สรุป ผบ.ทบ. แถลงเหตุ กราดยิงโคราช | 2 ก.พ. 2563

ลำดับเหตุการณ์

  • ผู้ก่อเหตุ มีข้อพิพาทส่วนตัวกับคู่กรณี จึงได้นำปืนส่วนตัว 5 ชนิด ก่อเหตุที่บ้านพักของคู่กรณี
  • จากนั้น ขับรถส่วนตัว ไปยังป้อมยามกองพันกระสุน ที่ 22 ก่อนใช้ปืนขู่ ยามรักษาการณ์ ชิง HK33 ที่ป้อมยาม พร้อมกระสุน
  • ยามรักษาการณ์ รู้จักกับผู้ก่อเหตุ จึงได้ยอมมอบกระสุนที่แยกไว้ให้กับผู้ก่อเหตุ
  • ผู้ก่อเหตุ นำปืน HK33 ที่ได้ไปกราดยิง พลทหาร ที่เฝ้าคลังอาวุธเสียชีวิต
  • ผู้ก่อเหตุ ใช้ปืนลูกซองยิงทำลายกุญแจ-บานประตู นำปืนต่างๆ ออกมาตามรายงาน
  • ใช้ปืน HK33 กราดยิงยามด้านหน้าอีกครั้ง (ทหารได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย)
  • จากนั้นเป็นขโมยรถทหาร (รถต้นแบบ M51) ด้านหลังค่ายฯ
  • ใช้ปืนยิงฝ่าออกมานอกค่าย
  • ทหารในค่ายได้ประสาน ตร. สกัด
  • ก่อนเกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องตามข่าวรายงาน

มูลเหตุ

  • มีการซื้อขายที่ดิน
  • ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา-เครือญาติ
  • จะสืบสวนต่อไปว่ามีใครเกี่ยวข้องอยู่บ้าง?
  • ทำให้กลายเป็นชนวนแรงจูงใจในการก่อเหตุ

“วินาทีที่ก่อเหตุ ผู้ก่อเหตุ คือ อาชญากร ไม่ใช่ทหารอีกต่อไป”

กองทัพบก มีมาตรการดำเนินการมานานแล้ว อาจจะมีหน่วยที่หละหลวม ไม่ได้เตรียมพร้อม ก็ต้องมีการสอบสวน-เข้มงวดมากขึ้น
กรณีนี้ผู้ก่อเหตุ อยู่ในพื้นที่รู้และเข้าใจ พื้นที่ในค่ายอย่างดีซึ่งจะต้องปรับปรุงรัดกุมมากขึ้น

การบริหารเหตุการณ์

  • ผบ.ทบ. ระบุ หลังจบภารกิจ ก็ได้รับมอบหมายเดินทางพร้อม รมต. กลาโหม ไปดูแล/ประเมินภัยคุกคาม เพราะมีรายงานตลอดให้เป็นไปตามกฎหมาย
  • หลังได้ข้อสรุปก็รายงานต่อนายกฯ ตามขั้นตอน ซึ่งได้ข้อสรุป 3 ประเด็น คือ
  1. ให้ ผบ.ตร. เป็น ผบ. เหตุการณ์ ตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นการก่ออาชญากรรม
  2. การดำเนินการมีนโยบาย คือ คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน เพราะยอมรับความสูญเสียมากไปกว่านี้ไม่ได้ ขอให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวัง ให้ประชาชนที่ติดอยู่ปลอดภัยมากที่สุด
    การก่ออาชญากรรม แม้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นทหารก็จำเป็นต้องให้ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ เชื่อว่า ผบ.ตร. และเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้ ควบคุมได้ ไม่ได้มีการร้องขอให้ ทหารเข้าไปช่วยดำเนินการ
  3. ทหารถอนมาอยู่รอบนอก แบ่งวงรอบในการสนับสนุน แก่ฝ่ายต่างๆซึ่งทำให้ได้เห็นภาครัฐ-เอกชน คนโคราช ร่วมมือร่วมใจในการแก้ปัญหา-คลี่คลาย-ช่วยเหลือกัน
    หลังเหตุการณ์ยุติลง 08.50 น. ก็ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ ทุกๆ ฝ่ายในส่วนของทบ. จะช่วยเหลือ ทหารที่เสียชีวิต-บาดเจ็บ อย่างเต็มที่ เพราะทุกนายได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว

สำหรับคำตำหนิ-ด่า-ว่า กองทัพบก มีคนมากมายด่าทหาร ยังมีทหารดีๆที่ยังปฏิบัติหน้าที่ในหลายพื้นที่ อย่าไปด่าว่าพวกเขา
อย่าด่าโดยใช้คำว่า ทหาร – กองทัพบก ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
คำตำหนิ ด่าว่าทั้งหลาย ให้มาด่าผม (หมายถึงตัว ผบ.ทบ)
ขอร้อง อย่าด่าว่า ทหารที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่
ย้ำ ถ้าจะด่าให้ด่าตรงที่ พล.อ.อภิรักษ์ คงสมพงษ์ อย่าด่ากองทัพฯ ระบุ แม้ว่าจะเหลือเวลาไม่มาก จะเข้มงวด จะเวลาที่เหลือพัฒนา-ยกระดับต่างๆ ให้มากขึ้นอย่างไม่ย่อท้อ

สำหรับประชาชนครอบครัวผู้เสียชีวิต ทางกองทัพยินดีจะรับทายาท เข้ารับราชการโดยไม่มีข้อแม้ หากทายาทยังเรียนไม่จบ กองทัพจะรับผิดชอบดูแลเรื่องการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่า พล.อ. อภิรักษ์ จะเกษียณอายุไปก็ตาม ผู้บาดเจ็บ-ได้รับผลกระทบ ต้องการเข้ารับราชการ ทางกองทัพบก ก็ยินดีรับเข้าทำงานอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น

โครงการซื้อขายอาวุธ จะมีการเข้มงวดในการซื้อขายมากขึ้น ผู้ก่อเหตุมีปืนถึง 5 กระบอกผ่านโครงการต่างๆ
ฉะนั้นโครงการต่างๆ ต้องแก้ไข-ยกเลิก ย้ำ – เอาจริง ใครเอาเปรียบหลวง เพื่อนร่วมงาน ถ้าไม่เห็นผลในวงรอบนี้ เห็นดีแน่
ระบุ ไม่ได้ล้อมคอก แต่มีคำสั่งมาโดยตลอด ดูตามเอกสารหลักฐานได้

ทางการไทยสั่งห้าม เรือสำราญ Westerdam เทียบท่าที่แหลมฉบัง

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีข่าวลือว่าไทย จะให้เรือสำราญขนาดใหญ่เข้าเทียบท่าที่แหลมฉบัง แม้ว่าก่อนหน้านี้ 3 ประเทศได้มีคำสั่งห้าม เพราะกลัวการระบาดของไวรัสโคโรนา
  • นายอนุทิน ชาญวีรกุล จึงได้โพสต์ข้อความสั่งห้ามเรือลำดังกล่าวเทียบท่าในไทยแล้ว

จากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีข่าวว่า ทางการไทยเตรียมให้เรือสำราญ Westerdam เทียบท่าเหลมฉบัง ทั้ง ๆ ที่หลายประเทศปฏิเสธไม่ให้เรือลำดังกล่าวเข้าจอด เนื่องจากหวั่นเกรงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา แม้ว่าเจ้าของเรือจะออกมาระบุว่าไม่มีผู้ติดเชื้อดังกล่าวแต่อย่างใดนั้น

ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวยืนยันว่า ขณะนี้ได้สั่งการไปแล้ว ไม่อนุญาตให้ เรือสำราญ Westerdam เทียบท่าเป็นอันขาด

สำหรับเรือสำราญ Westerdam ออกจากสิงคโปร์เมื่อ 16 ม.ค. เพื่อทัวร์เอเชียเป็นเวลา 30 วัน โดยมีผู้โดยสารทั้งหมด แต่หลังจากไปแวะรับผู้โดยสารที่ฮ่องกง เมื่อ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ทางการของฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และญี่ปุ่น  ก็ไม่อนุญาตเรือลำดังกล่าวให้เทียบท่า เพราะกลัวการระบาดของไวรัสโคโรนา

แม้ว่าเรือมีกำหนดสิ้นสุดการเดินทางที่ท่าเรือโยโกฮามา 15 ก.พ.นี้ก็ตาม หลังจากก่อนหน้านี้พบผู้ติดเชื้อบนเรือสำราญ ‘ไดมอนด์ พริ๊นเซส’ ซึ่งปัจจุบันถูกกักอยู่ที่เมืองโยโกฮามาของญี่ปุ่น

นายกฯ อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งในหลวง-ราชินี ทรงเสียพระทัยในเหตุกราดยิงโคราช

ประเด็นน่าสนใจ

  • นายกฯ แถลงในหลวงราชินีทรงเสียพระทัยเหตุกราดยิงโคราช
  • ทรงรับสั่งให้รัฐบาลดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว

เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 10 ก.พ. 2563 โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกแถลงการณ์อีกครั้ง ถึงเหตุการณ์กราดยิงในเมืองโคราช โดยมีใจความว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 และพระราชทานกำลังใจให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสียและเจ้าหน้าที่ทุกคน

พร้อมทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรับศพผู้เสียชีวิต ในเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมและพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ

อีกทั้งยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จากสำนักพระราชวัง และหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์เป็นผู้แทนพระองค์ไปเยี่ยมเยียนผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้สูญเสียทุกราย

ตลอดจนการจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการพิสูจน์หลักฐาน และทำความสะอาดสถานที่ให้เรียบร้อยจนกว่าจะจบภารกิจ

พร้อมกันนี้ ทรงรับสั่งให้รัฐบาลดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชน และเจ้าหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยทุกคน

พร้อมกันนี้รานงานข่าวได้แจ้งเพิ่มเติมว่า ในช่วงหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าร่วมร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ 2 วีรบุรุษอรินทราช 26 ที่สละชีพเข้าระงับเหตุคนร้ายคลั่งกราดยิงในจ.นครราชสีมา ได้เผยว่า จะดูแลเรื่องการบรรจุทายาทเข้ารับราชการเป็นตำรวจแต่ต้องเรียนให้จบก่อนด้วย