ในหลวง มีพระราชกระแส แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์กราดยิงโคราช

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชกระแส ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัย ในเหตุการณ์กราดยิงที่ จ.นครราชสีมา พร้อมชื่นชมเจ้าหน้าที่ จิตอาสาฯ ช่วยเหลือและเกื้อกูลกัน ในยามคับขัน จนสามารถรอดพ้นอันตรายได้

ข้าพเจ้าและพระราชินีรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง ที่ได้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในประเทศของเรา ที่จังหวัดนครราชสีมา นับแต่บ่ายวันเสาร์ ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ต่อเนื่องถึงเช้าวันอาทิตย์ ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ อันทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากได้รับอันตราย ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต

ความสูญเสียในครั้งนี้ ได้สร้างความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงให้แก่ข้าพเจ้าและพระราชินี ด้วยเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ทั้งเป็นเหตุรุนแรงที่เกิดจากการกระทำอันโหดร้ายเกินกว่าผู้ใดจะคาดคิด ต่อชาวไทยด้วยกันอันเป็นทั้งเพื่อนมนุษย์และเพื่อนร่วมชาติ

ข้าพเจ้าและพระราชินีขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของผู้ที่ต้องประสบความสูญเสีย และเห็นใจ ชื่นชมผู้ตกอยู่ในเหตุการณ์ ที่ต่างมีความอดทนเข้มแข็ง ตลอดจนช่วยเหลือและเกื้อกูลกัน ในยามคับขัน จนสามารถรอดพ้นอันตรายได้ ทั้งขอยกย่องผู้มีส่วนคลี่คลายสถานการณ์ครั้งนี้ทุกคนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร คณะกรมการจังหวัดและเจ้าหน้าที่

ฝ่ายปกครอง แพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร มูลนิธิ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ซึ่งนอกจากจะต้องมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและเสียสละชีวิตอุทิศตนอย่างสูงแล้ว ยังได้แสดงถึงความสันทัดช่ำชองในการปฏิบัติหน้าที่และการให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อชีวิตความปลอดภัยของผู้ที่ตกอยู่ในอันตราย

ความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกคนทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชนทุกคนที่ได้ให้ ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อทางการและเจ้าหน้าที่ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะกระทำได้ต่อผู้ที่บาดเจ็บและได้รับอันตราย ได้แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ถึงความรักความห่วงใยที่มีต่อเพื่อนมนุษย์และเพื่อนร่วมชาติ พร้อมทั้งพลังความสามัคคีซึ่งเป็นคุณธรรมอันสูงส่ง

ข้าพเจ้าและพระราชินีเชื่อมั่นว่า เราชาวไทยทุกคน สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงครั้งนี้ไปได้ ด้วยความมีสติ มีปัญญา และสามัคคี ตลอดจนด้วยความเสียสละเพื่อความผาสุข สงบ เรียบร้อยของส่วนรวมและประเทศชาติ

ผบ.ทบ. รับเป็นคนอ่อนไหว หลั่งน้ำตาในงานแถลงข่าวกราดยิง

ประเด็นน่าสนใจ

  • ขอบคุณสื่อที่ตั้งคำถามไม่โยงการเมือง
  • เล็งรื้อระบบอุปถัมภ์ทั้งหมด พร้อมเปิดศูนย์ call center รับเรื่องร้องทุกข์
  • เตรียมปฏิรูปกองทัพ ด้วยการนำเงินและรายได้เข้ากระทรวงการคลัง

พลเอกอภิรัตน์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยความรู้สึกหลังการแถลงข่าว ทหารก่อเหตุกราดยิง ที่ จ.นครราชสีมา ว่า รู้สึกโล่งใจและสบายใจที่ได้ชี้แจง แม้โซเชียลจะยังวิจารณ์อยู่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่สามารถไปห้ามได้ พร้อมทั้งขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้ป้อนคำถามอย่างระมัดระวัง ไม่โยงเข้าประเด็นการเมือง

เราควรให้เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้คนไทยกลับมารักใคร่ กลมเกลียวกัน อย่ามุ่งชมว่าคนนั้นดี คนนี้ไม่ดี ซึ่งหลังจากนี้ตนเองก็จะเดินหน้าดูเรื่องภายในกองทัพบกที่ต้องแก้ไข ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะอดีตผู้บัญชาการทหารบก ได้มีความห่วงใยและบอกว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไขให้ทันกับยุคสมัย

เล็งตั้งศูนย์ร้องทุกข์ ทหารชั้นผู้น้อยไม่ได้รับความเป็นธรรม

อย่างศูนย์คอลเซ็นเตอร์ ที่จะเปิดดำเนินการได้ภายในวันจันทร์นี้ เพื่อให้ทหารทุกระดับชั้น สามารถร้องเรียนความไม่เป็นธรรมเข้ามาได้ พร้อมเก็บข้อมูลเป็นความลับ แต่หากพบว่ามีการให้ข้อมูลเท็จ หรือแอบอ้าง ก็จะถูกดำเนินการตามอย่างเด็ดขาด

ส่วนกรณีที่ จะมีการลงนามกับกระทรวงการคลังในการใช้ที่ราชพัสดุเป็นโครงการสวัสดิการเชิงพาณิชย์ โดยนำเงินและรายได้กลับเข้าสู่กระทรวงการคลังนั้น พลเอกอภิรัช ระบุว่า เบื้องต้นได้ข้อสรุปแล้วว่าจะดำเนินการในพื้นที่ใดบ้างเช่น รร. ที่หาดสวนสนฯ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ซึ่งอาจจะให้เอกชนเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ แม้จะมีผู้ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ตนรับปากแล้วว่าจะรับผิดชอบ และแก้ไขให้ดีที่สุดก่อนเกษียณฯ พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้ทำหลังจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มาจี้เรื่องการปฏิรูปกองทัพ

