สั่งสอบ! ตร.ยิงหนุ่มควงมีดขึ้นโรงพัก

ผบ.ตร.เผยสั่งตั้งกรรมการสอบ ตำรวจวิสามัญหนุ่มถือมีดขึ้นบนสภ.ประตูน้ำจุฬาฯ พร้อมแจ้งข้อหาประมาททำคนตาย ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันที่ 8 มิ.ย. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ ส.ต.ต.ไพสิฐ อ่อนสองชั้น ผบ.หมู่งานป้องกันปราบปราม สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี ใช้อาวุธปืนยิงใส่ นายอัสนีชัยพล เจริญวินิจ อายุ 30 ปี ที่ถืออาวุธมีดขึ้นไปบนสถานีตำรวจจนเสียชีวิตวานนี้(7มิ.ย.) ว่า ได้สั่งการให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายทั้งผู้เสียชีวิตและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้นและพยานหลักฐานทั้งหมด

ตำรวจยิงปชช.

ตั้งกรรมการสอบ! ตร.ยิงหนุ่มถือมีดขึ้นโรงพัก

เบื้องต้นมีการดำเนินคดีตำรวจที่ก่อเหตุ ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และยืนยันจะรับผิดชอบดูแลกรณีนี้จนถึงที่สุด

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงการใช้วิจารญาณของตำรวจหากเกิดเหตุลักษณะดังกล่าวว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอันตรายใกล้ถึงชีวิตก็มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการป้องกันตัวโดยชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะต้องมีการฝึกฝนทบทวนการใช้อาวุธเพื่อความคุ้นเคยให้เกิดทักษะและเกิดความยับยั้งชั่งใจอยู่เสมอ ซึ่งจากนี้จะกำชับให้ทุกหน่วยทบทวนการปฏิบัติเพิ่มเติมอีก

ส่วนความคืบหน้าการสอบสวน พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เปิดว่า ก่อนเกิดเหตุดังกล่าว นายอัสนีชัยพล ได้นั่งรถจยย.รับจ้างมาจากบริเวณท่ารถบางนา ว่าจ้างให้มาที่สถานีตำรวจ โดยได้ถืออาวุธมีดขึ้นรถมาด้วย และคนขับจยย.รับจ้าง คิดว่านายอัสนีชัยพลคือผู้ถูกเสียหาย แล้วจะเดินทางมาแจ้งความจึงได้มาส่ง จากนั้นได้ถือมีดลงมาจากรถจยย. แล้วเข้ามาที่โรงพักแจ้งว่า “จะมาฆ่าคน”

จากนั้นก็ถือมีดพยายามที่จะทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 3 นาย ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าโรงพัก ได้ยิงปืนขึ้นฟ้า เพื่อขู่แล้ว 2 ครั้ง แต่นายอัสนีชัยพล ได้ใช้อาวุธมีดปรี่เข้าหาเจ้าหน้าที่ตำรวจในระยะประชั้นชิด จึงได้มีการยิงสวนใส่เข้าที่ลำตัวนายอัสนีชัยพล กระทั่งล้มลงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ด้านพ่อและแม่ของนายอัสนีชัยพล ระบุว่าลูกชายกินยาแก้โรคภูมิแพ้ ซึ่งเป็นโรคไซนัสอยู่ แต่ไม่ได้มีอาการทางประสาทแต่อย่างใด ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นหลักฐานสำคัญกับสำนวนคดี

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊คเพจ Thailand Police Story

MThai News

‘บิ๊กตู่’ ยัน ไม่ขึ้นค่าแรง ถามหาเงินจากไหน

นายกฯ ถาม หาเงินจากไหนมาขึ้นค่าแรง ยัน ไม่มีปรับเพิ่มแบบเหมาจ่าย ชี้ ขั้นต่ำ 300 บาทขณะนี้ ต่างด้าวได้ประโยชน์ วอนทุกฝ่ายเข้าใจ อย่าปลุกระดม 

วันที่ 8 มิ.ย.58 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการค่าจ้างเตรียมพิจารณาโครงสร้างค่าจ้างใหม่ว่า ขณะนี้เกิดข้อเรียกร้องมาหลายเรื่อง ทั้งการแก้ปัญหาค่ารักษาพยาบาล การศึกษา และการขอเพิ่มค่าแรง ซึ่งเรื่องค่าแรง ต้องถามว่าจะหาจากส่วนไหนมาเพิ่มให้ ประกอบกับรัฐไม่มีรายได้ และเป็นไปไม่ได้ หากต้องการเพิ่มค่าแรงเหมาจ่าย

นายก ยัน ไม่ขึ้นค่าแรง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ซึ่งถ้าต้องการขึ้นค่าเเรงควรไปกระทรวงแรงงาน เพื่อทดสอบเรียนรู้ก่อนที่จะได้ค่าแรงตามคุณวุฒิ โดยค่าแรง300บาทในขณะนี้ ส่วนใหญ่แรงงานต่างด้าวจะได้ประโยชน์ ซึ่งหากขึ้นค่าแรงเฉพาะคนไทย เป็นไปไม่ได้ ต้องขึ้นทั้งประเทศ ซึ่งจะยิ่งเอื้อประโยชน์กับคนต่างชาติมากขึ้น เพราะมีแต่ต่างด้าวที่รับทำงานทุกหน้า เพราะบ้านเขาค่าแรงขั้นต่ำได้ไม่เกิน 200 บาท

จึงขอให้หลายฝ่ายอย่ากังวลและปลุกระดมใด หากรัฐมีช่องทางจะพยายามแก้ไข แต่ไม่ใช่การเพิ่มให้แบบก้าวกระโดดเช่นรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ ในเรื่องของการลงทุน จึงขอให้เข้าใจภาครัฐว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างสร้างความเข้มแข็งของประเทศ

MThai News

บิ๊กตู่รับแล้วรายชื่อ 152 ขรก.ส่อทุจริต

‘ประยงค์’ เผย รายชื่อ ส่อทุจริต 152 รายชื่อ ส่งถึง ‘ประยุทธ’แล้ว แจง เปิดเผยไม่ได้ รอ ฟังประกาศพร้อมกันในราชกิจจาฯ

นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวภายหลังร่วมงานประกาศเจตนารมย์ “ต่อต้านการทุจริตสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง” ว่าได้มีการส่งรายชื่อ152 ข้าราชการส่อทุจริตล็อต 2 ที่ส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะคสช.แล้ว

987

ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการการตรวจสอบภายในเหมือนครั้งแรก ส่วนเรื่องการพิจารณาคงตอบตอนนี้ไม่ได้แต่คงต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะเรื่องการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยการตรวจสอบจะเหมือนกับที่ผ่านมาต้องมีการแบ่งแยกประเภทความผิด จึงขอให้รอฟังจากการประกาศพร้อมกันในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

ทั้งนี้ในจำนวน 152 รายชื่อนั้น มีส่วนหนึ่งที่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว)2557 เข้ามาดำเนินการ และบางส่วนจะส่งให้ต้นสังกัดพิจารณาความผิดเอง

นายประยงค์ กล่าวว่า รายชื่อ 152 มีบุคคลที่เข้าข่ายที่ใช้มาตรา 44 มี จำนวนเท่าใดนั้น ว่า  ขั้นตอนการตรวจสอบประเภทความผิดและนายกรัฐมนตรีสั่งการลงมาก่อน โดยนายกฯยึดหลักสำคัญว่าในทุกขั้นตอนต้องตรวจสอบหลายชั้นให้เป็นธรรม ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นใคร หรือ มีระดับข้าราชการระดับสูง หรือ 2ปลัดกระทรวงที่มีกระแสออกมาหรือไม่ ไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะต้องทำด้วยความโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม เลขาฯป.ป.ท .กล่าวว่า นโยบายของรมว.ยุติธรรม คือจะมีการพูดคุยกันทุกเดือน ถ้ามีการทุจริตแล้วสงสัยว่าใครเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง และหากปล่อยไว้จะเกิดปัญหาส่งผลต่อการรวบรวมพยานหลักฐานและความเสียหายเพิ่มเติมก็ต้องเอาออก ฉะนั้นตราบใดที่ยังมีการทุจริตอยู่ก็ต้องทำอย่างนี้ เพราะเป็นกระบวนการที่กฎหมายเดิมกำหนดเอาไว้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้นำมาบังคับใช้อย่างจริงจัง

ขอบคุณภาพ :TNews

MThai News