เด็กฝาแฝดดีใจ ได้ไปเรียนวันแรก หลังเพื่อนบ้านล้อมรั้วจนออกไม่ได้

พี่น้องฝาแฝดได้ไปเรียน   หลังเพื่อนบ้านล้อมรั้วจนออกไม่ได้ แม่ต้องขอพึ่งศาลช่วย

ความคืบหน้ากรณี น.ส.อัญชิษฐา หรือจอย ชูชีพ อายุ 34 ปี  แม่ลูกแฝดร้องสื่อในพื้นที่ จ.ตรัง ให้ช่วยเหลือ หลังถูกเพื่อนบ้านสร้างกำแพงกั้นปิดทางเข้าจนส่งผลกระทบทำให้ลูกต้องปืนข้ามรั้วไปโรงเรียนนั้น  ล่าสุดเด็กทั้ง 2 ได้ไปโรงเรียนแล้วหลังจากที่หยุดเรียนไปหลายวันจากปัญหาดังกล่าว

โดยนายภิญโญ ยอดทอง ผอ.โรงเรียนกล่าวว่า หลังจากทราบเรื่องตนและคณะครูอาจารย์ ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมบ้านของน้องเพชร และน้องพลอย ซึ่งได้พยายามพูดคุยเจรจากับเพื่อนบ้านใกล้เคียงให้แล้ว ซึ่งเท่าที่ดูก็พอมีทางให้เด็กได้เดินเข้าออกได้บริเวณด้านหลังกำแพงระหว่างบ้านของเพื่อนบ้านด้วยกัน แต่เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีปัญหาความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน และสุดความสามารถที่ตนจะแก้ไขได้ หน้าที่ตนก็คือ ทำอย่างไรให้เด็กทั้งสองคนได้ไปโรงเรียนตามปกติเท่านั้น

ด้าน น.ส.อัญชิษฐา ชูชีพ แม่ของสองพี่น้องแฝด ได้เผยถึงการแก้ปัญหาดังกล่าวว่า เบื้องต้นได้ยื่นฟ้องภาระจำยอมที่ดินต่อศาลจังหวัดตรัง เพื่อขอให้เพื่อนบ้านที่กั้นกำแพงหรือรั้วช่วยเปิดทางให้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ครอบครัวของ น.ส.อัญชิษฐา ได้ใช้เข้าออกมายาวนานเกิน 10 ปีแล้ว รวมทั้งกำลังประสานให้เทศบาล ต.นาเมืองเพชร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการตรวจพิสูจน์หลักฐานที่ดินของเพื่อนบ้าน เนื่องจากบางส่วนอาจจะเข้าข่ายที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งสามารถนำกลับคืนมาเปิดเป็นทางเข้าออกให้ได้

ส่วน กรณีที่ นายศิริพัฒ พัฒกุล ผวจ.ตรัง แนะนำให้ตนนำลูกไปฝากไว้กับญาติ ซึ่งมีบ้านอาศัยอยู่ด้านนอก เพื่อลูกๆ จะได้ไปโรงเรียนก่อนนั้น คิดว่าคงไม่สามารถทำได้ เพราะว่าเกรงใจญาติ และเขาก็คงไม่สะดวกด้วยที่จะรับฝากเด็กไว้ อีกทั้งญาติรายนี้ก็เป็นครอบครัวใหญ่ คงให้ลูกๆ ไปอยู่บ้านเขาไม่ได้อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันที่บ้านของตน ก็มีแม่ที่อาศัยอยู่ด้วยและแก่ชราแล้ว ซึ่งยายเองก็รู้สึกเป็นห่วงหลานๆ จึงอยากให้อยู่กับครอบครัวเองต่อไป แม้จะลำบากมากแค่ไหนก็ตาม

