โดนัลด์ ทรัมป์ เล็งแจกเงินให้ชาวอเมริกัน กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิด-19 ระบาด

ประเด็นน่าสนใจ

  • ชี้เป็นแผนที่ได้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
  • เผยตัวเลขในการแจกเงินอยู่ที่ครอบครัวละ 32,000 บาท
  • อย่างไรก็ดีมาตรการนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ถึงจะดำเนินการได้

สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ได้ออกประกาศแจกเงินประชาชนชาวอเมริกันครอบครัวละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32,000 บาท เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดเป็นวิกฤติไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้

โดย ทรัมป์ เผยว่า เงินจำนวนดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด 1 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ทางรัฐบาลสหรัฐ เตรียมไว้อยู่ก่อนแล้ว พร้อมกันนี้ผู้นำสหรัฐ ยังได้ประกาศแผนเลื่อนการจ่ายภาษีให้แก่บริษัทฯ และภาคประชาชนเป็นเวลา 90 วัน เพื่อบรรเทาผลกระทบทางธุรกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่นกัน

ด้านนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ กล่าวว่า เขาสนับสนุนการส่งเงินโดยตรงไปยังชาวอเมริกัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32 ล้านล้านบาท ซึ่งตั้งเป้าจะหลีกเลี่ยงวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากโคโรนาไวรัส

แผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมไปถึงสินเชื่อ, มาตรการช่วยเหลือสายการบิน, การสร้างสภาพคล่องให้กับธุรกิจขนาดเล็ก และการจ่ายเช็คโดยตรงไปยังชาวอเมริกัน

แต่แผนนี้ยังต้องผ่านการรับรองจากสภาคองเกรส ส่วนช่องทางการส่งเงินถึงมือประชาชนนั้น ขณะนี้กำลังหาทางที่จะส่งเช็คไปยังชาวอเมริกันภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า สำหรับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ มีผู้ติดเชื้อแล้วทั่วประเทศมากกว่า 5,200 คน และเสียชีวิตแล้ว 71 ราย

สรุปแถลง สธ. โควิด-19 วันที่ 18/03/2563 | 10.27 น.

สรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า 2019

📍 สถานการณ์ในประเทศไทย

  • เพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 35 ราย
    (แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่)
🔸 กลุ่มที่ 1 จำนวน 29 ราย
  • สนามมวย 13 ราย เป็นผู้ชมในส่วนของ
    กรุงเทพฯ (ส่วนใหญ่), ขอนแก่น, สมุทรปราการ, เชียงใหม่, สุโขทัย, นครราชสีมา, กาฬสินธุ์, ร้อยเอ็ด
  • สถานบันเทิงย่านทองหล่อ 4 ราย
  • ผู้สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 12 ราย มาจากกลุ่มสังสรรค์ กลุ่มสนามมวย กลุ่มเพื่อนร่วมงาน
🔸 กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 6 ราย
  • ผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ 1 ราย (มาจากกัมพูชา)
  • ผู้ทำงานใกล้ชิดกับชาวต่างชาติ 4 ราย พนักงานต้อนรับ บริกร นิติบุคคลของคอนโด
  • รอการสอบสวนโรคเพิ่มเติม 1 ราย
▪️ เพิ่มเติม ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก 2 ราย จากสุราษฎร์ธานี และเพชรบูรณ์
  • รายที่ 1 เป็นชายไทย อายุ 49 ปี เริ่มป่วยวันที่ 8 มี.ค. 2563 อาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ต่อมาตรวจพบว่าปอดอักเสบ การทำงานของไตผิดปกติ ขณะนี้อยู่ที่หอผู้ป่วยวิกฤต
    ที่้โรงพยาบาลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ในสภาวะใส่ท่อช่วยหายใจ วันนี้เตรียมล้างไต และได้รับยาต้านไวรัสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • รายที่ 2 เป็นชายชาวเบลเยี่ยม อายุ 67 ปี เดินทางมาจากประเทศเบลเยี่ยม ตรวจพบปอดอักเสบ และมีภาวะวิกฤตระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ที่เรียกว่า ARDS (Acute Respiratory Distress Syndrome)
    ใส่ท่อช่วยหายใจ ได้รับยาต้านไวรัสเป็นที่เรียบร้อย ปัจจุบันรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาาบาลในจังหวัดเพชรบูรณ์
  • ส่วนอีก 1 ราย เป็นรายเก่า ที่รักษาตัวสถาบันบำราศนราดูร ยังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดอยู่ในความดูแลของแพทย์
  • เพิ่ม ผู้ป่วยหายกลับบ้าน 1 ราย
  • รวมผู้ป่วยหายกลับบ้าน 42 ราย
  • รวมผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 169 ราย และอาการหนัก 3 ราย
  • รวมผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย
  • ผู้ป่วยสะสม 212 ราย

