สรุปแถลง สธ. โควิด-19 วันที่ 19/03/2563 | 14.26 น.

สรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า 2019

📍 สถานการณ์ในประเทศไทย

  • เพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 60 ราย
    (ผู้ป่วยยืนยันรายที่ 213-272) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
🔸 กลุ่มที่ 1 มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย จำนวน 43 ราย

▪️ สนามมวย 12 ราย (ผู้ชม, ญาติ, ผู้ดูแลค่ายมวย, เจ้าหน้าที่สนามมวย)

  • สนามมวยลุมพินี
  • สนามมวยราชดำเนิน
  • ค่ายจิตเมืองนนท์

▪️ ผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องสถานบันเทิง จำนวน 14 ราย

(ติดทั้งผับ, ดีเจ, พนักงานทำความสะอาด, พ่อครัว, พนักงานเสริฟ, พิธีกร, รองผู้จัดการร้าน, แคชเชียร์, คนเที่ยว, แฟนคนเที่ยว)

  • ย่านทองหล่อ, ย่านสวนหลวง, ย่านรามคำแหง, ย่านสุขุมวิท

▪️ ผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ จำนวน 12 ราย
(เพื่อนร่วมงาน, ภรรยา, ผู้โดยสารร่วมเที่ยวบิน, ลูกเรือสายการบิน, แอร์โฮสเตส, พนักงานคาร์โก้)

  • มีพฤติกรรมเสี่ยงดื่มเหล้าร่วมวง ทานข้าวร่วมกัน

▪️ ผู้ป่วยที่เข้าร่วมพิธีทางศาสนาในมาเลเซีย จำนวน 5 ราย

  • เป็นชาวไทย จากปัตตานี และยะลา
🔸 กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 17 ราย

▪️ ผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ จำนวน 9 ราย

มีประวัติเดินทางไปไต้หวัน ฝรั่งเศส อังกฤษ อินเดีย อิตาลี มาเลเซีย กัมพูชา ญี่ปุ่น เยอรมัน อิหร่าน
(บางรายเดินทางไปมากกว่า 1 ประเทศ)

▪️ กลุ่มทำงานใกล้ชิดชาวต่างชาติ จำนวน 3 ราย

  • ครูพี่เลี้ยง
  • พนักงานเคาน์เตอร์เช็คอิน
  • เพื่อนต่างชาติมาอาศัยที่คอนโด

▪️ ผู้ป่วยที่อาศัยหรือทำงานในสถานที่แออัดใกล้ชิดคนจำนวนมาก มีจำนวน 1 ราย

  • เทรนเนอร์ สถานที่ออกกำลังกาย

▪️ รอผลการตรวจห้องแล็บ 4 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มี “ผู้สื่อข่าว 1 ราย”

📍 อัปเดต! ผู้ป่วยอาการหนัก 3 ราย

  • รายที่ 1 ชายไทย อายุ 49 ปี ที่รักษาตัวในห่อผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี อาการยังอยู่ในภาวะวิกฤต ได้รับการล้างไตแล้ว มีประวัติเป็นโรคหัวใจและกินยาต่อเนื่อง
  • รายที่ 2 ชายชาวเบลเยี่ยม อายุ 67 ปี รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในจังหวัดเพชรบูรณ์ อาการยังอยู่ในภาวะวิกฤต ใส่ท่อช่วยหายใจ
  • รายที่ 3 ผู้ป่วยอาการหนัก (รายเดิม) ที่ป่วยเป็นวัณโรค ปัจจุบันตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 แล้ว
    แต่ยังคงเฝ้าระวังดูแลโดยแพทย์ที่สถานบันบำราศนราดูร

📍 กลุ่มที่เดินทางจากประเทศอิตาลี ที่กักกันอยู่ที่ฐานทัพเรือ สัตหีบ

  • จำนวน 83 คน (รอจะครบเฝ้าระวัง 14 วัน)
  • ผลตรวจในห้องแล็บทุกคนไม่พบเชื้อ

🔸 รวมผู้ป่วยหายกลับบ้าน 42 ราย
🔸 รวมผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 229 ราย และอาการหนัก 3 ราย
🔸 รวมผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย
🔸 ผู้ป่วยสะสม 272 ราย

