พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แนะรัฐใช้หลักการ 5 ข้อ แก้การระบาดไวรัสโควิด-19

ประเด็นน่าสนใจ

  • เน้นการตั้งด่านตรวจบนท้องถนน ป้องการกระจายเชื้อไปยังจังหวัดต่างๆ
  • ควรมีคนให้ข่าวเพียงคนเดียว เพื่อป้องกันการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน เช่น กรณี 13 หมูป่า
  • เพิ่มงบประมาณในการวิจัยทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอการบริหารจัดการวิกฤติ COVID-19 โดยต้องใช้หลักการ 5 ข้อที่ตนย่อออกมาเรียกว่า C-O-V-I-D มาแก้ไขปัญหา ดังนี้

“Check point – จุดตรวจคัดกรองโรค”

โรคระบาดเป็นเรื่องภัยมั่นคงทั้งของประเทศชาติและมนุษยชาติ ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามไม่ต่างจากภัยอื่นๆ ตัวอย่างการระบาดของโรค Ebola ที่ประเทศคองโก มีการตั้งจุดตรวจตามหัวเมืองสำคัญๆ ทำให้สามารถคัดแยกผู้ป่วยได้

ในขณะที่ปัจจุบันประเทศไทย ตามข่าวมีผู้ป่วย COVID-19 สามารถไปมาจากพัทยาถึงเพชรบูรณ์ จากเชียงใหม่ถึงหาดใหญ่ โดยไม่มีคนหรือเทคโนโลยีสุ่มตรวจ ตามท้องถนน “เชิงรุก” เสมือนภัยพิบัติระดับชาติอื่นๆ

หนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลควรทำตอนนี้คือการตั้งจุดตรวจคัดกรองเชิงรุกอย่างกว้างขวาง โดยทำให้ผู้คนเข้าถึงการตรวจได้ง่ายที่สุด ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ตามแนวทาง WHO

ต้องเน้นการ drive through หรือการกระจายจุดตรวจย่อยทั้งในและนอกกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องมารวมตัวและรอกันที่โรงพยาบาลหลายชั่วโมงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

เพราะการรอคิวในโรงพยาบาลถือเป็นจุดเสี่ยงอีกจุดหนึ่งที่จะแพร่กระจายเชื้อกันได้ การมีจุดตรวจย่อยมากเพียงพอก็จะช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ลงไปได้

“One Voice – สื่อสารเสียงเดียว”

การสื่อสารในช่วงการบริหารจัดการวิกฤติ (crisis management) เป็นสิ่งสำคัญเพราะในช่วงวิกฤติจะเต็มไปด้วยคำถาม ข้อสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวลือที่จะสร้างความสับสัน และตื่นตระหนก จนอาจนำไปสู่ความวุ่ยวาย และความโกรธแค้นได้

ดังนั้นรัฐบาลจะต้องรวมศูนย์การสื่อสารอย่างเป็นทางการไว้ที่แหล่งเดียวหรือคนเดียว เพื่อป้องกันการให้ข้อมูลที่สับสนและคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนกในสังคมได้

เช่น ในปี 2014 การระบาดของโรค Ebola ที่มี Barack Obama ประธานาธิบดีเป็นผู้แถลง หรือเหตุการณ์ช่วยชีวิต 13 หมูป่าออกจากถ้ำที่จังหวัดเชียงรายที่ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร เป็นผู้สื่อสารหลักเพียงท่านเดียว

“Vaccine – พัฒนาวัคซีน”

ในขณะที่ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล กำลังทุ่มทุนค้นคว้าและผลิตวัคซีนต้านไวรัส ประเทศไทยกำลังทำอะไรอยู่? ประเทศเรามีบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีศักยภาพสูง

แต่ปีหนึ่งๆ เราลงทุนกับการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เพียงแค่ 8,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.06% ของ GDP มากกว่าเกณฑ์ของ WHO เพียงเล็กน้อย ถ้าเราเพิ่มงบอีกเท่าหนึ่ง 8,000 ล้านบาท เราก็สามารถสร้างอุตสาหกรรมสุขภาพ มีงานเพิ่มขึ้น มีงบวิจัยเพิ่มขึ้น

มีห้องทดลองและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ซึ่งผลที่ประเทศไทยจะได้รับไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจที่เราจะมีลูกค้าหลายล้านคนจากทั่วโลก แต่เรายังเป็นความหวังของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่พวกเขาต่างรอคอยให้คนที่เขารักหายจากการเจ็บไข้ได้ป่วย

