โรงเรียนดังเชียงราย ชี้แจงกรณีแบบฟอร์มขอรหัสผ่าน FB จากนักเรียน

ประเด็นน่าสนใจ

  • ก่อนหน้านี้ในโลกออนลน์มีการเผยแพร่ภาพแบบสอบถามนักเรียน มีการให้กรอกรหัสผ่าน อาทิ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์
  • ทาง ผอ.โรงเรียน ออกหนังสือชี้แจง เป็นความหวังดีของทางบุคลากรโรงเรียน เบื้องต้นได้ให้ย้ายไปปฏิบัติงานส่วนอื่นแล้ว
  • ยืนยนไม่ได้มีเจตนาในการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

จากกรณีมีการเผยแพร่ภาพแบบสอบถามนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งมีการให้นักเรียนกรอกข้อมูลส่วนตัว อาทิชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่าน ทั้งเฟซบุ๊ก ไอจี ทวิตเตอร์ จนกลายเป็นที่ถกเถียงในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง ถึงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่นั้น

ล่าสุดวันนี้ (15 มิ.ย.63) โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย ได้ออกหนังสือประกาศเพื่อชี้แจ้งต่อเรื่องดังกล่าว โดยมีใจความว่า เนื่องด้วยฝ่ายบริหารเทศบาลนครเชียงราย มีนโยบายในการสร้างนครเชียงรายให้เป็นนครแห่ง การศึกษา โดยมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้มีความรู้คู่คุณธรรมอย่างยั่งยืน จากนโยบายดังกล่าว โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย จึงได้ให้ความสําคัญในการส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการควบคู่กับการดูแลนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมี ทักษะชีวิต เป็นเด็กดี มีคุณธรรม กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เพื่อที่จะเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีต่อไปในอนาคต

จาก นโยบายดังกล่าว โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ได้จัดสรรบุคลากรประจําห้องเรียนทุกห้องเรียน จํานวน 95 คน ปฏิบัติหน้าที่ดูแลเอาใจใส่และช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้พฤติกรรมในภาพรวมของนักเรียนดีขึ้น ตามลําดับ

สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2563 ที่ได้มีการพูดถึงในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับ การให้นักเรียนกรอกข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนลงในแบบสอบถาม ซึ่งทําให้นักเรียนเกิดความไม่สบายใจ เพราะเป็น การละเมิดข้อมูลส่วนตัวของนักเรียน เมื่อทางโรงเรียนได้ทราบเรื่องจึงได้สั่งให้ระงับการกรอกแบบสอบถามดังกล่าว

ทันทีและได้สืบหาข้อเท็จจริง จนได้ทราบว่า เป็นความหวังดีของบุคลากรประจําห้องเรียนคนหนึ่งจาก 95 คน ซึ่งเป็น บุคลากรใหม่ที่มาปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่นาน และต้องการทราบข้อมูลของนักเรียนเพื่อจัดเตรียมแฟ้มประวัตินักเรียนก่อนที่ จะเปิดภาคเรียน จึงได้สร้างแบบสอบถามข้อมูลของนักเรียนขึ้นมาโดยพลการ ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบและอนุญาตจาก ทางโรงเรียนก่อนนําไปใช้ อันนําไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าทางโรงเรียนละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของนักเรียน โรงเรียนจึงได้ดําเนินการตักเตือนและเปลี่ยนให้บุคลากรคนนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ในส่วนงานอื่นแล้ว

โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย จึงขอชี้แจงว่า โรงเรียนไม่มีเจตนาที่จะละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ของนักเรียน และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงขออภัยเป็นอย่างยิ่ง พร้อมทั้งจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิด เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวนี้อีก ประกาศ ณ วันที่ 15 เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2563

