16 ข้อกำหนด ในสถานการณ์ฉุกเฉิน การเปิดปิดสถานที่และข้อห้ามต่างๆ

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 ฉบับ ที่ 1 โดยมีการออกข้อกำหนดทั้งหมด 16 ข้อ เกี่ยวกับการเปิดสถานที่และข้อห้ามต่าง ๆ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยสรุปดังต่อไปนี้

16 ข้อกำหนด ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากการระบาด ไวรัสโควิด-19

1. ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยงต่อการติดต่อเชื้อโรคโควิด-19

  • ตามที่กำหนดในมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 มีนาคม 2563 หรือตามที่ผู้ว่าฯ กทม. ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อได้ประกาศหรือสั่งตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558

2. ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค โดยให้ผู้ว่าฯ กทม. และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดออกคำสั่งได้โดยอาศัยอำนาจในมาตรา 35 (1) พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ได้แก่

  • สนามมวย/สนามกีฬา/สนามแข่งขัน/สนามเด็กเล่น/สนามม้า
  • สถานบันเทิง ผับ สถานบริการ สถานที่แสดงมหรสพ การแสดงหรือการละเล่นสาธารณะ
  • สถานประกอบการ อาบ อบ นวด และนวดแผนโบราณ สปา ฟิตเนส
  • แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ พิพิธภัณฑสถาน ห้องสมุดสาธารณะ ศาสนสถาน สถานีขนส่งหรือโดยสาร ตลาด ห้างสรรพสินค้า ให้พิจารณาโดยสั่งปิดเฉพาะส่วนหรือทั้งหมด กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมตามความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร

3. ปิดพรมแดนไทย ทางอากาศ ทางบก ทางน้ำ ยกเว้น

  1. เป็นผู้ได้รับยกเว้น หรือได้รับอนุญาตจากนายกรัฐมนตรี/หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินกำหนด
  2. เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามความจำเป็น
  3. เป็นผู้ควบคุมยานพาหนะหรือเจ้าหน้าที่ประจำยานพาหนะ ที่จำเป็นเข้ามาตามภารกิจและมีกำหนดเวลาเดินทางออกนอกราชอาณาจักรชัดเจน
  4. เป็นบุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาลที่มาปฏิบัติงานในไทย หรือได้รับอนุญาตมีหนังสือรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศและ ต้องมีใบรับรองแพทย์ว่าสุขภาพปกติ (ได้รับการตรวจมาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง)
  5. ผู้ไม่มีสัญชาติไทยแต่มีใบอนุญาตทำงานหรือได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ทำงานในราชอาณาจักร ต้องมีใบรับรองแพทย์ว่ามีสุขภาพปกติ (ได้รับการตรวจมาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง)
  6. เป็นผู้มีสัญชาติไทยในต่างแดน ให้ติดต่อสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยในประเทศที่พำนักเพื่อออกหนังสือรับรอง หรือมีใบรับรองแพทย์ได้รับการตรวจไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง

4. การห้ามกักตุนสินค้า

  • ยา/ เวชภัณฑ์ /อาหาร /น้ำดื่ม/ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

5. การห้ามชุมนุม

  • ห้ามรวมตัวทำกิจกรรม หรือมั่วสุม ในสถานที่แออัด หรือกิจกรรมยุยงที่ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

6. ห้ามนำเสนอหรือเผยแพร่ข่าวปลอม

  • ห้ามเสนอข่าวหรือเผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับ โควิด-19 ถือเป็นการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จะทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว

7. มาตรการเตรียมรับสถานการณ์

  1. ให้ผู้ว่าฯ กทม. และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กำกับบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ หากมีปัญหาให้รายงานกระทรวงมหาดไทย
  2. ให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่ง เผยแพร่มาตรการช่วยเหลือ/บรรเทาผลกระทบประชาชนตามหน้าที่และอำนาจ โดยใช้งบประมาณของตนเองเป็นอันดับแรก ถ้าดำเนินการไม่ได้ให้เสนอหรือขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล
  3. ให้โรงพยาบาล สถานพยาบาลหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จัดหายา เวชภัณฑ์ เครื่องมือในการตรวจโรค เครื่องช่วยในการหายใจและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นให้เพียงพอ รวมถึงเตรียมบุคลากรทางการแพทย์ และสถานที่กักกัน สถานที่คุมไว้สังเกต หรือเตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยที่อาจเพิ่มจำนวนขึ้น โดยขอความร่วมมือดัดแปลงสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงแรม โรงเรียน มหาวิทยาลัย หอประชุม สถานที่ปฏิบัติธรรม ศาลาวัด อาคารของเอกชนที่ยังไม่ได้ใช้งาน หรือสถานที่ราชการ สถานที่เอกขนอื่น ๆ เป็นโรงพยาบาลชั่วคราว
  4. การกักกันตัวเองไว้สังเกตอาการ ให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งขึ้น หรืออาสาสมัครที่ปฏิบัติงานให้แก่ทางราชการสามารถเข้าตรวจสอบการเฝ้าระวังหรือความเข้มงวดจริงจัง อาจขอความร่วมมือจากประชาชนในท้องถิ่นให้ช่วยตรวจสอบด้วยก็ได้

8. มาตราการต่อกลุ่มคนที่เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 สูง

  • ควรอยู่ในบ้าน บริเวณบ้านของตนเอง เพื่อป้องกันตนเองจากการติดเชื้อจากสภาพแวดล้อมภายนอก กลุ่มคนดังกล่าวได้แก่
  • ผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป
  • กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน/ความดันโลหิตสูง/หลอดเลือดหัวใจและสมอง/โรคในระบบทางเดินหายใจ/โรคภูมิแพ้
  • กลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

ยกเว้นมีความจำเป็นต้องไปพบแพทย์สามารถออกไปพบได้

9. มาตรการการเข้า-ออกประเทศ

  • กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้มงวดในการตรวจลงตรา/ออกวีซ่า

10. มาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยในกรุงเทพฯ

  • ในกรุงเทพฯ มีการจัดเวรยามตำรวจ ตั้งจุดตรวจตามถนน เส้นทางคมนาคม สถานีขนส่งหรือโดยสาร เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ การก่ออาชญากรรม และการวมกลุ่มชุมนุมหรือมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค หากพบเห็นให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทันที!
  • ต่างจังหวัด ต้องมีมาตรการตั้งด่านตรวจ หรือจุดสกัดดูแลการเดินทางข้ามจังหวัด เพื่อเฝ้าระวัง/สังเกตอาการผู้เดินทาง และพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค โดยให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาตามความเหมาะสม

11. มาตรการป้องกันโรค ดังนี้

  1. ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสของสถานที่ก่อนการจัดกิจกรรม และกำจัดขยะทุกวัน
  2. ให้เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมกิจกรรม ลูกจ้าง ผู้ใช้บริการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า
  3. ทุกคนล้างมือด้วยสบู่ แอลกอฮอล์ เจลหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
  4. เว้นระยะนั่งหรือยืนห่างกัน อย่างน้อย 1 เมตรเพื่อป้องกันการติดต่อสัมผัส หรือแพร่เชื้อทางฝอยละอองน้ำลาย
  5. ให้ควบคุมจำนวนผู้ร่วมกิจกรรมไม่ให้แออัด หรือลดเวลาในการทำกิจกรรมให้สั้นลง
  6. หลีกเลี่ยงการติดต่อสัมผัสระหว่างกัน