“Isolation – การแยกตัว”

หรือการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เป็นมาตรการหลักที่รัฐบาลทั่วโลกใช้เพื่อชะลออัตราการแพร่ระบาดไม่ให้รวดเร็วจนเกินศักยภาพของระบบสาธารณสุขหรือเรียกว่า “การทำให้กราฟชันน้อยลง” (Flatten the curve)

ในประเทศไทยยังมีปัญหาว่าการกักตัวยังสะท้อนความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เมื่อแรงงานไทยที่มาจากต่างประเทศถูกกักตัวใน ขณะที่ชาวต่างชาติที่มาในเครื่องบินเดียวกันไม่ถูกกักตัว หรือพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่หาเช้ากินค่ำ ค้าขาย

หรือเป็นลูกจ้างรายวัน คงไม่มีโอกาสที่จะทำตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมได้ หากไม่มีความชัดเจนทางกฎหมาย เช่น หากต้องหยุดงานเพื่อดูอาการถึง 14 วัน แล้วจะยังได้รับค่าตอบแทนจากนายจ้างหรือไม่ อย่างไร

นอกเหนือจากนั้น พวกเรา ส.ส. ส.ว. หรือรัฐมนตรี ผู้ที่มีอภิสิทธิ์มากกว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ควรปฏิบัติตัวตามกฎเกณฑ์ของสังคม ในการกักตัวเองและทำตามมาตรการ Social Distancing อย่างเคร่งครัด

หากเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีความใกล้ชิดกับคนกลุ่มเสี่ยง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับประชาชนว่ามาตรการดังกล่าวมีความเท่าเทียมกัน และจูงใจให้พี่น้องประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญ ให้มีวินัย กับมาตรการดังกล่าวมากขึ้น

“Data – บูรณาการข้อมูล”

รัฐบาลไต้หวันเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการบริหารจัดการวิกฤติ ภายในวันเดียว รัฐบาลไต้หวันสามารถรวมข้อมูลจากสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (National Health Insurance Administration) และหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง (Immigration Agency)

เพื่อค้นหาบุคคลและประวัติการเดินทาง 14 วันที่ผ่านมาของผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งให้รัฐสามารถระบุตัวตนของผู้ป่วยและสามารถให้คนที่มีความเสี่ยงสูงกักตัวเองอยู่ในบ้าน และติดตามความเคลื่อนไหวผ่านโทรศัพท์ นอกจากนี้ยังทำเว็บไซต์แผนที่แสดงจุดจำหน่วยหน้ากากอนามัยแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ประชาชนหาซื้อหน้ากากอนามัยได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายนี้ ผลเสียของโรค COVID จะลามไปถึงเศรษฐกิจ มีหลายสำนักได้ออกมาฟันธงแล้วว่า GDP จะติดลบ -0.8 ถึง 1% สำหรับเศรษฐกิจในประเทศ สำหรับ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ เมื่อศูนย์กลางของโรค COVID ได้ย้ายไปอยู่ที่ยุโรป

ซึ่งเมื่อเริ่มดูสภาพเศรษฐกิจ ภาวะหนี้ของธนาคารขนาดใหญ่ นโยบายของ ECB แล้ว พวกเราคงต้องคิดแล้วว่า ถ้าผล “Aftermath” ของ COVID จะอยู่กับพวกเราไปอีก 1 ปี เราจะรับมือกันอย่างไร ใช้งบประมาณแค่ไหน วางทัพกันอย่างไร

ถ้าเราผ่านวิกฤตินี้กันไปได้ เราลงทุนในแผนสู้กับโรคระบาดในครั้งนี้ จะไม่ใช่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแน่นอน โลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว การวางแผนตั้งด่านบนท้องถนน การตั้งศูนย์ระบบ การสื่อสารกับประชาชน การลงทุนในวิทยาศาสตร์การแพทย์

การพัฒนาวัคซีน การซักซ้อมการแยกตัวของประชาชน การบูรณาการข้อมูลแบบรัฐบาลต่างชาติ จะเป็นการใช้งบประมาณ การลงทุนที่ทำให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตนี้ไปได้ และเราจะเข้มแข็งขึ้น

