้าย ขณะอยู่ใน รร.

สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เยี่ยมชมการจัดกิจกรรมโครงการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ด้านป้องกันสาธารณภัยในสถานศึกษา ณ โรงเรียนคลองกลันตัน (มีสุวรรณอนุสรณ์) โดยมี ดร.ศิริพร สลีวงศ์ ผู้อำนวยการสถานศึกษาให้การต้อนรับ

ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กนักเรียนมีความรู้และสามารถเอาตัวรอดได้เมื่อเผชิญเหตุวาธารณภัย โดยการจัดอบรมในรูปแบบกิจกรรมครึ่งวัน ผ่าน 4 ฐานกิจกรรมได้แก่ ฐานแผ่นดินไหว ฐานอัคคีภัย ฐานอุบัติภัยทางน้ำและฐานภัยใกล้ตัว

ซึ่งเด็กนักเรียนจะได้รับความสนุกสนานควบคู่ไปกับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการเอาตัวรอดจากภัย โดยมีโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครเข้าร่วมกิจกรรม 20 โรงเรียน

สำหรับโครงการนี้ ทางนายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยว่า เป็นโครงการที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาของกรุงเทพมหานคร มีความรู้ และทักษะ การเอาตัวรอดจากสาธารณภัยประเภทต่างๆ ที่อาจพบเจอในชีวิต ได้แก่ แผ่นดินไหว อัคคีภัย อุบัติภัยทางน้ำ ภัยใกล้ตัวและวิธีปฏิบัติตน

โดยได้มอบหมายให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นผู้ดำเนินการจัดการอบรมในรูปแบบกิจกรรมครึ่งวัน ผ่านฐานเกมที่น่าสนใจสำหรับเด็ก ได้แก่ อุปกรณ์ VR GAME ในฐานแผ่นดินไหว บ้านควันในฐานอัคคีภัย สระน้ำจำลองในฐานอุบัติภัยทางน้ำ และหุ่น CPR และสัตว์จำลองในฐานภัยใกล้ตัว

โดยสอนให้เด็กรู้จักมีสติ และใช้ปัญญาจากการเรียนรู้เรื่องสาธารณภัยในการเอาตัวรอดจากภัยในสถานการณ์จำลอง เพื่อให้มีทักษะและสามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้องหากต้องพบกับสถานการณ์จริงนั่นเอง

วิธีป้องกัน ไวรัสโคโรน่า สำหรับนักเรียน-นักศึกษา ที่กลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง

ในกรณีที่นักเรียน-นักศึกษา หรือบุคลากร เดินทางกลับมาจากประเทศที่อยู่ในกลุ่มพื้นที่เสี่ยงจากการระบาดของ เชื้อไวรัสโคโรน่า แนะนำวิธีป้องกันสำหรับ นักเรียนนักศึกษา คนในครอบครัว และสถานศึกษา ควรปฏิบัติตัวอย่างไรกันบ้าง? เพื่อให้ห่างไกลจากเชื้อโรคนี้

สิ่งที่นักเรียน-นักศึกษาต้องปฏิบัติ

  1. นักเรียน/นักศึกษา ที่กลับมาจากพื้นที่เสี่ยง ให้พักอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน
  2. แยกห้องนอน ห้องน้ำ ของใช้ไม่ปะปนกับคนอื่นในบ้าน มีอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ เช่น หน้ากากอนามัย สบู่ เจลแอลกอฮอล์ ถุงมือ
  3. สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาที ถ้าไม่มีให้ลูบมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นอย่างน้อย 70%
  4. สังเกตอาการของตนเอง วัดไข้ทุกวัน งดออกไปที่สาธารณะ หรือที่ที่มีคนอยู่เยอะ ๆ
  5. ถ้าอาการไม่ดีขึ้น มีไข้ ตัวร้อน ปวดเนื้อปวดตัว หนาวสั่น ร่วมกับไอ น้ำมูก จาม เจ็บคอ หายใจเหนื่อย หรือ หายใจลำบาก (อย่าหลอกตัวเองว่าไม่เป็นอะไร)
    ใส่หน้ากากอนามัยและรีบไปพบแพทย์ทันที และสำคัญมากต้องแจ้งประวัติการเดินทางให้หมอทราบด้วย! หรือ โทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ก็ได้

