เปิดภาพ! 2มือสังหาร ‘เสี่ยสมยศ’ ตร.จ่อหมายจับ

ตร.เผยนำภาพสเก็ต 2 คนร้ายยิง “เสี่ยสมยศ” เผยนำให้พยานชี้แล้ว อยู่ระหว่างขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับ มุ่งประเด็นโกงหนี้พนันและวิ่งเต้นคดี

วันที่ 1 ก.ค. พล.ต.อ.เรืองศักดิ์ จริตเอก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยความคืบหน้าการสอบสวนนางรัศมี สุธางค์กูร ภรรยาของ นายสมยศ สุธางค์กูร อายุ 62 ปี อดีตเจ้าของพระราม 9 คาเฟ่ ที่ถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิต ภายในลานจอดรถร้านเฮงหูฉลาม เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ได้ทำการซักถามข้อมูลจากนางรัศมีแล้ว เหลือเพียงพนักงานสอบสวนที่จะสอบถามในประเด็นที่ยังมีข้อสังสัยอีกบางส่วน

ภาพสเก็ตซ์คนร้าย

ภาพสเก็ตซ์2คนร้ายมือสังหาร ‘เสี่ยสมยศ’

ข้อมูลที่ได้รับมีความชัดเจน ในเรื่องของมูลเหตุความขัดแย้งเรื่องหนี้การพนัน และการวิ่งเต้นคดีมากขึ้น ซึ่งทั้งสองปมนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน และมีตัวเร่งคือเงื่อนไขของเวลา ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องเร่งสะสางให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 1 ก.ค. ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการก่อเหตุ ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงกับ 4 บุคคลด้วย

ขณะที่ภาพสเก็ตของ 2 คนร้ายนั้น พนักงานสอบสวน สน.คลองตัน ได้นำไปให้พยาน ซึ่งเป็นพนักงานของร้านอาหารที่เกิดเหตุชี้รายละเอียดแล้ว

โดยคนร้ายทั้ง 2 ราย เป็นชายไทยอายุประมาณ 30 ปีเศษ ผิวคล้ำ ผมสั้น 1 คน ทำหน้าที่ขับขี่จักรยานยนต์ และอีกรายผมยาวสวมหมวกแก๊ปสีฟ้า ทำหน้าที่ก่อเหตุยิง ซึ่งมีประจักษ์พยานคือ พนักงานรักษาความปลอดภัยและพนักงานภายในร้านที่เกิดเหตุยืนยันภาพตามสเก็ตช์ดังกล่าว เนื่องจากเห็นใบหน้าคนร้ายชัดเจน ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างขออนุมัติศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับ

ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ทำให้ทราบรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้ในวันก่อเหตุแล้ว โดยเป็นรถจักรยานยนต์สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

ส่วนประเด็นการสังหารยังคงพุ่งไปที่ 3 ประเด็นหลัก คือ การโกงและบาดหมางกันเรื่องการพนันมียอดเงิน 4 ล้านบาท อ้างหรือพาดพิงถึงเรื่องการช่วยเหลือเกี่ยวกับคดีวงเงินถึง 25 ล้านบาท และที่ดินแปลงหนึ่งย่านพระราม 9 ที่มีการให้เช่า ซึ่งตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้

ภาพจากทวิตเตอร์  @fm91trafficpro

MThai News

รวมพฤติกรรมน่าอับอาย เมื่อคนไทยไปญี่ปุ่น!

ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนไทยนิยมไปเที่ยว เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม ประกอบกับได้มีการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศให้กับคนไทย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพำนักในระยะสั้น

ทำให้มีคนแห่แหนเข้าไปเที่ยวเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่ตกเป็นข่าวกันอยู่บ่อยครั้ง เห็นจะเป็นวีรกรรมที่ไม่เหมาะสมของคนบางกลุ่ม ที่ทำให้เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย MThai ข่าวภาคซ่าส์ ได้หยิบยก พฤติกรรมที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างมาให้ได้รับชมกัน

เริ่มกันที่เรื่องราวสุดฉาว เมื่อนักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง จากซีรีย์ฮอร์โมน ได้ไปเปิดเพลงร้องเต้นโชว์บนรถไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีการจับกิ่งซากุระถ่ายรูป เรื่องดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สุดท้ายทางต้นสังกัดมีการลงโทษสั่งพักงานนักแสดงที่ตกประเด็นวิพากษ์วิจารณ์