นิสิต ชาวบ้าน ร่วมคัดค้าน การรื้อศาลเจ้าแม่ทับทิม เพื่อสร้างคอนโดฯ

ประเด็นน่าสนใจ

  • สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหนังสือแจ้งถึงผู้ดูแลศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ขอให้ย้ายออกจากพื้นที่จุฬาฯ
  • จนเกิดกระแสติดแฮชแท็ก #saveศาลเจ้าแม่ทับทิม
  • ล่าสุดนิสิตจุฬาฯ ประชาชน ร่วมล่ารายชื่อคัดค้านการรื้อถอนศาลเจ้าแม่ทับทิม

หลังจากสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำหนังสือแจ้งถึงผู้ดูแลศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ขอให้ย้ายออกจากพื้นที่จุฬาฯภายในวันที่ 15 มิถุนายน 63 จนเกิดกระแสติดแฮชแท็ก #saveศาลเจ้าแม่ทับทิม

ล่าสุดวันนี้ ( 15 มิ.ย.63 ) ที่ ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นักเคลื่อนไหวทางสังคม ได้ออกมาล่ารายชื่อคัดค้านการรื้อถอนศาลเจ้าแม่ทับทิม พร้อมโจมตีว่าเป็นการทำลายประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชุมชน พร้อมอ่านแถลงการณ์นิสิตจุฬาฯ และประชชน มีใจความดังนี้

สื่บเนื่องจากสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำหนังสือแจ้งถึงผู้ดูแลศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 63 โดยได้แจ้งไปยังผู้ดูแลศาลเจ้าว่าจะประกอบพิธีกรรมและอัญเชิญองค์เจ้าแม่ทับทิมไปประดิษฐาน ณ อาคารในอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ ในวันที่ 15 มิถุนายน 63 และจะเริ่มทำการรื้อถอนศาลเจ้าเก่า เพื่อเตรียมพื้นที่สร้างคอนโดมิเนียม 1800 ยูนิตในบริเวณนี้ในวันที่ 16 มิถุนายน 2563

ศาลเจ้าแม่ทับทิม มีความเป็นมาย้อนกลับไปได้มากกว่าหนึ่งร้อยปี

พวกเรานิสิตจุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประชาชนทั้งที่เคยอาศัยและอาศัยอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน ตลอดจนผู้ศรัทธาในองค์เจ้าแม่ทับทิมทั้งในและต่างประเทศ ขอคัดค้นการดำนินการดังกล่าวของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีความเป็นมาย้อนกลับไปได้มากกว่าหนึ่งร้อยปี อยู่ในจุฬาฯ

บริเวณนี้มาก่อนก่อตั้งจุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสียอีก ดังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จพระราชดำเนินมาถวายสัการะ และพระบาทสมด็จพระมงกุฎกล้จาอยู่หัวได้พระราชทานกระถางธูปสังเค็ดแก่ ศาลเจ้านี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2425 แม้ศาลเจ้าจะเคยย้ายที่ตั้งและซ่อมแซมปรับปรุงหลายครั้ง แต่ศาลเจ้าก็ยังคงอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับบริเวณเดิม และเมื่อพิจารณาเฉพาะอาคารศาลเจ้าหลังปัจุบันก็มีอายุกว่า 50 ปีแล้ว ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานหลืองเป็นความทรงจำร่วมของคนในพื้นที่สามย่านมาอย่างยาวนาน นอกจากความเก่าแก่แล้ว คุณค่าอีกประการหนึ่งของศาลเจ้าแห่งนี้คือสถาปัตยกรรมซึ่งมิได้เป็นแบบศาลเจ้าจีนแต้จิ๋วโดยทั่วไป

แต่เป็นสถาปัตยกรรมเฉพาะของอำเภอเตี่ย โผวเล้ง และกิ๊กเอี๊ย ที่เรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบ “เตี่ยโผวภิก” ศาลเจ้าแห่งนี้จึงมีคุณค่าทั้งค้นประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และคุณค่าต่อจิตใจของผู้ศรัทธา

สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ระบุว่า จะสร้างศาลเจ้าแห่งใหม่ให้

สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ อ้างว่าจะสร้างศาลเจ้าแห่งใหม่ให้แทนที่เดิม ทว่าคำชี้แจงการดำเนินการก่อสร้างศาลเจ้าแห่งใหม่ของสำนักงานจัดการทรัพย์สินฯ กลับมิได้แสดงความตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมอย่างแท้จริง เนื่องจากสถาปัตยกรรมของศาลเจ้าแห่งนี้มิอาจสร้างเลียนแบบได้โดยง่าย แต่สำนักงานฯ กลับวางแผนจะใช้ช่างสถาบัตยกรรมไทยในการก่อสร้างศาลแห่งใหม่

ศาลเจ้าแห่งนี้หาใช่มรดกของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นจิตวิญญาณของชุมชน เป็นประวัติศาสตร์มีชีวิต ทว่าชาวสามย่านกลับมิได้มีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องนี้เลย นิสิตจุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบว่จะมีการรื้อถอนศาลเจ้า ดังนั้น การที่สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬฯ ประกาศข้อความสวยหรูรื่องการย้ายศาลเจ้าใหม่ว่า กระทำเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรม และพัฒนาเพื่อสิ่งที่ดีกว่า จึงเป็นการทึกทักเอาเองโดยปราศจากความเช้าใจเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ยังแสดงความไม่เคารพในวิถีชีวิตชุมชนออกมาให้เห็น เช่นไม่ตระหนักว่าการปักธูปบูชาในกระถางธูปนั้นมีความสำคัญอย่างไรในทางวัฒนธรรมประเพณีจีน โดยเฉพาะสำหรับ ชาวจีนแต้จิ๋ว และพื้นที่ใหม่ก็คับแคบเกินกว่าจะจัดงานประจำปีออกมาได้อย่างสมพระเกียรติของเจ้าแม่ทับทิมด้วยไม่เอื้อแก่การแสดงิ้วอันเป็นวัฒนรรมสำคัญ ทั้งนี้ เป็นธรรมนียมที่จะว่าจ้างคณะมาแสดงถวายองค์เทพเจ้า เป็นประจำทุกปี

ผู้ดูแลศาลเจ้าซึ่งตามธรมเนียมและตามกฏหมาย

ที่สำคัญ ผู้ดูแลศาลเจ้าซึ่งตามธรมเนียมและตามกฏหมายแล้ว เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เทวรูปทุกองศ์ในศาล ตลอจนกระถางธูปพระราทานทั้งได้อาศัยอยู่ในศาลเจ้านี้มากว่า 3 ชั่วอายุคนแล้ว กลับถูกชับไล่ให้มาเช้าเย็นกลับ ในศาลเจ้าแห่งใหม่ ทำให้ผู้ดูแลศาลเจ้าไร้ที่อาศัย และที่สำคัญที่สุด การเชิญองค์เจ้าแม่ไปประดิษฐานภายในอาคารรับรอง อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ ซึ่งด้านบนอาคารดังกล่าวเป็นพื้นที่ให้คนเดินวิ่งออกกำลังกาย จะมิเป็นการหมิ่นพระเกียรติของเจ้าแม่หรือ และผลเสียทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นนี้มิใช่เพราะสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬฯ ปราศจากความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ทั้งยังละเลยการอนุรักษ์วัฒนธรรมหรอกหรือ

สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นนิสิตจุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประชาชนในเฟซบุ๊กเรื่องการย้ายศาลเจ้า ปรากฎว่ามีผู้คัดค้านมากกว่าร้อยละ 90 จากผู้ทำแบบสำรวจจำนวน 3,000 คน เสียงของนิลิตและประชาชนมิใช่เสียงที่สำนักงานจัดการทรัพย์สินฯ ควรจะรับฟังหรอกหรือ และหากจะพัฒนาพื้นที่ใดๆ ก็ตามโดยไม่รับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว จะกล่าวได้ว่าการพัฒนานั้นเป็นไป เพื่อผลประโยชน์ของนิสิตและประชาชนได้ฉันใดด้วยเหตุที่กล่าวมาทั้งหมด พวกเราจึงมาแสดงออกในวันนี้เพื่อปกป้องศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลืองและวัฒนธรรมชุมชนที่ยังเหลืออยู่

อย่างไรก็ตาม สภานิสิตฬลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอยื่นข้อเสนอแก่สำนังานจัดการทรัพย์สิน จุฬฯ ดังนี้

  1. สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ควรชะลอการสร้างคอนโดมิเนียมในพื้นที่ศาลเจ้าออกไปก่อน สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ควรจะห้ประชาชนในพื้นที่และนิสิตมีส่วนร่วมอย่งแท้จริง โดยมีอนุกรรมการที่ประกอบด้วย
    ตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ ผู้ดูแลศาลเจ้า นิสิต และผู้มีความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม ทั่งด้านสถาปัตยกรรมจีนและด้านประวัติศาสตร์
  2. สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬฯ ควรเห็นว่า ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ “ชุมชนที่หายไปแล้ว” ซึ่งสำนักงานฯ ได้อ้างเป็นหตุผลในการย้ายศาลเจ้า จะได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เนื่องจากหลังมีข่าวการรื้อถอนศาลเจ้าศาลเจ้าแห่งนี้ได้กลายเป็นที่จักของนิสิตจุฬาฯ และประชาชนจำนวนมากจากทั่วประเทศตำงพากันกันมาที่ศาลเจ้าเพื่อสักการะบูชาและศึกษาวัฒนรรมประพณี ตลอดจนสถาปัตยกรรม สำนักงานฯ จึงควรทำนุบำรุงศาลเจ้าแห่งนี้ เพื่อให้เป็นแหล่งการเรียนรู้เชิงวัฒธรรมชุมชน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่อไป มากกว่จะนำพื้นที่ไปช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
  3. แทนที่สำนังานจัดการทรัพย์สิน จุฬฯ จะย้ายศาลเจ้าไปยังพื้นที่ใหม่ ควรจะพิจารณาให้คอนโดมิเนียมอยู่ร่วมกับศาลเจ้าได้ อันเป็นตัวอย่างของการพัฒนาแนวใหม่ที่ผสมผสาน “สิ่งเก่า-สิ่งใหม่” เข้าด้วยกัน ซึ่งจะเป็นค้นแบบการพัฒนาที่นำยึดถือเป็นแบบอย่างในประเทศไทยสืบไปท้ายที่สุด พวกเรานิสิตจุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประชาชนหวังใจว่า สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯจะรับฟังเสียงของนิสิตและประชาชน เพื่อให้สมดังพระราชปณิธานในพระบทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
    ที่พระราชทานที่ดินให้จุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นไปตามคติพจน์ที่เรากล่าวกันแสมอว่า ” เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน “

นายกฯ เผย ในหลวง ร.10 ทรงพระเมตตา ไม่ให้ใช้ ม.112 ดำเนินคดี

ประเด็นน่าสนใจ

  • นายกฯ เผย ในหลวง ร.10 ทรงพระเมตตา ไม่ให้ใช้ ม.112 ดำเนินคดี
  • ชี้ห่วงนิสิต-นศ.ถูกชักจูง ละเมิดสถาบัน
  • วอนช่วยกันไม่ให้ลูกหลานตกเป็นเครื่องมือ หวั่นไม่มีอนาคต

วันนี้ (15 มิ.ย.63) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่า มีความกังวล หลังมีกลุ่มบุคคล กำลังทำการล่วงละเมิดสถาบัน จึงขอร้องทุกคนในฐานะที่เป็นคนไทย อย่าไปเชื่อฟังกลุ่มที่บิดเบือน เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ที่สร้างความเกลียดชัง และเชื่อมโยงข้อมูลที่ไม่เป็นจริง

