ฮือฮา! เหตุผลฮิปฯ หลังออฟฟิศขอลาออกจากงานประจำ

โลกออนไลน์ฮือฮา เหตุผลที่หนุ่มคนนี้ ลาออกจากงานประจำ

วันนี้ (2ก.ค.) เป็นกระแสฮือฮาบนโลกออนไลน์อยู่ในขณะนี้ หลังจากสมาชิกเฟซบุ๊กชื่อ จาตุรันต์ ไหลหรั่ง ได้โพสต์ภาพใบลาออกของตัวเอง โดยให้เหตุผลในการลาออกจากงานประจำว่า ต้องการเดินตามความฝัน มีชีวิตสโลว์ไลฟ์ ทำงานกับความรัก จึงขอสิ้นสุดการทำงานตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2558

1.5

เจ้าตัวยังโพสต์ข้อความเพิ่มเติม ชี้แจงถึงเหตุผลในการลาออกจากงานในครั้งนี้ว่า แท้จริงนั้นที่ลาออกไม่ใช่เพราะรวยแล้วลาออกนะ ตอนนี้มีภรรยา1 ลูกเล็กอีก1 หนี้สินอีกล้านกว่าบาท ทำงานมา 6 ปี เงินเดือนสุดท้ายที่ออก17,000 บาทครับ

ที่ผมกล้าลาออก มาทำอาชีพอิสระ เป็นช่างภาพอิสระมีรายได้ที่ไม่แน่นอนเพราะผมมีความเชื่อ เชื่อว่าทำได้ ลูกภรรยาก็สนับสนุนเต็มที่ ดีกว่าอยู่กับงานประจำที่ไม่ชอบ สู้ออกมาจากกรอบห้องแคบ ๆ มาสู้กับโลกภายนอก มีชีวิตที่ผมวาดเองได้ดีกว่า

ภายหลังเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ ผู้คนต่างเข้าไปแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ได้อวยพรให้ชีวิตการทำงานอิสระของหนุ่มคนนี้ประสบผลสำเร็จ

ผุดคลิป Follow The Father ถามคนไทย??

โฆษณาใหม่ไทยประกันชีวิต Follow The Father คลิปใหม่ที่คนไทยต้องดู

ผู้ใช้ชื่อ thailifechannel ในเว็บไซต์ Youtube ได้มีการเผยแพร่คลิปโฆษณาชิ้นใหม่ของไทยประกันชีวิต ที่มีการตั้งคำถามถึงคนไทยว่า “คุณจะแค่รักในหลวง หรืออยากเดินตามรอยเท้าพ่อหลวงกันแน่?

เราจะทำแบบในหลวง, FollowTheFather, ไทยประกันชีวิต

FollowTheFather

โดยโฆษณาดังกล่าวมีชื่อว่า Follow The Father เป็นเรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งที่ทำอาชีพสกรีนเสื้อ “เรารักในหลวง” ออกขาย และเขาก็ตั้งใจจะทำมันให้ดีที่สุด ก่อนจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าจะต้องดีที่สุด ต้องเริ่มจากตรงไหน

เขาจึงออกหาแรงบันดาลใจ ก่อนจะพบว่าพระราชกรณียกิจ และพระราชดำรัสมากมายของพระองค์ท่าน คนทั่วไปสามารถเอาทำตามได้ แต่กลับไม่มีใครนำมาปรับใช้กับชีวิตเลย แม้จะเป็นเรื่องง่าย ๆ ทำได้ไม่ยากก็ตาม จากนั้นเขาจึงทำความดีจากสิ่งเล็กๆ พร้อมฉุกคิดว่าการ “ทำแบบในหลวง” ต่างหากที่แสดงออกถึงความรักที่มีต่อท่าน

เขาจึงทำเสื้อสกรีนคำว่า “เราจะทำแบบในหลวง” ขึ้นมาคู่กับเสื้อ “เรารักในหลวง” เพื่อเป็นคำถามถามกลับไปยังคนไทยว่าจะเลือกแบบไหนเพื่อจะแสดงออกถึงความรักที่มีต่อในหลวง เพื่อสวมใส่เสื้อที่บอกที่ถึงความรัก หรือจะทำความดี ตามที่ท่านได้ทำเป็นแบบอย่าง

MThai News

อ.จุฬาแนะ ทางสว่าง! พัฒนาการศึกษาไทย

ศ.ดร.สมภาร พรมทา อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์แนะแนวทาง พัฒนาการศึกษาไทย

วันนี้ (2ก.ค.) จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพประกาศรับสมัครงานของธนาคารชื่อดัง ที่เลือกรับบัณฑิตจากบางมหาวิทยาลัยเข้าทำงาน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า นี่เป็นการเลือกปฏิบัติ แม้ว่าทางธนาคารได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการหลายครั้งแล้วว่าเป็นการ “ผิดพลาดในการสื่อสาร” แต่เรื่องดังกล่าวกลับถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง

10530734_417472131760749_8173504777677665652_n

ผู้คนต่างถกเถียงกันในประเด็นความเท่าเทียม คุณภาพการศึกษา รวมถึงค่านิยมทางสังคม ซึ่งทาง ศ.ดร.สมภาร พรมทา อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก สมภาร พรมทา แสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวว่า