ฉาวไม่แพ้กันเมื่อ สมาชิกพันทิปท่านหนึ่งไปตั้งกระทู้แชร์ประสบการณ์ แอบขึ้นรถไฟในญี่ปุ่น โดยผู้ตั้งกระทู้ระบุว่า ครอบครัวของตน แอบขึ้นรถไฟในญี่ปุ่น โดยที่ไม่มีตั๋วโดยสาร

เนื่องจากที่นั่งบนรถไฟขบวนดังกล่าวถูกจองจนเต็มหมดแล้ว ซึ่งสาเหตุที่ครอบครัวดังกล่าวต้องแอบขึ้นรถไฟ เนื่องจากพลาดขบวนที่จะเดินทางกลับไปฟูกูโอกะ หากรอขบวนถัดไป ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 ชั่วโมงถึงจะมา เพราะอากาศหนาวจึงตัดสินใจทำวิธีดังกล่าว เมื่อแอบขึ้นไปบนรถไฟมีเจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋วแล้วพบว่าไม่มีตั๋วโดยสาร จึงถูกไล่ให้ไปนั่งในขบวนตู้อาหารแทน

โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ที่นั่งบนรถไฟเป็นสิทธิ์ของผู้ที่จองตั๋วเท่านั้น ซึ่งเจ้าของกระทู้กลับมาเล่าวีรกรรมด้วยความภาคภูมิใจ ถ่ายรูปชมวิวข้างทางสวยงามมาอวดคนบนโลกออนไลน์ จนผู้คนที่ได้อ่านกระทู้ดังกล่าว พากันตำหนิเจ้าของกระทู้ไปทำนองเดียวกันว่า นี่คือการประจานตัวเอง

d

จากนั้นทางแฟนเพจ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้โพสต์ข้อความเตือนว่า การแอบขึ้นรถไฟในญี่ปุ่น สถานทูตฯ ขอแจ้งให้นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางโดยรถไฟในญี่ปุ่น โดยเฉพาะรถไฟชินคันเซนทราบว่า เมื่อผู้โดยสารออกตั๋วรถไฟแล้ว ข้อมูลของผู้โดยสารจะถูกส่งไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจประจำขบวนรถไฟโดยสารนั้น ๆ

ซึ่งหากผู้โดยสารขึ้นรถไฟขบวนที่ไม่ตรงกับขบวนในตั๋วที่ออก ตำรวจรถไฟญี่ปุ่นจะจับกุมสอบสวน หากผิดจริงจะถูกลงโทษปรับ 3 เท่าของราคาตั๋วรถไฟขบวนที่ขึ้น และอาจถูกฟ้องศาลในข้อหาทุจริตหลอกลวง

n

รายล่าสุดที่เพิ่งเป็นประเด็นคือ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศญี่ปุ่นดำเนินการจับกุมตัว ในข้อหา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง

ซึ่งพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ด้วยสายการบินไทยเที่ยวบินที่ ทีจี 640 เวลา 21.50 และถูกตรวจจับอาวุธปืนได้ที่ สนามบินนาริตะ

ขณะจะเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้คดีความยังไม่สิ้นสุด เรื่องดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากผู้ที่ตกเป็นข่าวคือนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่แต่กลับทำผิดกฎหมายเสียเอง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ได้ถูกจับกุมตัวไปในฐานะผู้ต้องหา จากนี้ต่อไปต้องรออัยการส่งฟ้องศาลตามกฎหมายต่อไป

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใครต่างรู้ดีว่า ผู้คนที่นั่นจะเคร่งครัดและเคารพกฎระเบียบกันมาก MThai ข่าวภาคซ่าส์ ขอหยิบเอา มารยาทของคนญี่ปุ่นมาฝากคุณผู้ชม เผื่อใครกำลังจะเดินทางไปเที่ยวจะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

การเข้าแถว

ชาวญี่ปุ่นจะเคร่งครัดในเรื่องของกฏระเบียบพอสมควรไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรอขึ้นรถ การซื้อตั๋วรถ แม้แต่การเข้าแถวรอเพื่อเข้าไปรับประทานอาหาร หรือเข้าห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งการเข้าแถว รอเข้าห้องน้ำก็จะต้องรอที่ทางเข้าไม่ยืนรอที่หน้าประตูของห้องน้ำนั้นๆ

มายาทบนรถไฟ และรถสาธารณะ

เวลานั่งในรถไฟก็ไม่จำเป็นที่จะลุกให้คนแก่ คนพิการหรือคนท้องก็ได้เนื่องจากที่ญี่ปุ่น จะมีที่นั่งสำรองสำหรับ บุคคลพวกนี้อยู่แล้ว และก็ห้ามนั่งในที่ที่เขามีไว้สำหรับคนพวกนี้ ไม่เช่นนั้นก็จะโดนคนมองเป็นตาเดียวเลย นอกจากนี้ห้ามส่งเสียงดัง ถือว่าเป็นการรบกวนผู้โดยสารท่านอื่นๆ

