จิตอาสาวัยเฉียด 80 หอบเหรียญกาชาดครบเซ็ทโชว์กลางงานบริจาคโลหิต

เหล่ากาชาดจังหวัดพะเยา ร่วมกับโรงพยาบาลพะเยาจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี พบคุณปู่จิตอาสา วัยเฉียด 80 หอบเหรียญกาชาดครบเซ็ทโชว์กลางงานบริจาคโลกหิต หลังบริจาคแล้วกว่า 134 ครั้งตั้งแต่ปี 2512 จนถึงปัจจุบัน พร้อมชวนบริจาคช่วยผู้ป่วยอุบัติเหตุสงกรานต์


วันนี้ (4 เม.ย.) ที่ ศาลาประชาคมศาลากลางจังหวัดพะเยา เหล่ากาชาดจังหวัดพะเยา ได้ร่วมกับโรงพยาบาลพะเยา จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ บริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ตามโครงการ ใจอาสา บริจาคโลหิต เฉลิมพระเกียรติ 62 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เนื่องในโอกาสมหามงคล ทรงเจริญพระชนมายุ 62 พรรษา 2 เมษายน 2560 โดยมีนายประจญ ปรัชญ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาเป็นประธานในพิธี

ทั้งนี้เพื่อเป็นการเชิญชวนข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน กลุ่มพลังมวลชน และประชาชนทุกหมู่เหล่า บริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่องานบริการโลหิตของสภากาชาดไทย เพื่อจัดหาโลหิตสำรองไว้สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินหรือผู้บาดเจ็บที่ต้องได้รับโลหิตในการช่วยชีวิตอย่างทันท่วงที หรือ ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดที่เสียเลือดมาก เพื่อเตรียมพร้อมสำรองโลหิตให้ผู้ป่วย ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ที่มีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน นอกจากการรับบริจาคโลหิตแล้ว โดยวันนี้รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาได้ร่วมบริจาคโลหิต รวมถึงมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนมาบริจาคโลหิตกันเป็นจำนวนมาก การจัดกิจกรรมในวันนี้ ยังได้มีการจัดนิทรรศการ และออกบูธรับบริจาคดวงตา และอวัยวะเพื่อช่วยเหลือปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ให้แก่ผู้ป่วยที่อวัยวะเสื่อมสภาพด้วย

สำหรับการจัดกิจกรรมโครงการรับบริจาคโลหิตในครั้งนี้ก็ได้มีนายชาญณรงค์ หรือ ปู่หลน พูนวิริยาภรณ์ อายุ 78 ปี ซึ่งทำงานเป็นจิตอาสาโรงพยาบาลพะเยา ได้เดินทางมาร่วมงานพร้อมทั้ง นำเหรียญ สมนาคุณจากสภากาชาดไทยที่ “ปู่หลน” ได้บริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช , สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 19 เหรียญ แบ่งเป็น เหรียญในวาระพิเศษจำนวน 6 เหรียญ และเหรียญทั่วไปอีกจำนวน 13 เหรียญ “ปู่หลน” บอกว่า บอกว่า ตนเองได้ เริ่มบริจาคโลหิตครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2512 ที่สภากาชาดไทย รวมถึงที่ จ.พะเยา จนถึงปัจจุบัน ตนเองได้บริจาคโลหิต แล้วจำนวน 134 ครั้ง

โดย เหรียญที่ทางสภากาชาดไทยได้มอบให้แต่ละครั้งนั่นก็จะเป็นลักษณะเป็นวาระต่างๆไม่ได้มอบให้ทุกครั้งที่บริจาค และจะมอบให้กับผู้บริจาคจนถึงครั้งที่ 108 เท่านั่น เพราะถือว่าหมดแล้ว คือเป็นเหรียญสมนาคุณชั้นสูงสุดที่มอบให้กับผู้บริจาคโลหิตนั่นเอง ซึ่งตนเองถือว่าได้ครบแล้วตามที่นำมาให้ดูในวันนี้ ซึ่งมีทั้งหมด 19 เหรียญ ประกอบไปด้วย เหรียญในวาระพิเศษจำนวน 6 เหรียญ และเหรียญทั่วไปอีกจำนวน 13 เหรียญ เหตุผลที่ตนเองชอบบริจาคโลหิต ก็สืบเนื่องจากที่ผ่านมา มีคนบริจาคโลหิตไม่มาก จึงอยากช่วยเหลือสังคม และผู้เจ็บป่วยที่ต้องการเลือด
แต่วันนี้ไม่ได้มาบริจาคโลหิตเนื่องจากอายุเกิน 60 แล้ว ไม่สามารถบริจาคได้ แต่ก็อยากมีส่วนร่วมในการทำความดี ก็ได้มาแนะนำประโยชน์ที่จะได้รับจากการบริจาคเลือดให้กับผู้ที่เดินทางมาในวันนี้ โดยเฉพาะสิทธิการได้รับการยกเว้นค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลของรัฐ พร้อมกันนี้ก็อยากขอเชิญชวนชาวไทยร่วมบริจาคโลหิตเพื่อทำความดีถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช , สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในห้วงระยะนี้คือก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วยเนื่องจากทางโรงพยาบาลต่างๆต้องการเลือดมากในการช่วยชีวิตผู้ป่วยโดยเฉพาะจากอุบัติเหตุทางถนน

กระทรวงแรงงาน ย้ำ ขั้นตอนการเดินทางกลับบ้านของแรงงานต่างด้าว

กระทรวงแรงงาน ย้ำ แรงงานต่างด้าวที่ผ่านการตรวจสัญชาติลงตรา VISA แล้ว ต้องขออนุญาตทำงาน ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัด ก่อนกลับประเทศช่วงสงกรานต์

ภาพประกอบข่าว

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า แรงงานต่างด้าวที่ผ่านการตรวจสัญชาติ เมื่อได้รับการตรวจลงตรา (VISA) แล้ว ต้องขออนุญาตทำงาน ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดและสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 โดยด่วนก่อนเดินทางกลับประเทศเพื่อไปร่วมงานประเพณีเทศกาลสงกรานต์ ไม่ให้เกิน 15 วัน มิฉะนั้นจะไม่สามารถกลับเข้ามาในประเทศไทยได้ ส่วนแรงงานนำเข้าประเภท MOU ก็สามารถเดินทางกลับประเทศเพื่อร่วมงานประเพณีสงกรานต์ได้เช่นกัน โดยยกเว้นไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ และขอย้ำว่าแรงงานฯ ต้องเดินทางกลับประเทศไทยภายในวันที่ 30 เมษายน 2560 เท่านั้น หากไม่กลับเข้ามาภายในระยะเวลาที่กำหนดจะไม่สามารถเข้ามาในประเทศไทยได้อีก และเมื่อเดินทางออกทางด่านตรวจคนเข้าเมืองใด ให้กลับเข้ามาทางด่านตรวจคนเข้าเมืองนั้น

ทั้งนี้ หากแรงงานต่างด้าวฯ ใดประสงค์จะกลับ เข้ามาทำงานในประเทศไทย หลังสงกรานต์จะต้องเดินทางเข้ามาตามระบบ MOU เท่านั้น หากลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายอีก จะถูกดำเนินคดีมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับสูงสุด 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมขอย้ำเตือนนายจ้าง หากตรวจพบว่ามีการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ต้องถูกดำเนินคดีในอัตราค่าปรับสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และในเร็วๆ นี้ หากพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. … ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ นายจ้างที่ฝ่าฝืนจะมีโทษปรับเริ่มต้นที่ 400,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

ดีเดย์ พรุ่งนี้ ! ใครไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จับจริง

พรุ่งนี้ 5 เม.ย. ดีเดย์ จับปรับจริงคนขับและผู้โดยสารที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ตามนโยบาย คสช. ย้ำช่วยลดการบาดเจ็บเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

พลตำรวจโทวิทยา ประยงค์พันธ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จะบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างจริงจัง โดยทุกคนในรถ ทั้งรถยนต์ส่วนตัว และรถโดยสารสาธารณะ จะต้องคาดเข็มขัดนิรภัย หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับคนละ 500 บาท ส่วนรถโดยสารขนาดใหญ่ผู้โดยสารที่ไม่คาดเข็มขัด มีโทษปรับสูงสุดถึง 5,000 บาท แต่ตำรวจจะไม่มุ่งเน้นการจับปรับ ในช่วงแรกจะเป็นการตักเตือน และปรับตั้งแต่ 100-400 บาท

ภาพประกอบข่าว

พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) ดูแลงานจราจร กล่าวว่า สำหรับการบังคับใช้กฎหมายกรณีผู้โดยสารรถจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกคนตามคำสั่ง มาตรา 44 ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้เริ่มดำเนินการจับปรับตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.60 นี้เป็นต้นไป ที่ผ่านมาหลังมีคำสั่ง คสช. ก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ศึกษาข้อกฎหมายให้แม่นยำ รวมทั้งประชาสัมพันธ์ แนะนำผู้ขับขี่มาระยะหนึ่ง ซึ่งในข้อหาไม่คาดเข็มขัดนิรภัยนี้ มีรถที่ต้องกวดขันทั้งตามพ.ร.บ.รถยนต์และพ.ร.บ.ขนส่งทางบก

โดยรถที่จดทะเบียนตามพ.ร.บ.รถยนต์อัตราค่าปรับสำหรับคนขับและคนโดยสารจะปรับไม่เกิน 500 บาท/คน ได้แก่ รถเก๋ง รถกระบะ รถแท็กซี่ ซึ่งถือเป็นรถที่จดทะเบียนตามพ.ร.บ.รถยนต์ ส่วนรถที่จดทะเบียนตามพ.ร.บ.ขนส่ง ได้แก่ รถตู้โดยสารสาธารณะ รถโดยสารขนาดใหญ่ เช่น รถทัวร์ รวมไปถึงรถบรรทุกสินค้า จะมีอัตราค่าปรับที่สูงคือปรับไม่เกิน 5,000 บาท/คน โดยไม่ว่าจะเป็นรถชนิดใด ตามกฎหมายถือว่าผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบต่อคนโดยสาร โดยหากคนโดยสารไม่คาดเข็มขัด จะมีความผิดฐานไม่จัดให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดนิรภัยเพิ่มอีก 1 ข้อหา

พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ระบุว่า อย่างไรก็ตามในทางปฎิบัติ เจ้าหน้าที่คงไม่สามารถไปเปิดประตูรถดูทุกคันได้ ซึ่งใช้การจับกุมในกรณีเป็นเหตุซึ่งหน้า หรือมีการตั้งด่าน ที่เจ้าของรถจะต้องลดกระจกลงเมื่อผ่านด่าน ก็จะทำให้มองเห็นว่ามีการปฎิบัติตามกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ในส่วนของรถโดยสาร ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ รถตู้ รถทัวร์ คนขับรถมีหน้าที่ต้องแจ้งต่อผู้โดยสารไม่ว่าจะบอกกล่าวทางวาจา หรือติดป้ายเตือนไว้ภายในรถ ในจุดที่ผู้โดยสารสามารถมองเห็นได้ หากผู้โดยสารไม่ยอมปฏิบัติตาม จะถือว่าผู้โดยสารกระทำผิดกฎหมายจราจรต้องจ่ายค่าปรับเอง โดยที่คนขับไม่ต้องรับผิดชอบ

โดยมีการยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้มาตรการดังกล่าว เป็นเครื่องมือหากิน แต่ทำเพื่อความปลอดภัยเพื่อผู้ใช้รถ รวมถึงสร้างภาพลักษณ์ใหม่ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน เนื่องจากการคาดเข็มขัดนิรภัยจะช่วยลดการบาดเจ็บได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้