📍 กรณีผู้ป่วยทั้งหมด 212 ราย

  • 70% เป็นคนไทย
  • เกือบ 30% เป็นคนจีน
  • ที่เหลือก็เป็นชาติอื่นๆ ซึ่งในรายละเอียดเคส ทางสธ.จะนัดแถลงเกี่ยวกับทุกๆ เคสอีกครั้งหนึ่ง

📍 อัปเดต! กลุ่มที่เดินทางกลับมาจากประเทศอิตาลี
กักกันเฝ้าระวังที่ฐานทัพเรือ สัตหีบ

  • จำนวน 83 คน
  • มี 6 คน ที่รับตัวไว้ในโรงพยาบาล
  • ทั้งหมดไม่มีไข้
  • ผลการตรวจทุกคนไม่พบเชื้อ
  • ทุกคนยังต้องเฝ้าระวังสังเกตอาการจนครบ 14 วัน

📍 ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพบมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากการ “คัดกรองควบคุมกลุ่มคน” และสถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการระบาด สอดคล้องกับการรายงานสอบสวนโรคที่พบว่า

  • “ผู้ป่วยรายใหม่ส่วนใหญ่” เป็น หนุ่ม-สาว วัยทำงาน
  • ให้ประวัติเดินทางออกไปนอกประเทศไปยังพื้นที่เสี่ยง
  • ไปยังสถานที่ที่คนแออัด
  • ไปมีกิจกรรมสังสรรค์
  • หลายคนไม่งดกิจกรรมทางสังคม
  • ไม่เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล
  • ไม่ยอม กักกันตนเองอย่างเคร่งครัด ทำให้นำโรคไปติดคนใกล้ชิดในครอบครัว รวมทั้งเพื่อนๆ ที่สำคัญตัวโรคโควิด-19 มีความรุนแรงในกลุ่มบอบบาง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือ ผู้มีโรคประจำ หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป “การระบาดในประเทศก็จะมีการขยายวง” จนนำไปสู่ภาวะรควบคุมโรคได้ยากลำบาก ดังนั้น

“ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจ” ทำตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่า อย่างเคร่งครัด

📍 ประกาศๆ ผู้ที่เข้าไปใน

  • ในพื้นที่กทม.
  • #สนามลุมพินี #สนามมวยราชดำเนิน (ในวันที่ 6 มี.ค. 2563)
  • #สถานบันเทิง #ร้านอาหารยามค่ำคืน (ระหว่างวันที่ 9-10 มี.ค. 2563)
  • ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขพบผู้ป่วยยืนยันในสถานที่ดังกล่าว
  • กลุ่มคนเหล่านี้ขอให้สังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 14 วัน หากมีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หายใจลำบาก อย่างใดอย่างหนึ่ง ให้รีบไปตรวจรักษาที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทุกสังกัด (รักษาฟรี)
  • มีข้อสงสัยโทร 1422

“สถานการณ์ในไทยตอนนี้ จะพบว่า กลุ่มใหญ่ๆ จะเป็นกลุ่มสถานบันเทิง-สนามมวย
ดังนั้นผู้ที่เดินทางออกนอกบ้าน กลับมาบ้านต้องดูแลความสะอาด เพื่อป้องกันคนที่บ้าน ผู้สูงอายุที่บ้าน”

📍 ภาพรวมในประเทศมาเลเชีย ขณะนี้มีผู้ที่เดินทางจากพรมแดนเข้า – ออก

  • เราติดตามตัวไปแล้ว 89 คน
  • จากจังหวัดสงขลา สตูล ตรัง พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส
  • มีอาการป่วย จำนวน 11 คน ส่งตรวจเชื้อผลห้องแล็บแล้ว
  • พบว่าติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 คน
  • ติดตามผู้สัมผัสทั้งหลายที่กักตัวครบ 14 วันแล้ว จำนวน 52 คน และที่เหลืออยู่เฝ้าระวังติดตามให้ครบ 14 วัน

📍 สถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย)

  • พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมาก และมีพี่น้องคนไทย ส่วนนึงไปร่วมพิธีกรรมทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย แล้วเดินทางกลับมา
  • กระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มบุคลากรคัดกรอง เฝ้าระวังที่ด่านตรวจพรมแดน
  • เพิ่มเวชภัณฑ์ และวัสดุป้องกันโรค ให้กับบุคลากรในการทำงานอย่างปลอดภัยและเต็มที่
  • จัดพื้นที่ cohort ward ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดหาสถานที่กักตัว (กรณีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงมีจำนวนมากขึ้น)
  • สื่อสารด้านการควบคุมโรคอย่างถูกต้องให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ
  • ใช้มาตราการทางสังคม และกฏหมายเพื่อควบคุมการระบาด

📍 ประเด็นค่าใช้จ่ายรักษาโควิด-19

  • ผู้ป่วย โควิด-19 ให้เป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน
  • ขอให้เลือก รพ.ตามสิทธิ์ก่อนเป็นลำดับแรก
  • กรณีจำเป็นจริงๆ ใช้สิทธิ์ที่ใดก็ได้

📍 เงื่อนไข

  • ผู้ป่วยต่างชาติ = ใช้สิทธิ์ไม่ได้
  • ผู้มีประกัน = ใช้ประกันก่อน
  • ไม่มีประกัน= ใช้การแบบเดียวกับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ
  • ส่วนเรื่องงบประมาณ สธ.จะไปทำงานต่อ ในรายละเอียดแนวทางการจ่ายอยู่ ดังนั้น ผู้ป่วย โควิด-19 ให้ใช้รพ.ตามสิทธิ์ก่อน ส่วนรพ. เอกชน ขอให้ลงบัญชีไว้ก่อน เมื่อระเบียบเบิกจ่ายเรียบร้อย ก็ให้นำมาเบิกรัฐ ทีหลัง
  • ส่วนผู้ป่วย หากมีปัญหาในเรื่องการใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น โทรแจ้ง สพฉ. ที่เบอร์ 02-872-1669

*** ย้ำ – สธ. และ กลาโหม จะดำเนินการซ้อมแผนกันในวันที่ 19 มี.ค. 63 เวลา 09:00-16:00 น.

*** ย้ำ – ซ้อมแผนนะครับ อย่าตื่นตกใจ

📍 การไปซื้อของในพื้นที่ต่างๆ ยังใช้หลักการเดิมได้

  • ลดการสัมผัสสิ่งต่างๆ
  • ล้างมือบ่อยๆ หลังออกมา ก่อนสัมผัสใบหน้า

📍 พื้นที่ศาสนกิจ

  • ให้ระวังคนจำนวนมากๆ รวมตัวกัน
  • ลด/เลี่ยงกิจกรรมคนเยอะ
  • มีการทำความสะอาด

📍 ที่ทำงาน

  • work at home ดีกว่า

📍 ที่บ้าน ควรเป็นพื้นที่สะอาดที่สุด ดังนั้น

  • เมื่อกลับเข้าบ้าน ล้างมือให้สะอาด
  • อาบน้ำให้สะอาด

ประกาศ! ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ-พนง.รัฐ ถือหุ้นเกินร้อยละ 5

ประเด็นน่าสนใจ

  • ให้มีผลหลังพ้นกำหนด 30 วัน ตั้งแต่วันประกาศ
  • ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาดให้เป็นที่สุด

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กำหนดจำนวนหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ที่กรรมการผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรัฐ ถือหุ้นได้ตามมาตรา 126 (2) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2563

โดยให้ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและพนักงานรัฐ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ที่จำหน่ายได้ในบริษัทนั้น และให้บังคับใช้หลังพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้ หรือการปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาดให้เป็นที่สุด

สำหรับข้อความในประกาศดังกล่าว ระบุว่า

โดยที่เป็นการสมควรให้มีประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องกำหนดจำนวนหุ้นในบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด ที่กรรมการผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรัฐที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำหนด ถือหุ้นได้ตามมาตรา 126 (3) แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 126 (3) แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดจำนวนหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่กรรมการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและเจ้าพนักงานของรัฐที่คณะกรรมการป.ป.ช.ประกาศกำหนดถือหุ้นได้ตามมาตรา 126 (3) พ.ศ.2563”

ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 3 ให้กรรมการผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและเจ้าพนักงานของรัฐที่คณะกรรมการป.ป.ช.ประกาศกำหนดเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ตามมาตรา 126 (3) ได้ไม่เกินร้อยละห้าของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ในบริษัทนั้น

ข้อ 4 ให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้รักษาการตามประกาศนี้ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้หรือการปฏิบัติตามประกาศนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาดคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้เป็นที่สุด

ประกาศ ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ

ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