เตรียมรื้อระบบอุปถัมภ์

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากองทัพและตนเองเป็นเป้าหมาย เพราะฉะนั้นจะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างไม่ใช่บังคับแต่ผู้อื่น และต้องหมั่นพัฒนาความรู้ โดยเฉพาะการทางด้านภาษาให้ทันต่อต่างประเทศ โดยเปลี่ยนให้ระดับผู้บังคับบัญชาไปสอบโทอิก เพื่อวัดระดับภาษาอังกฤษให้ได้มาตรฐาน

ซึ่งถือเป็นการพัฒนาระดับผู้พันขึ้นไป ขณะเดียวกัน เตรียมรื้อระบบอุปถัมภ์ทั้งหมด หากพบว่ามีการฝากแบบไม่ผ่านระบบก็จะดำเนินการโดยไม่ไว้หน้าใคร ไม่สนว่าจะเป็นคนของใคร ค่ายไหน ก็ต้องจัดการทั้งคนที่มาฝากและคนรับฝากด้วย

รับเสียใจพลทหารเสียชีวิตจากเหตุกราดยิง แต่ไม่มีใครพูดถีง

ส่วนที่มีการร้องไห้ระหว่าง การแถลงข่าวเมื่อวาน นั้น ยอมรับว่าตนเองเป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหว ซึ่งสิ่งที่ตนเสียใจมากที่สุด คือมีพลทหารที่ปฎิบัติหน้าที่เสียชีวิต แต่กลับไม่มีใครกล่าวถึง แล้วพุ่งเป้าว่ากองทัพหละหลวม ซึ่งคนทำงานด้วยกันทุกวันไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุขึ้น พร้อมยอมรับว่า คนรอบข้าง ทั้งภรรยาและลูก ต้องปิดโซเชียลไปหมด เพื่อป้องกันผลกระทบที่สืบเนื่องมาจากตนเอง

ผู้บัญชาการทหารบกยังได้ฝาก ตัวอย่าง เฉินหลง ที่โพสต์ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ ในวัย 65 ปี ที่ได้นอนพักผ่อนหลับอย่างสบาย แล้วสุดท้ายก็ตื่นขึ้นมาออกกำลังกายใช้วิตปกติ ซึ่งหากอ่านแค่ช่วงหนึ่งอาจจะทำให้คิดได้ว่าเฉินหลงเสียชีวิตแล้ว จึงขอฝากให้คนไทยอ่านข้อความให้ครบถ้วน และอ่านหนังสือเกิน 8 บรรทัด

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดมาแล้ว หลัง ครม. จัดงบกลาง 2,056 ลบ.สั่งจ่ายก่อน

ประเด็นน่าสนใจ

  • ครม.จัดงบกลางจ่ายเงินอุดหนุนเด็ก 600 บาท ปี 2563
  • งบกลางดังกล่าวมีจำนวน 2,056 ล้านบาท

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังเงินอุดหนุนเด็กแรกงวดวันที่ 7 ก.พ. 2563 ที่ผ่านมาไม่สามารถดำเนินการเบิกจ่ายได้ เนื่องจากต้องรอเงินจากงบประมาณปี 2563 ที่ยังอยู่ในขั้นตอนของสภานั้น

กรมกิจการเด็กฯ แจงเหตุจ่ายเงินอุดหนุนเด็ก งวด 7 ก.พ.ไม่ได้

ล่าสุดได้มีรายงานว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สามารถหาเงินจำนวนดังกล่าวมาจ่ายให้ผู้ร่วมโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ในเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม 2563 ได้แล้ว

หลังจากที่วานนี้ (11 ก.พ. 2563) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นเฉพาะกิจ ปี 2562 วงเงิน 2,056 ล้านบาท ให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการก่อนในช่วงที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ยังไม่มีผลบังคับ ทำให้มีความกังวลว่าจะมีงบประมาณใช้ในโครงการนี้หรือไม่ ครม.จึงอนุมัติงบกลางให้

จากนั้นหากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ประกาศใช้บังคับแล้ว ให้นำไปหักออกจากงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

สำหรับเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จ่ายในอัตรา 600 บาทต่อเดือนต่อคน โดยจะจ่ายให้ผู้มีสิทธิ์ ดังนี้

  • เด็กแรกเกิดที่รับเงินอุดหนุนในปีงบประมาณ 2559-2561 รับต่อเนื่องจนมีอายุครบ 6 ปี
  • เด็กแรกเกิด ซึ่งเกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ที่มีคุณสมบัติและไม่เคยได้รับสิทธิ์ เริ่มจ่ายเงินนับตั้งแต่เดือนที่ยื่นคำร้องลงทะเบียน จนมีอายุครบ 6 ปี
  • เด็กแรกเกิด ซึ่งเกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 และผู้ปกครองที่มายื่นคำร้องขอลงทะเบียนภายในวันที่ 30 กันยายน 2562 เริ่มจ่ายเงินนับตั้งแต่เดือนที่เด็กเกิด จนมีอายุครบ 6 ปี
  • ผู้ปกครองที่มายื่นคำร้องขอลงทะเบียนภายหลังวันที่ 30 กันยายน 2562 เริ่มจ่ายเงินนับตั้งแต่เดือนที่มายื่นคำร้องขอรับสิทธิ์ จนมีอายุครบ 6 ปี
  • เด็กแรกเกิดที่เกิดตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป เริ่มจ่ายเงินนับตั้งแต่เดือนที่ยื่นขอรับสิทธิ์ จนมีอายุครบ 6 ปี