อยากพูดเรื่องมหาวิทยาลัยราชภัฏสักหน่อยครับ และที่จะพูดต่อไปนี้ผมประสงค์จะพูดกับผู้บริหารการศึกษาที่ดูแลการศึกษาของชาติเป็นหลัก

หลายปีมานี้ผมมีโอกาสไปช่วยสอนในราชภัฏหลายแห่ง(ขอเรียกสั้นๆ นะครับ)ที่ไปสอนนี้ไปสอนพิเศษในหลักสูตรที่สูงกว่าปริญญาตรี การได้ไปรู้จักครูบาอาจารย์ตลอดจนนักศึกษาราชภัฏให้ภาพบางอย่างในใจของผมที่นับวันก็รุนแรงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

ภาพแรกคือความดิ้นรนของชาวราชภัฏที่จะพัฒนาตนให้ทัดเทียมมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่ราชภัฏ ความดิ้นรนของคนที่ถูกมองว่าอยู่ต่ำกว่าเขานี่ผมรักมาก

นี่คือเหตุผลที่ผมได้ปวารณาตัวแก่ราชภัฏเท่าที่ผมรู้จักว่าผมยินดีมาช่วยเต็มกำลังหากสุขภาพยังแข็งแรง เวลานี้มีนักศึกษาปริญญาเอกของราชภัฏหลายคนติดต่อเขียนจดหมายมาปรึกษาผมในการทำวิทยานิพนธ์อยู่ต่อเนื่องอันเป็นเรื่องที่ผมยินดีช่วยเหลือตามที่ปวารณา

ราชภัฏเกิดตามธรรมชาติเหมือนโรงเรียนวัดหรือโรงเรียนบ้านนอกที่เกิดตามธรรมชาติ สังคมนั้นจัดการแยกชั้นของผู้คนเองคนมีเงินก็มีโอกาสมากกว่า นักศึกษาราชภัฏนั้นคือเด็กที่ด้อยโอกาสเพราะเกิดนอกเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ หรือหากเกิดในเมืองก็มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี แม้หัวพอไปได้ก็ย่อมสู้ลูกหลานคนมีเงินที่สติปัญญาพอๆ กันไม่ได้

ผมสอนจุฬา ผมไม่เคยภูมิใจว่าได้สอนมหาวิทยาลัยชั้นนำเลย ตรงข้าม กลับรู้สึกว่าตนผิด ผมควรไปสมัครเป็นอาจารย์ราชภัฏ แต่ผมก็ไม่ทำ

ที่พูดมานี้ผมต้องการให้ผู้บริหารการศึกษามองราชภัฏอย่างคนมีความรู้ทางสังคมวิทยาบ้าง ผมเห็นกรรมการที่ตั้งไปจากมหาวิทยาลัยอย่างจุฬาไปไล่บี้ราชภัฏเวลาตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาแล้วเศร้าใจ

เหมือนอาจารย์ที่จบจากเมืองนอกพูดฝรั่งคล่อง ไปตรวจเด็กประถมที่โรงเรียนบ้านโนนหินแห่ แล้วตกใจจะเป็นลมเมื่อลองให้เด็กพูดอังกฤษให้ฟัง เด็กมันจะพูดได้อย่างไรครับ และที่พูดไม่ได้ก็ไม่ใช่ความผิดของใครด้วย ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ เราควรเห็นใจ เข้าใจ พยายามคิดหาทางช่วย ไม่ใช่ไปไล่บี้เขา

แค่เห็นใจแล้วคิดช่วยอะไรก็คงพอไปได้ และดีวันดีคืน เพื่อให้เห็นตัวอย่างว่าผมไม่ใช่สักแต่พูด ผมขอเสนอให้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ออกระเบียบต่อไปนี้

1. อาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐถือเป็นสมบัติชาติ ดังนั้นต้องย้ายที่ทำงานได้ เช่นย้ายผมจากจุฬาไปราชภัฏบุรีรัมย์ได้ แล้วย้ายอาจารย์จากบุรีรัมย์มาที่จุฬาได้เช่นกัน

2. การย้ายอาจมีผลต่อการพัฒนาวิชาการโดยรวมได้ ดังนั้น การย้ายควรทำหลังจากที่อาจารย์ได้รับการประเมินตำแหน่งทางวิชาการแล้ว เช่นเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่จุฬาแล้วอยู่จุฬาเกินสามปีไม่ได้ ต้องย้าย

3. ทำได้อย่างนี้จะเกิดความเสมอภาคทางการศึกษา พ่อแม่เด็กก็จะเลิกกลุ้มใจหาที่เรียนให้ลูก เรียนที่ไหนไม่ต่างกัน
ลองดูไหมครับ ไม่ต้องกลัวว่าการศึกษาชาติจะตกต่ำ ผมไปอยู่ราชภัฏแล้วสติปัญญาผมจะด้อยลงหรือ อยู่ไหนผมก็คิดและทำงานวิชาการได้

MThai News

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก สมภาร พรมทา