ยื้อไม่ไหว! ช่อง 3 ประกาศลดคน เปิดโครงการสมัครใจลาออก !!

ประเด็นน่าสนใจ

  • การประกาศปรับลดคนครั้งนี้ เพื่อเป็นการปรับโครงสร้างบริษัท
  • พร้อมเปิดโครงการสมัครใจลาออก

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. บีอีซี เวิลด์ ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารการออกอากาศโทรทัศน์ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้ชี้แจงกับพนักงานถึงกลยุทธ์และแนวทางการทำธุรกิจของบริษัทในปี 2020 เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป

ซึ่งกลยุทธ์ของช่อง 3 จะครอบคลุมด้านคอนเทนต์ ที่จะมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับผู้ชม โดยเฉพาะการปรับคอนเทนต์ในช่วงไพรม์ไทม์ที่เริ่มชิงคนดูตั้งแต่เวลา18:00 จนถึง 22:30น.

กลยุทธ์ต่อมาคือการเปิดตัว ‘CH3+’ (ซีเอชสามพลัส) ออนไลน์แพลตฟอร์มโฉมใหม่ ที่จะเป็นตัวเชื่อมทีวีและออนไลน์เข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ D2C หรือ Direct to Consumers ทำให้เจ้าของสินค้าทำได้มากกว่าการโฆษณาเพื่อการจดจำเท่านั้น แต่จะสามารถเพิ่มยอดขายและจำนวนลูกค้าได้ทันทีที่รับชมอีกด้วย

และรวมถึงกลยุทธ์การขายคอนเทนต์ของช่อง 3 ไปยังต่างประเทศ ซึ่งการทำกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ทำให้ช่อง 3 ต้องมีการปรับการทำงานขององค์กรให้มีความคล่องตัว ลดการทับซ้อนในการทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

นายอริยะ ยังระบุว่า เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันดังที่กล่าวไว้ในสภาวะที่เม็ดเงินโฆษณามีการหดตัวอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่อรายได้ของบริษัทให้ลดลงตาม บริษัทจึงมีความจำเป็นที่จะต้องลดขนาดขององค์กรลง

ดังนั้นบริษัทจึงได้แจ้งต่อพนักงานถึงโครงการสมัครใจลาออก โดยจะมีการเปิดโครงการในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์เพื่อให้พนักงานที่สนใจได้แสดงความจำนงค์ ซึ่งโครงการนี้ได้จะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของพนักงานอย่างแท้จริง

การดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่กล่าวมา รวมถึงการปรับโครงสร้างและลดขนาดขององค์กรในครั้งนี้จะทำให้ บมจ. บีอีซี เวิลด์ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัว กลับมาทำกำไร และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

อิสราเอล สั่งห้ามบุคคล เคยเดินทางไป ไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเก๊าเข้าประเทศ

ประเด็นน่าสนใจ

  • มาตรการนี้เป็นการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด – 19
  • ย้ำเฉพาะคนที่เคยไปเที่ยวประเทศดังกล่าวใน 14 วันเท่านั้น
  • หากมีข้อมูลสงสัยสามรติดต่อไปได้ที่ +972 9 954 8412, +972 9 954 8413 หรือ +972 54 636 8150

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทยอิสราเอล เรื่อง ปฏิเสธการเดินทางเข้าประเทศของบุคคลทุกสัญชาติที่เคยเดินทางมาประเทศไทยในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ยกเว้นผู้ถือสัญชาติอิสราเอลหรือมีถิ่นพำนักในอิสราเอล โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ตามข่าวสารนิเทศของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ลงวันที่ 17 ก.พ.2563 แจ้งว่า กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลออกประกาศให้ผู้ที่เดินทางมาจากประเทศไทย สิงคโปร์ เขตปกครองพิเศษฮ่องกงและมาเก๊า กักตัวอยู่ที่บ้าน (home quarantine) เป็นเวลา 14 วัน หลังจากเดินทางมาถึงอิสราเอล นั้น

สถานเอกอัคราชทูตฯ ขอแจ้งเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ. หน่วยงานประชากรและตรวจคนเข้าเมือง (PIBA) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทยอิสราเอลได้ออกประกาศปฏิเสธการเดินทางเข้าอิสราเอล

ของบุคคลทุกสัญชาติที่เคยเดินทางไปประเทศไทย สิงคโปร์ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และมาเก๊าในช่วง 14 วันผ่านมา ทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศ ยกเว้นผู้ถือสัญชาติอิสราเอลหรือมีถิ่นพำนักในอิสราเอล

ในการนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ จะติดตามสถานการณ์การออกมาตรการที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลอิสราเอลอย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ หากมีคำถามหรือข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถาม ได้ที่โทรศัพท์หมายเลข +972 9 954 8412, +972 9 954 8413 หรือ +972 54 636 8150
.

ศาลสั่งปรับ-จำคุก อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ คดีเงินทอนวัด

ประเด็นน่าสนใจ

  • เนื่องจากเห็นว่าจำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จริง
  • คำสั่งจำคุกนี้ให้รอลงอาญา 2 ปี เนื่องจากเห็นว่า จำเลยเคยเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ และปฏิบัติกิจทางศาสนามาด้วยดีตลอด
  • ส่วนคดีเบียดบังทรัพย์สินเป็นของตนเอง ศาลได้สั่งยกฟ้อง

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (19 ก.พ. 63) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่ พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

  • นายพนม ศรศิลป์ อายุ 60 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.),
  • นายชยพล พงษ์สีดา อายุ 64 ปี อดีตรอง ผอ.สำนักงาน พศ.,
  • นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา,
  • นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา,
  • พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือ นายธงชัย สุขโข อายุ 64 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย,

เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 ประกอบมาตรา 83, 86, 91 หรือที่เรียกว่าคดีเงินทอนวัด

ซึ่งจากการพิจารณาจากพยานและหลักฐานแล้ว ศาลจึงมีคำสั่งตัดสิน จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลาทั้งสิ้น 2 ปี 12 เดือน, จำเลยที่ 2-4 จำคุกคนละ 3 ปี 18 เดือน

ส่วน”พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข” อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ จำเลยที่ 5 ให้จำคุก 36 เดือน และปรับ 27,000 บาท โดยในส่วนของจำเลยที่ 5 นั้นศาลเห็นว่า ที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแพร่ศาสนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ไม่เคยกระทำผิดทางวินัยจึงเห็นควรให้รอการลงโทษไว้กำหนด 2 ปี

ซึ่งสาเหตุของการสั่งตัดสินจำคุกครั้งนี้เนื่องจาก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จริง

ส่วนในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย ศาลยกฟ้อง

เนื่องจากไม่พบว่ามีการเบียดบังทรัพย์ไปเป็นของตน รวมถึงท้ายคำฟ้องของโจทก์ ที่ให้จำเลยร่วมกันคืนเงิน จำนวน 69,700,000 บาท นั้น ศาลตัดสินไม่ต้องชำระเงินงบประมาณคืน เนื่องจากไม่พบว่ามีการทุจริตเบียดบังไปเป็นของตน