พร้อมอยากให้ทุกคนตั้งข้อสังเกตุว่าสิ่งที่กลุ่มดังกล่าวดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปไม่ได้ และกลุ่มบุคคลนี้มีความต้องการสิ่งใด จึงขออย่าตกเป็นเครื่องมือ ในการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งเชื่อว่าทุกคนรู้ดี ว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ดำเนินการต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร และใกล้วันสำคัญในประเทศใช่หรือไม่

ยืนยัน รัฐบาลกำลังดำเนินการสอบสวนในเรื่องนี้แต่ตามกฏหมายที่มีอยู่ พร้อมมีความห่วงใยเด็กและนักศึกษาที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะกลัวว่าจะไม่มีอนาคต ไม่มีงานทำ เนื่องจากหลายหน่วยงานไม่อยากได้คนที่มีทัศนะคติแบบนี้ไปร่วมงาน แล้วอนาคตจะทำมาได้กินอย่างไร โดยเฉพาะผู้บริสุทธิ์ ที่ถูกชักนำ ดังนั้นสื่อต้องไม่ช่วยกันขยายข่าวนี้

จึงอยากให้ทุกคนได้สำนึกว่า ขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระเมตตา ทรงไม่อยากให้ใช้กฏหมาย มาตรา 112 แต่ก็พบว่ามีการละเมิดอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า ตนเองมีความจำเป็น ที่จะพูดในเรื่องนี้ที่ต้องการให้บ้านเมืองสงบ

ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านและแทบยุโรปนั้น รัฐบาลทำได้เพียงขอความร่วมมือและส่งหนังสือไปยังประเทศเหล่านี้ ซึ่งก็อยู่ที่ประเทศต้นทาง ว่าจะส่งตัวกลับมาหรือไม่ ซึ่งก็ต้องยอมรับกฏหมายในต่างประเทศ ไม่สามารถที่จะส่งคนไปติดตามตัวกลับมาได้ ซึ่งคนที่ไปอยู่ต่างประเทศก็หนีการทำผิดจากประเทศไทย ซึ่งบางคนมีคดีเล็กน้อย แต่ก็หนีไป เช่น บางคนถูกเรียกตัว แต่ก็ไม่มา กลับหนีและกล่าวหาผู้อื่นอย่างเสียหาย

ที่สำคัญไม่ทราบแม้กระทั่งไปทำธุรกิจด้านใด ซึ่งกรณีนี้ในส่วนของกัมพูชาก็พร้อม จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ หากมีคนไปแจ้งความหรือร้องทุกข์ ซึ่งทางกัมพูชาได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศมาแล้ว ยืนยันว่า รัฐบาลได้ขอความร่วมมือไปยังทุกประเทศ ที่มีความกลุ่มเหล่านี้เคลื่อนไหวอยู่ เพราะทุกคนเป็นผู้ลี้ภัย ส่วนตัวเห็นว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้น่าจะมีจิตสำนึก เมื่อต่างประเทศให้ที่พำนักแล้ว ก็ไม่ควรที่จะเคลื่อนไหวได้ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต หากวันใดที่ประเทศนั้น ไม่ให้อาศัยอยู่แล้วจะไปอยู่ในประเทศใด ซึ่งส่วนตัวเห็นใจ เพราะตนเองไม่ใช่คนใจร้าย มีความสงสารที่เป็นคนไทยเหมือนกัน ไม่มีรังแกใคร

นายกรัฐมนตรี ยังขอความร่วมมือประชาชนทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ต้องช่วยกันรักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพราะประเทศไทยไม่เหมือนที่อื่น การเปลี่ยนแปลงประเทศที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดความรุนแรง หลายประเทศที่เปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย ได้เกิดความรุนแรงมาก่อน ก่อน จึงไม่อยากให้ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์เหมือนต่างประเทศ