12. สถานที่ที่เปิดให้บริการตามปกติ ได้แก่

  • โรงพยาบาล/สถานพยาบาล/คลินิกแพทย์รักษาโรค/ร้านขายยา
  • ร้านอาหารที่ไม่ใช่สถานบันเทิง/แผงจำหน่ายอาหาร/ร้านสะดวกซื้อ/ร้านค้าทั่วไป
  • ห้างสรรพสินค้า (แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ต แผนกขายยา แผนกอาหาร แผนกสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต)
  • โรงงาน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกรรมการเงิน ธนาคาร ตู้เอทีเอ็ม
  • ตลาดและตลาดนัด (ส่วนที่จำหน่ายอาหารสด อาหารแห้ง อาหารปรุงสำเร็จ อาหารสัตว์ เวชภัณฑ์และสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็น)
  • สถานที่จำหน่ายแก๊สหุงต้ม เชื้อเพลิง ปั๊มน้ำมัน ปั๊มแก๊ส การให้บริการขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า
  • บริการส่งสินค้าและอาหารตามสั่ง (delivery online)
  • หน่วยงานของรัฐเปิดปกติ เว้นที่มีประกาศให้ปิดหรืองดดำเนินการไปก่อนแล้ว เช่น สถาบันการศึกษา

13. ประชาชนควรพักหรือทำงานอยู่ที่บ้าน

  • งดการเดินทางข้ามเขตจังหวัด ถ้าจำเป็นต้องรับการตรวจคัดกรองและปฏิบัติตามมาตรการที่ทางราชการกำหนด

14. การจัดกิจกรรม พิธีการทางสังคมตามประเพณีนิยม

  • เช่น พิธีมงคลสมรส พิธีเช่นไหว้บรรพบุรุษ พิธีบำเพ็ญกุศล พิธีศพ พิธีสงกรานต์ และงานพิธีที่ทางราชการ จัดได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนดในข้อ 11

15. โทษความผิด ผู้ฝ่าผืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อ 1 – 6

  • ต้องรับโทษตามมาตรา 18 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และอาจมีความผิดตามมาตรา 52 พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2548 หรือมาตรา 41 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 แล้วแต่กรณี

16. การใช้บังคับข้อกำหนดนี้ให้ใช้บังคับทั่วราชอาณาจักร

  • บังคับใช้ข้อกำหนดทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง
  • ในกรณีมีความจำเป็นนายกฯ อาจออกข้อกำหนดเปลี่ยนแปลง เพิ่มหรือลดมาตรการ/เงื่อนไข/เงื่อนเวลา ได้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเผยแพรให้ประชาชนทราบ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป

แถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรี หลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประเด็นน่าสนใจ

  • ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่ 26 มี.ค.-30 เม.ย.63
  • มาตรการจะเข้มข้นขึ้นอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ขอประชาชนให้ความร่วมมือ
  • จะแถลงการณ์วันละ 1 ครั้งเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการนำเสนอข่าว
  • ออกข้อกำหนดห้ามเข้า-ออกสถานที่บางแห่ง, ห้ามหรือจำกัดการเคลื่อนย้ายประชาชนจำนวนมาก
  • จะเลือกใช้มาตรการเฉพาะที่จำเป็นตามคำแนะนำทางการแพทย์และสาธารณสุข

ตามที่นายกรัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ในการประชุมเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 และตามคำแนะนำของผู้บริหารและนักวิชาการด้านการแพทย์ และสาธารณสุข ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 นั้น

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย ที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ พ.ศ.2548 อันเนื่องจากขระนี้ได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งเป็นโรคระบาดใหญ่ พึ่งเกิดขึ้นใหม่แต่แพร่ไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และประเทศไทยได้รับผลกระทบเช่นกัน

ในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษาที่ได้ผล รัฐบาลได้ใช้มาตรการป้องกัน สกัดกั้น ชะลอและสร้างความรับรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนมาเป็นลำดับและประเมินสถานการณ์เป็นรายวัน ตามความคืบหน้าของสถานการณ์ ข้อมูลข่าวสาร และคำแนะนำทางการแพทย์ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนด้านสังคมความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ การครองชีพ ทรัพยากรของรัฐด้านการสาธารณสุขและป้องกันการตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ

