คนไทยจากอู่ฮั่น กลับบ้านแล้ว หลังเฝ้าระวังครบ 14 วัน ทัพเรือจัดแถวโบกมือลา

ประเด็นน่าสนใจ

*การกลับบ้านครั้งนี้ยังเหลือคนไทย 1 รายที่ยังเฝ้าระวังอยู่
*ด้าน รมช.สธ. เล็งทำความสะอาดอาคารที่พักทันที หลังทุกคนกลับบ้านหมด
*โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น จากทั้งญาติและเจ้าหน้าที่ที่มารอรับและส่งตัว
[/summary

ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า ที่ อาคารรับรองฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี วันนี้ (19 ก.พ. 2563) คนไทย 136 คน ที่รัฐบาลรับตัวกลับมาจากเมืองอู่ฮั่นเพื่อหนีวิกฤติไวรัสโคโรนา ได้กลับบ้านเกิดภูมิลำเนาแล้ว หลังครบกำหนดการเฝ้าระวังเชื้อไวรัสโควิด เหลือเพียง 1 คนที่ยังคงเฝ้าระวังอยู่ที่โรงพยาบาลชลบุรี

ซึ่งบรรยากาศการกลับบ้านครั้งนี้ อบอวนไปด้วยความสุขและรอยยิ้ม ของญาติที่มารอรับ โดยคนไทยกลุ่มนี้ทุกคนจะสวมหน้ากากอนามัยและต้องมีการฉีดยาฆ่าเชื้อก่อนไปใช้ชีวิตในสังคมตามปกติ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะปลอดจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ตาม

ทั้งนี้ก่อนขึ้นรถกลับบ้านคนไทยทั้ง 137 คน จะได้รับของที่ระลึกจาก นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อให้ระลึกถึงกันในช่วงที่ถูกกักตัวในครั้งนี้

สำหรับการส่งตัวคนไทยจากอู่ฮั่นครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มแรก ที่เดินทางกลับเองก็จะกลับโดยรถบัสของกองทัพเรือ ที่คอยบริการไปส่งยังสถานที่ต่างๆ ทั้ง ในตัวเมืองจังหวัดระยอง ชลบุรี สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง หมอชิต เอกมัย สายใต้

โดยทุกคน ต่างก็หอบหิ้วสัมภาระกันออกมาเต็มไม้เต็มมือ ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือ เจ้าหน้าที่จิตอาสา คอยอำนวยความสะดวกช่วยถือของไปส่งยังรถ

และอีกกลุ่ม ก็จะเป็นกลุ่มที่มีครอบครัวมารอรับ เป็นภาพน่ารัก และภาพประทับใจ การสวมกอดด้วยความคิดถึง เพราะหลายครอบครัวก็ไม่ได้เจอหน้ากันมานานหลายเดือน ก็จะมีการถ่ายภาพเซลฟี่เป็นที่ระลึกกับทะเล กับเจ้าหน้าที่

ที่คอยดูแลช่วยเหลือ ซึ่งเมื่อรถบัสขับออกไปก็จะมีเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลตลอด 14 มาโบกมือบัยบาย ส่งกำลังใจ ก่อนจะกลับบ้านกันจริงๆ ถือว่าเป็นความผูกพันธ์เล็กๆ ที่น่าประทับใจ

ด้านนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยถึงการทำความสะอาดอาคารพักรับรองคนไทยจากอู่ฮั่น ว่า หลังจากทุกคนกลับบ้านหมดเจ้าหน้าที่ก็จะเข้าไปทำความสะอาดทันที

ซึ่งจะใช้ทีมที่มีความเชียวชาญชำนาญ และมีมาตรฐาน ทั้ง กรมแพทย์ทหารเรือ และกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือในการดำเนินการ ส่วนเครื่องนอนจะต้องนำไปฆ่าเชื้อและไม่นำมาใช้อีก

ส่วนอุปกรณ์ภายในห้องพักทั้งหมดจะทำการฉีดฆ่าเชื้อและจะเปิดห้องระบายอากาศ ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ ก่อนจะเปิดให้บริการ และยังมีโปรโมชั่นส่วนลดให้นักท่องเที่ยวที่สนใจอยากมาพักอีกด้วย

กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 2 เมืองที่มีศักยภาพ ด้านทรัพยากรบุคคลที่ดีที่สุดใน AEC

บริษัทอเด็คโก้ กรุ๊ป Recruitment & Staffing Agency ผู้นำด้านการให้บริการทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร ร่วมกับ Google และสถาบัน INSEAD เปิดรายงานดัชนีศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลของโลกประจำปี 2563 (Global Talent Competitiveness Index: GTCI) พบว่า กรุงเทพมหานครอันดับ 2 เมืองที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคลที่ดีที่สุดใน AEC เป็นรองเพียงสิงคโปร์ อย่างไรก็ตามพัฒนาการของไทยยังช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

กรุงเทพฯ อันดับ 2 เมืองที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคลที่ดีที่สุดใน AEC

โดย GTCI เป็นการวัดศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลในทุกมิติทั้งด้าน ปัจจัยส่งเสริมภายใน (Enable) การดึงดูดคน (Attract) พัฒนาคน (Grow) การรักษาคน (Retain) ทักษะสายวิชาชีพ (Vocational & Technical Skills) และความรู้ความสามารถในระดับสากล (Global Knowledge Skills)

สำหรับการจัดอันดับเมืองในปีนี้ เมืองที่มีศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลที่ดีที่สุดได้แก่ “นิวยอร์ก” ที่มีคะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 ส่วนอันดับสองได้แก่ “ลอนดอน” อันดับ 3 ได้แก่ “สิงคโปร์” ด้าน “กรุงเทพมหานคร” ถูกจัดอยู่ในอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญด้านทรัพยากรบุคคลและโอกาสเติบโตสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจในภูมิภาค โดยตั้งแต่ปี 2561 กรุงเทพมหานครมีอันดับโลกที่สูงขึ้นทุกปี จากอันดับที่ 78 สู่อันดับที่ 65 และอันดับที่ 57 ในปัจจุบัน จนนำหน้า “กัวลาลัมเปอร์” เมืองหลวงประเทศมาเลเซียได้สองปีซ้อน

เมื่อมองภาพรวมในระดับประเทศพบว่า ประเทศไทยมีคะแนนรวมที่ดีขึ้น โดยมีคะแนนอยู่ที่ 41.30 ซึ่งสูงขึ้นจากปีก่อนที่มีคะแนนอยู่ที่ 38.62 อย่างไรก็ตามพัฒนาการของไทยยังช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

โดยพบว่าอันดับของประเทศไทยลดลงจากอันดับที่ 66 สู่อันดับที่ 67 โดยพบว่าปัจจัยด้านความรู้ความสามารถในระดับสากล ทักษะวิชาชีพ และปัจจัยส่งเสริมภายในที่มีอันดับสูงขึ้นในปีที่แล้ว ในปีนี้กลับมีอันดับลดลงทั้งสามด้าน ส่งผลให้ประเทศอินโดเนเซียแซงขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 65 และครองอันดับ 4 ใน AEC

ส่วนในระดับโลกนั้น อันดับที่ 1 ยังคงตกเป็นของแชมป์เก่าอย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาที่ทำอันดับขึ้นมาเป็นที่ 2 แซงประเทศสิงคโปร์ที่ในปีนี้หล่นมาอยู่ในอันดับที่ 3 อันดับที่ 4 ได้แก่ประเทศสวีเดน ส่วนอันดับ 5 ได้แก่ประเทศเดนมาร์ก

Photo by allPhoto Bangkok on Unsplash

คุณธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย กล่าวว่า “การที่ประเทศไทยมีคะแนนรวมสูงขึ้น แต่อันดับตกลงนั้น ทั้งนี้เป็นเพราะการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้ส่งผลให้ตลาดโลกต้องการแรงงานที่มีทักษะที่สูงขึ้นและหลากหลายขึ้น ดังนั้นเมื่อมาเทียบกับประเทศอื่นๆ ศักยภาพการแข่งขันของแรงงานไทยในตอนนี้จึงอาจยังไม่พอกับสภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน

ไทยจึงควรเร่งพัฒนาทักษะให้กับประชาชนซึ่งเป็นทรัพยากรบุคคลในประเทศ ให้มีทักษะที่เป็นที่ต้องการในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านดิจิทัล ทักษะทางเทคโนโลยี ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะภาษาต่างประเทศ และทักษะทางด้านอาชีวะ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงการปฏิรูปการศึกษาและส่งเสริมค่านิยมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้แรงงานไทยมีภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล”

“นอกจากนี้ปัจจัยส่งเสริมภายในก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็น นโยบายภาครัฐ ความมั่นคงทางการเมือง อัตราการคอร์รัปชัน สภาพตลาดแรงงาน ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ การส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการวิจัย ล้วนแล้วแต่มีส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคลของประเทศไทย”

ขอบคุณภาพจาก : Photo by Dan Freeman on Unsplash

จับแล้ว! ผู้ต้องหาบุกยิงอดีตภรรยา เสียชีวิตในห้างย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ

ประเด็นน่าสนใจ

  • โดยการจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นที่ จ.เพชรบุรี หลังผู้ต้องหาหนีไปกบดานยังพื้นที่ดังกล่าว
  • ด้าน ตร.แจ้ง 5 ข้อหาหนัก ก่อนคุมตัวดำเนินคดี

ความคืบหน้าจากเหตุการณ์ระทึกชายสวมสูท บุกกระหน่ำยิงหญิงสาวในคลินิกเสริมความงามในห้างดังย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จนเป็นเหตุทำให้หญิงสาวคนดังกล่าวเสียชีวิต และมีเพื่อนร่วมงานได้รับบาดเจ็บไปด้วย 1 คน ก่อนทราบต่อมาว่าผู้ก่อเหตุครั้งนี้เป็นอดีตสามีของผู้ตายนั้น

ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ร่วมกับตำรวจ สน.พญาไท สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้เเล้ว หลังจากหนีไปกบดานอยู่ที่ จ.เพชรบุรี ทราบชื่อคือ นายดนุสรณ์ หรือ เจ นุ่มเจริญ อายุ 28 ปี

โดยนายดนุสรณ์ เผยว่า หลังก่อเหตุได้หนีไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ซอยหมอเหล็ง จากนั้นได้หลบหนีโดยจุดหมายอยู่ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัว

ขณะที่เจ้าหน้าที่ ได้แจ้ง 5 ข้อหา อาทิ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ,พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ,มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ,พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมครรและโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว, ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเปิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน

จากนั้นได้คุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป