ผอ.Thai PBS ประกาศลาออก เซ่น พิษซื้อหุ้น CPF

ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทย พีบีเอส ประกาศลาออก หลังประชุมกับคณะกรรมการนโยบาย เพื่อรับผิดชอบกรณีการซื้อตราสารหนี้ ซีพีเอฟ วงเงิน 193 ล้านบาท โดยการลาออกจะมีผลภายใน 1 เดือน

เมื่อช่วงค่ำวานนี้ คณะกรรมการนโยบายได้ประชุมนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาการซื้อตราสารหนี้ของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยมีรองศาสตราจารย์จุมพล รอดคำดี ประธานคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส เป็นประธานการประชุม ภายหลังการประชุมผ่านไปกว่า 4 ชั่วโมง ทันตแพทย์กฤษฎา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทย พีบีเอส ได้เดินออกจากห้องประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนสั้น ๆ ว่า ขอลาออกเพื่อรับผิดชอบการซื้อตราสารหนี้ ซีพีเอฟ ที่ทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัย

ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายได้ออกหนังสือชี้แจงว่า แม้การดำเนินการซื้อตราสารหนี้ ซีพีเอฟ จะถูกต้องตามกฎหมาย แต่เนื่องจาก สถานีโทรทัศน์ไทย พีบีเอส เป็นสื่อสาธารณะจึงพร้อมจะรับฟังเสียงท้วงติงของสังคม ซึ่งมีความเห็นว่า การซื้อตราสารหนี้ของบริษัท ซีพีเอฟ เป็นการดำเนินการไม่เหมาะสมและคณะกรรมการนโยบายก็เห็นด้วย และขอชื่นชมการลาออกจากผู้อำนวยการ

การลาออกของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ไทย พีบีเอส ครั้งนี้จะมีผล 1 เดือนหลังจากการลาออก และการลาออกครั้งนี้จะส่งผลให้คณะกรรมการบริหารทั้งหมดที่มี 5 คนพ้นสภาพด้วย ก่อนหน้านี้คณะกรรมการบริหารสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสได้ชี้แจงกับพนักงานเป็นการภายในถึงเหตุผลการซื้อตราสารหนี้ ซีพีเอฟ รวมถึงได้ทำหนังสือแสดงความเสียใจต่อกรณีที่เกิดขึ้น

เผยแบบ ‘พระโกศ’ พระบรมอัฐิทองคำลงยา 9 เหลี่ยม

สำนักช่างสิบหมู่ เผยแบบพระโกศพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นครั้งแรก สร้างพระโกศทองคำลงยาเก้าเหลี่ยม ประดับเพชรเจียระไนสีขาว 5,368 เม็ด

นายอำพล สัมมาวุฒธิ นักวิชาการช่างศิลป์เชี่ยวชาญ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดสร้างพระโกศ พระบรมอัฐิ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมาหราชวังว่า คณะกรรมการจัดสร้างพระเมรุมาศ ได้เห็นชอบแบบพระโกศพระบรมอัฐิ และได้จัดสร้างหุ่นจำลองปูนปลาสเตอร์แล้ว โดยหุ่นงานช่างบุ จะนำหุ่นไปหล่อไฟเบอร์กลาส นำทองมารีดเป็นแผ่น เพื่อขึ้นหุ่นทองคำสลักลวดลาย อย่างพิถีพิถัน

สำหรับแบบของพระโกศ เป็นทองคำลงยา ทรง 9 เหลี่ยม สอดคล้องกับสถาปัตยกรรม พระเมรุมาศ 9 ยอด มีลวดลายตามโบราณราชประเพณี แต่เพิ่มความพิเศษและสื่อความหมายถึง รัชกาลที่ 9 ส่วนฐานเป็นสิงห์ ประดับลายประจำยามก้ามปูพื้นลายลงยาสีแดง องค์พระโกศ เป็นลายบัวกลีบขนุน มีพระนามาภิไธย ย่อ ภปร. ประดับเพชร ฝาพระโกศ เป็นยอดทรงมงกุฎ

ส่วนยอดมี 2 แบบ คือ แบบพุ่มข้าวบิน ทำด้วยเงินบริสุทธิ์ ประดับเพชร และ แบบสุวรรณฉัตร 9 ชั้น เป็นทองคำลงยาประดับเพชร นอกจากนี้ ยังมีพระโกศศิลา และฐานไม้กลึงแกะสลักลงรักปิดทอง รองรับยอดพระโกศ สำหรับถอดเปลี่ยนในงานพระราชพิธี

ขนาดของพระโกศทองคำลงยานั้น ส่วนฐานกว้าง 20 เซนติเมตร สูง 80 เซนติเมตร รัตนชาติที่ใช้ประดับพระโกศ เป็นเพชรเจียระไนสีขาว จำนวน 5,368 เม็ด ส่วนยาสีที่ใช้ตกแต่งพระโกศมี 3 สีประกอบด้วย สีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ สีแดง สื่อถึงความเข้มแข็ง การหลอมรวมดวงใจคนในชาติ และสีเขียว แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ ที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ

หวั่นชุมนุมค้านท่าเรือปากบารา ปะทะรุนแรง ผู้ว่าฯสตูลกำชับคุมเข้ม

ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กำชับควบคุมสถานการณ์ กรณีชุมนุมค้านท่าเรือปากบารา ที่อ.ละงู หวั่นเหตุปะทะรุนแรง

นายธานี หะยีมะสาและ นายอำเภอละงู จ.สตูล เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่โรงเรียนบ้านปากบาง พื้นที่ ม.2 ต.ละงู อ.ละงู หลังวานนี้เครือข่ายต้านท่าเรือน้ำลึกปากบารา จำนวนกว่าพันคน ได้มาชุมนุมเคลื่อนไหวคัดค้านการจัดเวทีแสดงความคิดเห็น โครงการท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา ครั้งที่1 หรือ ค.1 ซึ่งจะจัดขึ้นในเวลา 09.00 น. ของวันนี้ (16 มี.ค.60) ล่าสุดบรรยากาศยังคงเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย โดยนายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ได้มอบหมายให้ รองผอ.กอ.รมน.จ.สตูล ฝ่ายทหาร ตำรวจ และ อส.จากหลายอำเภอ จัดกำลังเข้าไปดูแลสถานที่ดังกล่าว ประมาณ 300 – 400 นาย เพื่อป้องกันเหตุปะทะบานปลาย ระหว่างประชาชนที่ไม่เห็นด้วย กับ กลุ่มผู้สนับสนุนโครงการ พร้อมกำชับว่าให้ทุกฝ่ายดำเนินงานอย่างสันติไร้ซึ่งความรุนแรง และไม่นำมวลชนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาเผชิญหน้ากัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีผู้มาชุมนุมขอร้องให้ยุติเวที ค.1 แต่ นายธานี ยืนยันว่า ทางจังหวัดยังคงต้องเดินหน้าจัดกิจกรรมดังกล่าว สำหรับส่วนนี้ ได้มีการขอความร่วมมือไปยังกลุ่มแกนนำมวลชนว่าขอให้ชุมนุมอย่างสงบ ขณะที่เจ้าหน้าที่ ก็ได้เข้าไปประจำตามจุดสกัด จุกทางแยกต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ไม่สงบขึ้น