บัดนี้ทุกฝ่ายเห็นว่าสถานการณ์ควรยกระดับขึ้นสู่การบังคับใช้มาตรการขั้นสูงสุดได้แล้ว เพื่อว่ารัฐจะสามารถนำมาตรการอื่นๆ มาบังคับใช้เพิ่มขึ้นจากเดิม ส่วนจะเลือกใช้มาตรการใดก่อน-หลัง จะมีการออกประกาศและข้อกำหนดแจ้งให้ทราบต่อไป

แต่ในเบื้องต้นจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเสียก่อน ซึ่งได้ประกาศแล้วในวันนี้ ผลจากการประกาศดังกล่าว คือรัฐบาลจะมีช่องทางตามกฎหมายเข้าควบคุมหรือบริหารสถานการณ์ได้ เช่นจะมีการโอนอำนาจบางประการของรัฐมนตรีตามกฎหมายบางฉบับมาเป็นของนายกรับมนตรีเท่าที่จำเป็นและเป็นการชั่วคราวเพื่อความรวดเร็วและบูรณาการ

จะมีการออกข้อกำหนดคือข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติบางอย่าง เช่น ห้ามเข้าออกสถานที่บางแห่ง, ห้ามหรือจำกัดการเข้าออกราชอาณาจักร และการเคลื่อนย้ายประชาชนจำนวนมากข้ามเขตพื้นที่, การควบคุมการใช้ยานพาหนะ, เส้นทางจราจร, การควบคุมสินค้าและเวชภัณฑ์,

มาตรการเหล่านี้แม้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และแม้ว่าสถานการณ์จากตัวเลขจำนวนผู้ได้รับเชื้อและการเสียชีวิตในประเทศจนถึงปัจจุบันจะยังไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

แต่หากยังคงมีการเคลื่อนย้ายหรือเดินทาง การรวมกลุ่มคนจำนวนมากเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน การติดต่อสัมผัส หรือใกล้ชิดและการขาดความรู้ความเข้าใจ ความรับผิดชอบ ตลอดจนไม่ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามมาตราการป้องกันโรคตามหลักสากล

ประกอบกับกำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาเทศกาลและการเปลี่ยนฤดูกาลตามธรรมชาติ เชื้อโรคโควิด-19 ย่อมมีโอกาสแพร่ไปได้เร็ว และเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้น จนเป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะจะกระทบต่อประสิทธิภาพในการให้บริการทางการแพทย์

และกระทบต่อการใช้ทรัพยากรด้านการสาธารณสุขของประเทศ เช่น แพทย์ พยาบาล โรงพยาบาล ยา และเวชภัณฑ์ต่างๆ จนอาจขาดแคลนเข้าวันหนึ่ง อันจะนำมาซึ่งความสูญเสียรุนแรงสุดจะประมาณได้ดังที่ ปรากกในบางประเทศในขณะนี้

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเสียแต่บัดนี้ เพื่อความไม่ประมาทอันจะเป็นการสร้างความมั่นใจแก่เจ้าหน้าที่ผุ้ปฏิบัติ และคลายความวิตกกังวลของประชาชน การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะช่วงเวลานี้ โดยรัฐบาลจะพิจารณาเลือกใช้เฉพาะมาตรการเท่าที่จำเป็นตามคำแนะนำทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อป้องกัน

และระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค โดยถือว่าการดูแลรักษาสุขภาพอนามัย และชีวิตของประชาชน การจัดสรรทรัพยากรเวชภัณฑ์ และการใช้บริการทางการแพทย์ให้ทั่วถึงเพียงพอต่อประชาชนชาวไทย

มีความสำคัญเร่งด่วนลำดับแรก ซึ่งแน่นอนว่าความสะดวกสบายของประชาชนในระหว่างนี้ ย่อมลดน้อยลงกว่าเดิม เพราะทุกคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยไม่เกิดภาวะขาดแคลน

ส่วนมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้เดือดร้อนจะได้ทยอยดำเนินการต่อไปในยามนี้ เรากำลังต่อสู้ดับมหันตภัยที่มองไม่เห็นตัวคือเชื้อโรคและอาจจู่โจมมาถึงเราทุกคนในทุกพื้นที่ได้ทุกเมื่อ จึงจำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์และบังคับใช้มาตรการขั้นสูงสุดเพื่อความอยู่รอดร่วมกันซึ่งจะเป็นเช่นนี้ไประยะหนึ่งตามที่กฎหมายให้อำนาจรัฐบาลประกาศได้เป็นคราวๆ ไป คราวละไม่เกิน 3 เดือน แต่อาจประกาศขยายเวลาต่อได้อีกตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์

อันที่จริงการประกาศสถานการณืฉุกเฉินได้กระทำมาหลายปีแล้วในขณะนี้ในบางพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่อาสัยเหตุแห่งการประกาศใช้ที่แตกต่างไปในครั้งนี้

รัฐบาลขอให้ประชาชนวางใจในระบบสาธารณสุขของประเทศ และโปรดดูแลรักษาสุขภาพตนเองเพราะความไม่มีโรคเป้นลาภอันประเสิรฐโดยแท้ ขณะเดียวกันโปรดให้ความร่วมมือกับทางการในการปฏิบัติตามมาตรการและคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัดตลอดจนรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ทางช่องทางที่เป็นทางการ เช่น

วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ที่ระบุแหล่งข่าวอ้างอิงเชื่อถือได้ มิใช่ข่าวลือ หรือข่าวที่ไม่ปรากฏแหล่งที่มา หากมีข้อสงสัยให้สอบถามได้ที่กระทรวงสาธารณสุข หรือศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคคิดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หมายเลขโทรศัพท์ 1111

ขณะนี้การอยู่กับบ้านตามคำกล่าวที่ว่า ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’ การไม่รวมกลุ่มกับผู้คนจำนวนมาก การใช้มาตรการป้องกันโรคเพื่อตนเองและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เช่นการใช้หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ การหมั่นล้างมือ

การไม่ไปสัมผัสหรือไปรับเชื้อที่มาจากฝอยละอองน้ำลาย การเว้นระยะสัมผัสห่างจากผู้อื่น การไปพบแพทย์ในกรณีต้องสงสัย เป็นที่ยอมรับทั่วโลกแล้วว่าสามารถลดความเสี่ยงได้ดีที่สุดเท่าที่เราจะป้องกันตนเอง คนที่ท่านรัก และประเทศชาติได้

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง รัฐบาลจะได้แถลงให้ทราบเป็นระยะๆ ในโอกาสต่อไป

สำนักนายกรัฐมนตรี

25 มีนาคม 2563

ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน ทั่วราชอาณาจักร สกัดโควิด 26 มี.ค.-30 เม.ย.

โดยที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ซึ่งเป็นโรคติดต่อได้ง่ายและเป็นอันตรายอย่างมากต่อชีวิตของผู้ติดเชื้อ ประกอบกับในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ทั้งยังไม่มียารักษาโรคโดยตรง จึงมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากทั่วโลก

จนองค์กรอนามัยโลกต้องประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นการระบาดใหญ่ และขอให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนบังคับใช้มาตรการเด็ดขาดเข้มงวดมากยิ่งขึ้น การระบาดของโรคดังกล่าว จึงเป็นสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งต้องใช้มาตรการเข้มงวดและเร่งด่วน เพื่อควบคุมมิให้โรคแพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง

ประกอบกับมีการกักตุนสินค้า จำเป็นต่อการเฝ้าระวังและควบคุมติดตามการระบาด การป้องกัน และการรักษาโรค ตลอดจนการกักตุนเครื่องอุปโภค บริโภค และสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ซึ่งต้องป้องกันมิให้เกิดภาวะขาดแคลน

อันจะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน กรณีนี้จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของประชาชนและการดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร สำหรับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีคววามร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปควบคู่กัน

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 จนถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2563

ประกาศ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2563

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี