อิออน ประกาศลดอัตราผ่อนชำระคืนขั้นต่ำ บรรเทาความเดือดร้อนช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาด

เพจ AEON Thana Sinsap ได้มีการเผยแพร่ข้อความว่า ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ทางบริษัทขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบรรเทาภาระลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการดังกล่าวด้วยลดอัตราผ่อนชำระคืนขั้นต่ำของแต่ละบัตรรวมถึงการพักชำระหนี้ โดยมีข้อควมระบุว่า

เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาภาระให้แก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจาก COVID-19 บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) ได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อแก่ลูกค้าดังที่ปรากฏในตารางด้านล่างนี้

โดยที่ลูกค้าไม่ต้องติดต่อแจ้งความจำนงมายังบริษัทฯ ทั้งนี้ มาตรการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ซึ่งจะครบกำหนดชำระ วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

ประเภทสินเชื่อ บัตรเครดิตอิออน

ลดอัตราผ่อนชำระคืนขั้นต่ำ (เดิม 10%) เป็นดังนี้

  • 5% แต่ไม่น้อยกว่า 500 บาทต่อรอบบัญชี ในรอบบัญชีที่ครบกำหนดชำระวันที่ 2 พฤษภาคม 2563 ถึง 2 ธันวาคม 2564
  • 8% แต่ไม่น้อยกว่า 500 บาทต่อรอบบัญชี ในรอบบัญชีที่ครบกำหนดชำระวันที่ 2 มกราคม 2565 ถึง 2 ธันวาคม 2565
  • 10% แต่ไม่น้อยกว่า 500 บาทต่อรอบบัญชี ในรอบบัญชีที่ครบกำหนดชำระวันที่ 2 มกราคม 2566 เป็นต้นไป

หมายเหตุ

  1. ยกเว้นบัตรเครดิต AEON CORPORATE CARD ทุกประเภท
  2. ยกเว้นรายการผ่อนชำระรายเดือน (AEON Happy Plan)

บัตรสมาชิกอิออน (สินเชื่อยัวร์แคช)

ลดอัตราผ่อนชำระคืนขั้นต่ำ (เดิม 3%) เป็นดังนี้

  • 1% แต่ไม่น้อยกว่า 300 บาท*ต่อรอบบัญชี ในรอบบัญชีที่ครบกำหนดชำระวันที่ 2 พฤษภาคม 2563 ถึง 2 ธันวาคม 2563

หมายเหตุ
ไม่รวมรายการผ่อนชำระรายเดือน (AEON Happy Pay)
ยอดชำระขั้นต่ำต้องไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยที่เรียกเก็บในรอบบัญชีนั้น

สินเชื่อเช่าซื้อ

(1)รถจักรยานยนต์ : วงเงินไม่เกิน 35,000 บาท
(2) รถยนต์ : วงเงินไม่เกิน 250,000 บาท

พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ในรอบบัญชีที่ครบกำหนดชำระวันที่ 2 พฤษภาคม 2563 ถึง 2 กรกฎาคม 2563

หมายเหตุ

ลูกค้าที่ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน หรือ 3 เดือนนับแต่วันครบกำหนดชำระ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2563 จะไม่ได้รับสิทธิตามมาตรการความช่วยเหลือด้านสินเชื่อนี้

สรุปแถลง สธ. โควิด-19 วันที่ 28/03/2563 | 12.00 น.

สรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า 2019

📍 สถานการณ์ในประเทศไทย

  • 🔺 เพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 109 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
    ผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 1137-1245)

▪️ เพิ่ม ผู้ป่วยยืนยัน กลับบ้าน 3 ราย
▪️ เพิ่ม ผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้หญิง อายุ 55 ปี กรุงเทพฯ
ประวัติเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี มีไขมันในเลือดสูง
ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2563 อาการหอบเหนื่อย
ตรวจพบว่ามีปอดอักเสบรุนแรง ต่อมาใช้เครื่องช่วยหายใจ

🔸 กลุ่มที่ 1 มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย หรือ สถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ (จำนวน 39 ราย)

▪️ สนามมวย 10 ราย กรุงเทพฯ

รายการมวย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1-5 มี.ค. และมีรายการใหญ่วันที่ 6 มี.ค. 2563
หลังจากนั้นพบผู้ป่วยในวันที่ 8 มี.ค. 2563
ระหว่างวันที่ 6-15 มี.ค. 2563 สนามมวยลุมพินี และสนามมวยราชดำเนิน
ได้ทำการปิดสถานที่ และทุกสนามมวย ได้ทำการปิดวันที่ 22 มี.ค. 2563 (ตามคำสั่งผู้ว่าฯกทม.) “เพราะฉะนั้นเราจึงยังพบผู้ป่วยในกลุ่มนี้อยู่”

▪️ เกี่ยวข้องสถานบันเทิง “จำนวน 8 ราย”

▫️ อยู่ในจังหวัด

  • กรุงเทพฯ
  • ศรีสะเกษ
🔸 กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ (จำนวน 17 ราย)

▪️ ผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ “จำนวน 8 ราย”

  • ชาวต่างชาติ 2 ราย เป็นชาวยูเครน และโปรตุเกส
  • คนไทย 6 ราย เดินทางกลับมาจาก อเมริกา อินเดีย ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น

▪️ ผู้ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่แออัดใกล้ชิดคนจำนวนมากและเกี่ยวชาวต่างชาติ “จำนวน 7 ราย”

▫️ อาชีพ

  • นวดสปา
  • พนักงานต้อนรับในโรงแรม
  • เชฟ ร้านอาหาร
  • เจ้าของร้านขายเครื่องประดับ

▪️ บคลากรทางการแพทย์ จำนวน 2 ราย
(รวมสะสม 11 ราย)

🔸 กลุ่มที่ 3 ได้รับผลแล็บยืนยันว่า “พบเชื้อแล้ว” (จำนวน 53 ราย)
แต่ยังอยู่ะในระหว่างสอบประวัติและการสอบสวนโรค

▫️ อยู่ในจังหวัด

  • กรุงเทพฯ
  • เชียงราย
  • นนทบุรี
  • ปทุมธานี
  • สมุทรสาคร
  • มุกดาหาร
  • ภูเก็ต
  • ปัตตานี
  • นราธิวาส
  • ยะลา

▪️ อัปเดต! ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก จำนวน 17 ราย

  • จำนวน 12 ราย รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
  • จำนวน 5 ราย รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลในต่างจังหวัด
  • อายุเฉลี่ย 31 ปี – 76 ปี

🔹 รวมผู้ป่วยหายกลับบ้าน 100 ราย
🔹 รวมผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 1139 ราย+อาการหนัก 17 ราย
🔹 รวมผู้ป่วยเสียชีวิต 6 ราย
🔹 ผู้ป่วยสะสม 1245 ราย

⭐️ ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญ (กลุ่มต่างจังหวัด)

  • จากกลุ่มคนที่เดินทางกรุงเทพฯและปริมณฑลกลับต่างจังหวัด
    (ในช่วงก่อนหน้านี้)
  • ย้ำว่า “คนบางส่วนจะไปพร้อมเชื้อไวรัส”
  • เป็นความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นในต่างจังหวัด เพราะได้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์พอดี
  • ช่วงระยะฟักตัวของโรคยาวสุด 14 วัน สั้นสุด 2 วัน (โดยเฉลี่ย 5-7 วัน)
  • ผู้ที่เดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อมีอาการไข้ อาการทางเดินหายใจ ให้รีบกักกันตัวเอง และพบแพทย์

📍 สรุปผู้ป่วยแต่ละจังหวัด (ทั้งหมด 57 จังหวัด)

▪️ อายุเฉลี่ย

  • อายุน้อยสุด 6 เดือน
  • อายุมากสุด 84 ปี
  • เฉลี่ยอายุ 40 ปี

📍 อัตราการเสียชีวิตในไทย

  • ผู้ป่วยทั้งหมด 1245 ราย เสียชีวิต 6 ราย อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.5%
  • เทียบกับหลายๆประเทศถือว่าอัตราการเสียชีวิตยังต่ำมาก
  • กลุ่มที่เสียชีวิต “ผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป” และมี 2 ราย ที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป
  • เป็นที่มาของการรณรงค์ไม่ให้กลุ่มผู้สูงอายุออกจะบ้าน โดยไม่จำเป็น
  • คนที่พาเชื้อเข้าไปในบ้าน คือ คนที่มีอายุน้อย ดังนั้นควรดูแล ป้องกันตัวเอง
    และคนรอบข้างอย่างเคร่งครัด
  • หากกลุ่มผู้สูงอายุมีอาการป่วยให้รีบพบแพทย์

📍 โรคประจำตัวที่พบบ่อยช่วงนี้

  • โรคความดันโลหิตสูง
  • โรคเบาหวาน
  • โรคไต
  • อยู่ระหว่างรักษาโรคมะเร็ง
    (มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนปกติทั่วไป ดังนั้นให้ระวัง)

ประมวลภาพ ด่านสกัดโควิด 19 จนท.ลงพื้นที่ย่าน ถ.สุขุมวิท-สมุทรปราการ

วันนี้ ผู้สื่อข่าว MThai ได้ลงพื้นที่พร้อม ตำรวจ สน.บางนา และ เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. พร้อม สาธารณะสุข 8 สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่เทศกิจ ร่วมปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดตรวจตามคำสั่งของรัฐบาล ที่ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ถึง 30 เมษายน 2563

เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ การก่ออาชญากรรม ลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคไวรัสโควิด 19 บริเวณหน้าปั๊มเอสโซ่ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเขตรอยต่อจังหวัดสมุทรปราการ

ทั้งนี้ การตรวจคัดกรองมีให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร คอยโบกรถเข้าด่าน ตลอดจนดูแลสภาพการจราจรไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้เส้นทาง จากนั้นทางแพทย์และพยาบาลจะดำเนินการตรวจวัดไข้ และให้เจลล้างมือ

หากใครไม่ใส่หน้ากากอนามัยจะให้ใส่ทันที เพื่อไม่ให้เชื้อกระจายไปในวงกว้าง โดยเน้นตรวจ รถโดยสารสาธารณะ ที่มีผู้โดยสารหนาแน่น และรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ของประชาชน ตลอดทั้งวัน