ข่าว/คลิป จาก matichon tv

อัยการสูงสุด ยันได้ตัว ‘บอส อยู่วิทยา’ ก่อนคดีขาดอายุความแน่นอน

อัยการสูงสุด เผยผลการประชุมความคืบหน้าการติดตามตัว ‘บอส’ ทายาทกระทิงแดง ยัน ต้องได้ตัวก่อนคดีขาดอายุความอย่างแน่นอน

วันนี้ (9 มิ.ย. 60) ที่ สำนักงานอัยการสูงสุด นายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานอัยการ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ (สตช.) ได้ประชุมถึงความคืบหน้าการติดตามตัว นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทกระทิงแดง  ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในทันที

นายประยุทธ เพชรคุณ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของคดีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการเพื่อที่จะได้ตัวมาดำเนินการฟ้องตามกฎหมาย ซึ่งในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุดได้ร่วมกับทางอธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ มีความตระหนักเช่นเดียวกันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่จะต้องเร่งรัดโดยเร็ว มีการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งนี้ ทางสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดและเร่งรัดก่อนที่จะมีการขาดอายุความในบางเรื่องบางประเด็น

ด้าน นายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับคดีนี้ถือเป็นคดีที่มีความสำคัญ ซึ่งในฐานะผู้รับผิดชอบได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาคือฝ่ายกองการต่างประเทศของ สตช. เพื่อมาเตรียมความพร้อมในกรณีที่จะสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ที่ประเทศใด ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างดียิ่งในการที่จะทำคำขอกับผู้ต้องหาคดีสำคัญ ซึ่งในช่วงระหว่างนี้ผู้ต้องหาสามารถที่จะบินไปไหนก็ได้ จึงต้องมีการเร่งรัดโดยเร็วที่สุด

เจ้าบ่าวโร่ขอโทษ ปมจัดงานแต่งทำรถติดยาวกว่า 10 กม.

เสธ.พีท ขอโทษ งานแต่งทำให้คนขอนแก่นเดือดร้อน รถติดยาว 10 กม.

จากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ภายหลังปรากฏภาพการจัดงานแต่งงานงานหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทำให้การจราจรบนเส้นทางถนนมิตรภาพ ในเขต ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น รถติดขัดอย่างหนักนั้น

วานนี้ (8 มิ.ย. 60) พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี หรือเสธ.พีท หัวหน้าชุดปฎิบัติการ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ขอนแก่น (กกล.รส.จ.ขอนแก่น) ซึ่งเป็นเจ้าบ่าว เจ้าของงานแต่งดังกล่าว ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ว่า เมื่อเช้านี้ได้จัดให้มีพิธีสู่ขอตามประเพณีไทย

โดยได้ทำหนังสืออขออนุญาตอย่างถูกต้องไปยังเทศบาล ต.ท่าพระ และ สภ.ท่าพระ โดยในช่วงของการแห่ขันหมากนั้นได้กำหนดไว้ในเวลา 08.29 น. โดยตั้งขบวนห่างจากบ้านเจ้าสาวเพียง 100 เมตร และใช้เวลาแห่ขันหมากเพียง 8 นาทีเท่านั้น จากนั้นก็เข้าสู่พิธีการภายในบ้านโดยทั้งหมด ทั้งนี้ก็ต้องขอโทษสังคมในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนทำให้ได้รับผลกระทบดังกล่าว

“ผมขออนุญาตปิดช่องทางการจราจร 1 ช่องทาง ประมาณ 100 เมตร โดยมีผู้มาร่วมงานประมาณ 50 คน พอแห่ขันหมากเสร็จก็เปิดช่องทางการจราจรตามปกติ ซึ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ว่างานมงคลของผมทำให้รถติด ผมก็ขอโทษทุกท่านด้วย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าสาว และครอบครัวของฝ่ายเจ้าสาว เรื่องนี้ผมขอรับผิดเพียงคนเดียว ผมขอโทษทุกๆ ท่านจากใจครับ” พ.ท.พิทักษ์พล กล่าว