บรรยากาศย่านพัฒพงษ์ หลัง คลับ – บาร์ ปิดวันแรก ป้องระบาดไวรัสโควิด-19

ประเด็นน่าสนใจ

  • โดยบรรยากาศนั้นเงียบเหงา มีเพียงร้านยา และร้านอาหารที่เปิดให้บริการ
  • ขณะที่ นทท. นั้นบางตามาก
  • ด้านผู้ประกอบการจี้รัฐหามาตรการเยียวยา

จากกรณีที่ คณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้ปิดสถานบริการ สถานบันเทิง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นเวลา 14 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 18-31 มีนาคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 นั้น

เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าว MThai ได้ลงพื้นที่ในย่านพัฒพงษ์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีในกรุงเทพฯ เพื่อเก็บภาพบรรยากาศหลังจากสถานบันเทิงบริเวณดังกล่าวได้มีมาตรการปิดให้บริการตามคำสั่งของรัฐบาล

โดยพบว่า ทั้งร้านอาหารคลับ บาร์ รวมถึงร้านนวดต่างๆ ได้ปิดประตูติดป้ายประกาศหยุดให้บริการ เมื่อเดินสำรวจไปยังแหล่งท่องเที่ยวพัฒพงษ์ ซอย 2 ซึ่งจัดว่าเป็นย่านโคมแดงที่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

ประกอบไปด้วย คลับ บาร์ ที่มีการแสดงการเต้นอะโกโก้ ตั้งอยู่บนถนนพัฒน์พงศ์ ภายในซอยนั้น คลับ บาร์ ต่างพากันปิดร้าน เหลือ ที่เปิดร้านเพียง ร้านอาหาร และ ร้านขายยา บรรยากาศเงียบเหงาไม่คึกคัก มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มาเดินอยู่บ้างแต่ก็ค่อนข้างบางตาเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของไวรัส

อย่างไรก็ตามจากการสอบถามเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าได้กล่าวว่า ก่อนการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนั้นก็ เงียบอยู่แล้ว หลังจากข่าวพบผู้ติดเชื้อไวรัสมีจำนวนเพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวจึงลดลง

อีกทั้งยังทำให้รายได้แต่ละวันเริ่มหดหายไป หากมีแนวโน้มปิดเกิน 14 วัน ก็อยากทราบว่าภาครัฐจะจัดการอย่างไรต่อไป และขอให้ภาครัฐช่วยชี้แจงมาตรการออกมาให้ชัดเจน

พยากรณ์อากาศวันนี้ 19 มี.ค.63: ไทยตอนบนอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ แนะระวังสุขภาพ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน-ร้อนจัดบางพื้นที่
  • มีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ในภาคอีสาน-ตะวันออก-กลาง
  • เตือน 20 – 23 มี.ค. 63 จะมีพายุฤดูร้อน
  • กทม.อุณหภูมิสูงสุดแตะ 37 องศาฯ

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้รายงานสภาพอากาศโดยทั่วไปประจำวันที่ 19 มีนาคม 2563 พบว่า ตอนบนของประเทศจะมีอากาศร้อน ถึงร้อนจัดบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ และภาคกลาง

ขณะที่ภาคอีสาน และภาคตะวันออก รวมถึงภาคกลางบางจังหวัดจะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันอันตราย

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 20 – 23 มี.ค. 63 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง

สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกัน และระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

ส่วนสถานการณ์ฝุ่นควันนั้น ภาคเหนือ จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นส่วนมากตอนบนของภาค ขณะที่ กทม. ก็มีปริมาณการสะสมของฝุ่นเพิ่มขึ้นเช่นกัน

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ

อากาศร้อนในตอนกลางวัน กับมีร้อนจัดบางพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 18-27 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 38-41 องศาเซลเซียสลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อากาศร้อนในตอนกลางวัน กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร สกลนคร อุดรธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา

บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียสลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคกลาง

อากาศร้อนในตอนกลางวัน กับมีร้อนจัดบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี และกาญจนบุรีอุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 36-40 องศาเซลเซียสลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออก

เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด

อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียสลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)

เมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์อุณหภูมิต่ำสุด 21-28 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียสลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)

เมฆบางส่วน กับมีฝนเล็กน้อยบางพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียสลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

อากาศร้อนในตอนกลางวันอุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียสลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.