📍 โดยสรุปจากข้อมูล

▪️ สถานที่บันเทิง
  • เรียกได้ว่าติดทั้งผับ ทั้งคนทำงาน คนเที่ยว คนในครอบครัว ผู้สัมผัสใกล้ชิด
  • เริ่มมีการรายงานผู้ป่วย ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2563
  • เราพบผู้ป่วยยืนยันได้กลุ่มนี้รวมจำนวน 57 ราย
▪️ สนามมวย
  • พบผู้ติดเชื้อตั้งแต่ ผู้จัด เจ้าของค่าย เซียนมวย พิธีกร ผู้เข้าชม ครอบครัวและคนใกล้ชิด
  • กลุ่มหลักมาจาก สนามมวยลุมพินี สนามมวยราชดำเนิน
  • เริ่มพบ ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. 2563 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
  • มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 52 ราย
  • สนามมวย พบว่าผู้ติดเชื้อ ส่วนหนึ่งเป็นผู้ชมที่มาจากต่างจังหวัด
  • ซึ่งมีโอกาสที่จะนำเชื้อไปติดคนใกล้ชิดที่ตัวเองเดินทางไป

“นับว่าเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ที่ทำให้จำนวนผู้ป่วยในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นไปรวม 272 ราย”

⭐️ ที่สำคัญพบว่ามีบางคน ⭐️

  • ที่เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ยังออกไปยังผู้ที่มีคนแออัด ไม่ว่าจนเป็นสถานบันเทิง ร้านอาหาร
  • โดยไม่มีการกักกันตัวเอง ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ถือว่าเป็นอันตรายมาก ในการแพร่โรคไปสู่ผู้อื่น ส่งผลให้การควบคุมโรคเป็นไปด้วยความยากลำบาก
  • ตรงนี้เองที่กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลได้แนะนำให้ หลีกเลี่ยง งด ไปสถานที่คนแออัด

📍 กรณีกลุ่มเสี่ยงสูง ไม่ยอมกักตัว

  • ตอนนี้ สธ. กำลังทยอย ดำเนินการกับคนเหล่านี้อยู่ ซึ่งหากพบเห็น แจ้ง สธ.อำเภอ, รพ.ในพื้นที่ ฯลฯ เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการตามกฎหมาย
📍 ผู้ป่วยกลุ่มที่เพิ่มมากขึ้น 75-80% ที่พบในแต่ละวัน “#ยังเป็นผู้ป่วยที่เราทราบแหล่งที่มา” “ยังอยู่ในวงจำกัดสัมพันธ์กับกรณีสนามมวย สถานบันเทิง และผู้ป่วยรายใหม่ยังคงเป็นกลุ่มเดินทางมาจากต่างประเทศ

“แม้ว่าจะเจอผู้ป่วยรายใหม่และเป็นกลุ่มผู้สัมผัส ส่วนใหญ่มีอาการไม่มาก”
อยากให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป

📍 นายกรัฐมนตรีได้มีมติครม.

  • มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด โดยเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่โรคติดต่อจังหวัด
  • พิจารณาที่จะปิดสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรค เช่น สถานบริการ สถานที่อื่นๆ ชั่วคราวจนกว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 จะดีขึ้น

📍 ย้ำว่า “(ถ้าหาก) มีการติดเชื้อจริง”
กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับโรงพยาบาลในกระทรวง โรงเรียนแพทย์ เหล่าทัพ ตำรวจ และเอกชน

  • พอรองรับผู้ป่วย ได้สำรองเตียงทั่วประเทศไว้มากกว่า 7,000 เตียง
  • หากมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นก็จะมีการพิจารณาเปิดโรงพยาบาลสนาม
  • สำรองยา เวชภัณฑ์ ครุภัณฑ์ อุปกรณ์ป้องกันต่างๆ

บรรยากาศเมืองกรุง หลังชัตดาวน์สถานบันเทิง-สถานศึกษาในกทม.

ประเด็นน่าสนใจ

  • พบผู้คนออกมาใช้ชีวิตบางตา หลังมีบางส่วนทำงานที่บ้านได้
  • โดยเฉพาะการใช้บริการรถไฟฟ้าผู้คนลดลงชัดเจน
  • ส่วนสภาพการจราจรวันนี้ถือว่าคล่องตัว

วันนี้ ( 19 มี.ค .63 ) ผู้สื่อข่าว MThai ได้เดินทางลงพื้นที่รอบ กทม. เพื่อเก็บภาพบรรยากาศในเมืองหลวง หลังจากรัฐบาลมีมาตรการให้ปิดสถานศึกษา สถานบันเทิง รวมถึงโรงมหรสพ

เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวเป็นแหล่งรวมของผู้คน จนอาจส่งผลทำให้ไวรัสโควิด-19 ระบาดได้ ขณะเดียวกันมีหลายหน่วยงานอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านได้เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อดังกล่าว

โดยบรรยากาศการเดินทางไปทำงาน หรือปฏิบัติภารกิจส่วนตัวของประชาชน ด้วยยานพาหนะส่วนตัวหรือใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งพบว่าในชั่วโมงเร่งด่วนของการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ประชาชนมีจำนวนลดลงค่อนข้างบางตาไม่แออัด การจราจรมีสภาพคล่องตัวได้ดี

ทั้งนี้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 ยังมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขณะนี้หลายหน่วยงาน ได้มีมาตรการให้พนักงานสามารถทำงานที่พักอาศัยหรือที่บ้านได้ ดูจะเป็นคำตอบของสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคไวรัส ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการแก้ไขควบคู่ไปกับการป้องกันในหลากหลายมิติ ไม่เว้นแม้แต่การปิดออฟฟิศและอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ ที่เราเริ่มเห็นหลายๆ องค์กรระดับโลกตัดสินใจนำมาใช้

แต่การทำงานนอกสถานที่ หรือทำงานที่บ้านจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่มีความครบเครื่องและครบครันมากที่สุด ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้เราทำงานได้อย่างราบรื่น ไม่สะดุด ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากการทำงานในออฟฟิศ

แจ๋ว! นักวิจัยไทย คิดค้นชุดตรวจโควิด-19 ราคาถูก รู้ผลเร็ว

ประเด็นน่าสนใจ

  • โดยชุดตรวจดังกล่าวรู้ผลใน 45 นาที เร็วกว่าปัจจุบันที่กินเวลาอยู่ราว 4-6 ชั่วโมง
  • เร่งตรวจสอบความแม่นยำ ก่อนนำมาใช้ใน 2 สัปดาห์

สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ ปตท.พัฒนาชุดตรวจ COVID-19 ซึ่งเป็นชุดตรวจวินิจฉัยด้วยเทคนิค CRISPR Diagnostic โดยก่อนหน้านี้ได้เริ่มทดสอบกับเชื้อ COVID-19 ของจริงที่โรงพยาบาลศิริราชมาระยะหนึ่งแล้ว และพบว่าได้ผลดี

ผศ.ชยสิทธิ์ อุตมาภินันท์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล ซึ่งเป็นผู้วิจัย อธิบายว่าวิธีการตรวจทดสอบคือ การใช้สารคัดหลั่งบนทางเดินหายใจส่วนบน เพื่อวัดระดับสารพันธุกรรม เช่นเดียวกับการตรวจหาเชื้อในปัจจุบัน

แต่ใช้เวลาทดสอบและทราบผลได้ภายใน 30-45 นาที เร็วกว่าการตรวจในปัจจุบันที่ใช้เวลา 4-6 ชั่วโมง ขณะที่ต้นทุนค่าใช้จ่าย ในการจัดทำชุดอุปกรณ์ตรวจวัดทุกอย่างประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 475 บาท

จากปัจจุบันที่มีต้นทุน 3,000-13,000 บาท ขณะนี้ สถาบันฯ ได้สั่งสารเคมีจากต่างประเทศเพื่อผลิตเบื้องต้น 10,000 ชุด ก่อนขยายผลเป็น 100,000 ชุด เพื่อกระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ

ด้าน ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โรงพยาบาลศิริราชได้ใช้ชุดทดสอบแบบใหม่ ควบคู่กับการทดสอบแบบเดิม เพื่อเทียบประสิทธิภาพ หากได้ผลชัดเจน จะช่วยให้ไทยรับมือกับการระบาดของไวรัส ระยะที่ 3 ได้ดียิ่งขึ้น เพราะมีราคาถูกมาก ใช้เวลาตรวจสั้น มีความไวสูง และผลิตได้เองภายในประเทศ

ขณะที่ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เวลาใช้เครื่องมือต้องมั่นใจในมาตรฐาน หากให้ผลเป็นบวกมากเกินไป หรือลบมากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายกับประชาชน

จึงต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจน แต่ตอนนี้ได้เร่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจมาตรฐานคุณภาพและ อย.รับรอง ในไม่เกิน 2 สัปดาห์ ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 5 บริษัท ทั้งนี้ การพัฒนาชุดตรวจ COVID-19 มีทั้งของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ บริษัทพัฒนาสยามไบโอไซ และบริษัทเอกชนนำเข้า