มารยาทในการรับประทานอาหาร

– ห้ามปักตะเกียบลงในแนวดิ่งไปในถ้วยข้าว เพราะจะคล้ายกับการปักธูปไหว้ศพ
– ห้ามส่งอาหารจากตะเกียบสู่ตะเกียบ เพราะว่าคนญี่ปุ่นจะใช้ตะเกียบ คีบกระดูก ที่เผาแล้ว ส่งต่อๆ กันตอนทำพิธีเก็บกระดูกเท่านั้น ดังนั้นถ้าต้องการ จะตักอาหาร ให้กันก็จะวางไว้ในจานให้เลย
– เมื่อจะหยิบอาหารจากจานรวม ก็จะใช้ตะเกียบกลาง หรือใช้ปลายอีกด้านของ? ตะเกียบของตนเองคีบอาหารจากจานรวมมาใส่จานของตนเอง
– การรับประทานอาหารก็สามารถส่งเสียงดังได้ เพราะการกินเสียงดัง หมายถึง อาหารนั้นอร่อย สามารถซดน้ำซุปเสียงดัง ๆ ได้ไม่ต้องอาย

สิ่งที่นำมาฝากทางทีมงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีประโยชน์ต่อคุณผู้ชมและผู้อ่านทุกท่าน ไม่ว่าคุณจะไปประเทศไหนเราก็ควรที่จะเคารพ กฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศให้มาก ๆ เพราะหากเกิดเรื่องเสื่อมเสียขึ้นมา ภาพพจน์ของประเทศอาจจะเสื่อมเสียไปด้วย…

MThai News

ดีเดย์ประมง!’บิ๊กตู่’วอนงดประท้วงย้ำน.ศ.ไม่ใช้ ม.44

ประเดิมใช้ กม.ประมงวันแรก นายกฯ ยัน คุมเข้ม-เร่งช่วยแรงงานประมง วอนอย่าประท้วง ส่วน 14น.ศ. ย้ำ ไม่ใช้ ม.44 แต่เพิ่มช่องทางคุย หาข้อยุติ

วันที่ 1 ก.ค.58 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมายประมงใหม่ว่า ยังไม่ได้รับรายงานความไม่เรียบร้อย ขอสื่อช่วยสอดส่องการประมงทำตามข้อกฎหมายหรือไม่ พร้อมเข้มการกวดขันเพื่อให้ผ่านการประเมินในระดับมาตรฐาน ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือตรวจสอบทุกมิติ

ประยุทธ์-ประมง-14น.ศ.-ม.44

โดยเฉพาะส่วนผู้ประกอบการต้องให้ความร่วมมือ ยืนยัน รัฐหามาตรการรองรับแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งลูกเรือ ชาวประมง รวมถึงสินค้า 2 แสนกว่าล้านบาท

“ผมกำลังดูอยู่ ถ้ากดดันมาก ขอให้ชะลอ ถ้าไม่ผ่านประเมิน จะรับผิดชอบด้วยกันหรือไม่ว่าสินค้า 2 แสนกว่าล้านบาทที่ขายทั้งโลกไม่ได้ ก็เท่ากับเรือประมงทั้งหมด ไม่สามารถออกทำมาหากินได้ ดังนั้นขออย่ามาประท้วง อย่าขุดคุ้ยให้เป็นเรื่อง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว.

ขณะที่ความคืบหน้าการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษานั้น ขณะนี้กำลังหามาตรการเปิดช่องทางการพูดคุยเพื่อให้เกิดการยุติ
พร้อมมองไปที่เรื่องพฤติกรรมที่แสดงออก เป็นกิริยาของเด็กที่บริสุทธิ์ หรือ มีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ซึ่งต้องมีการพิสูจน์กัน

ส่วนข้อเสนอจากบางฝ่ายต้องการให้ใช้มาตรา 44 นิรโทษกรรมความผิดให้แก่นักศึกษามีความเป็นไปได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมไม่ทำ ทำไม่ได้ เพราะถ้าทำแล้ว ก็จะต้องมีการใช้มาตรา 44 เพื่อนิรโทษกรรม ให้กับบุคคลคนอื่น และจะทำให้ไม่มีวันจบสิ้นกระบวนการ”

ที่มา Wassana Nanuam

MThai News