สิ่งที่ผู้ร่วมอาศัยต้องปฏิบัติ

  1. ทุกคนในบ้านล้างมือบ่อย ๆ ใช้สบู่ล้างอย่างน้อย 20 วินาที ถ้าไม่มีใช้เจลแอลกอฮอล์เข้มข้นอย่างน้อย 70% ก็ได้
  2. สังเกตอาการของนักเรียน 14 วัน แต่อย่าอยู่ใกล้ชิดมากไป (ในระยะ 1-2 เมตร)
  3. นอนแยกห้อง ไม่ใช้ของร่วมกัน อาหารอาจทานด้วยกันได้นะ แต่ต้องใช้ช้อนกลางเท่านั้น! (แต่แยกกันทานเปอร์เซ็นต์ความปลอดภัยมีมากกว่า)
  4. ทำความสะอาดที่พักและของใช้ของนักเรียน-นักศึกษา ด้วยน้ำยาฟอกขาว 5% โซเดียมไฮโปคลอไรท์ (น้้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนต่อน้ำ 99 ส่วน)
  5. เสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ผ้าขนหนู ซักด้วยผงซักฟอก ด้วยน้ำร้อน 60-90 C
  6. ถ้ามีแม่บ้านมาทำความสะอาด ให้เขาใส่ชุดป้องกัน ได้แก่ หน้ากากอนามัย แว่นตากันแดด ถุงมือยาว รองเท้าบูท ผ้ากันเปื้อนพลาสติก

สิ่งที่สถานศึกษาควรปฏิบัติ

  1. มีมาตรการคัดกรองก่อนเข้าหอพักหรืออาคารทุกวัน เช่น วัดไข้, สังเกตอาการ จุดตรวจคัดกรองควรเป็นพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก และมีป้ายบอกชัดเจน
  2. อุปกรณ์การตรวจ การป้องกันต้องพร้อม! เช่น หน้ากากอนามัย, เครื่องวัดอุณหภูมิแบบมือถือ เป็นต้น ถ้าใครมีอาการ ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ ต้องให้ใส่หน้ากากอนามัย และพาไปในสถานที่ที่เตรียมไว้เพื่อแยกตัวได้ทันที!
  3. จัดให้มีแอลกอฮอล์ หรือเจลล้างมือ ในจุดต่าง ๆ อย่างเพียงพอ สำหรับทุกคนในสถานศึกษา
  4. เตรียมความพร้อมคอร์สการเรียนได้จากที่บ้านให้กับนักเรียนนักศึกษา เช่น online course เป็นต้น
  5. มีป้ายประชาสัมพันธ์ การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ในภาษาต่างๆ หากมีนักศึกษาหลายเชื้อชาติ

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 แล้ว

ประเด็นน่าสนใจ

  • พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 มีวงเงิน 3.2 ล้านล้าน
  • ให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2562
  • กระทรวงที่ได้งบประมาณมากที่สุด คือ กระทรวงศึกษาธิการ 368,660.34 ล้านบาท
  • กระทรวงกลาโหม 233,353.43 ล้านบาท

เว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาทแล้ว โดยมีใจความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรตั้งงบประมาณรายจ่ายประจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ซึ่งให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป ให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ซึ่งอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดิน ให้กระทรวงการคลัง เป็นผู็ดำเนินการ ตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร หรือตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย

ทั้งนี้ พ.ร.บ.งบประมาณดังกล่าว มีรายละเอียดคือ กำหนดวงเงินประมาณรายจ่ายงบกลางที่ 518,770.918 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 96,000 ล้านบาท

เป็นงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 71,200 ล้านบาท และงบกลาง รายการเงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ 62,780 ล้านบาท

ส่วนกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • 1 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 368,660.34 ล้านบาท
  • 2 กระทรวงมหาดไทย (มท.) 353,007.43 ล้านบาท
  • 3 กระทรวงการคลัง 249,675.98 ล้านบาท
  • 4 กระทรวงกลาโหม (กห.) 233,353.43 ล้านบาท
  • และอันดับ 5 กระทรวงคมนาคม 178,840.07 ล้านบาท