สาวตรังใจดี ประกาศให้อยู่บ้านฟรี หลังไม่อยากปล่อยทิ้งร้าง

สาวใจดีน้ำใจงามโพสต์เฟซบุ๊ก ให้อยู่บ้านเช่าฟรี ขอแค่ดูแลบ้านให้อย่าปล่อยให้รกร้าง 


เมื่อวันที่
26 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา สื่อโซเซียลได้ร่วมกันแชร์โพสต์ของ นางสาวนันทนา ปัชชาเขียว ที่ได้ลงประกาศผ่านเฟซบุ๊ก !!! ระบ ว่า

“ใครที่มีครอบครัวแต่ไม่มีบ้านอยู่ บ้านหลังนี้ให้อยู่ฟรีค่ะ แต่มีข้อแม้ว่าแค่รักษาความสะอาดเท่านั้น บ้านปล่อยร้างมาหลายปี อยากให้มีคนไปอยู่ไปดูแลค่ะ อยู่แถวๆก่อนถึงโรงเรียนราชมงคลประมาณ 500 เมตร ค่ะ หรือแชร์ภาพได้ค่ะ…จะเป็นคนรู้จักหรือไม่รู้ก็จะพิจารณาอีกที กินเหล้าเมายาไม่เอานะค่ะ ส่วนใครที่ชอบขายของจะมีตลาดนัดทั้งอาทิตย์เลยค่ะ”


ล่าสุดผู้สื่อข่าว MThai ได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านเลขที่
36/2 ซอยโคกพิกุล ซอย 1 ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง อยู่ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 500 เมตร สภาพบ้านเป็นบ้านชั้นเดียว 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ และห้องครัวกับห้องรับแขก พร้อมบริเวณหน้าบ้าน สภาพสีของบ้านยังคงสดและแข็งแรง ซึ่งพื้นที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวมีความกว้าง 11 เมตร ยาวกว่า 40 เมตร ซึ่งสามารถปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินรอบบ้านได้อีกด้วย


จากการสอบถาม ด้าน “นางสาวนันทนา ปัชชาเขียว” อายุ
38 ปี เจ้าของธุรกิจส่วนตัวตลาดออนไลน์ อยู่บ้านเลขที่ 60/14 ถ.โคกขัน ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง กล่าวว่า ตนได้มีที่ดินพร้อมบ้านไว้ที่ อ.สิเกา จ.ตรัง ซึ่งแต่ก่อนได้ซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อจะสร้างบ้านไว้ให้แม่อยู่ แต่ไม่ได้อยู่ เพราะทั้งตนและแม่ได้มาซื้อบ้านไว้ในตัวอำเภอเมืองจังหวัดตรัง จึงไม่ได้อยู่บ้านหลังดังกล่าวมา 10 กว่าปี  

โดยก่อนหน้านี้ได้ปล่อยให้นักศึกษาเช่าเดือนละ 2,000 บาท แต่ผู้เช่ากลับไม่ได้ดูแลบ้าน  พร้อมยังส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านและมีการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาในบ้านเช่าอีกด้วย ต่อมาได้มีการย้ายหนีออกไป โดยที่ตนไม่รู้เรื่อง เมื่อมาตรวจดูอีกทีก็ได้ทิ้งภาระทั้งค่าน้ำค่าไฟ และสิ่งของขยะ จนสุดท้ายตนต้องรับผิดชอบภาระทั้งหมด จึงได้ปล่อยทิ้งร้างไว้  จากนั้นจึงตัดสินใจโพสต์เฟซบุ๊ก ประกาศให้ผู้ที่สนใจอยู่บ้านฟรี แต่มีข้อแม้ว่าต้องช่วยดูแลบ้านให้สะอาด และไม่ต้องจ่ายค่าเช่าแม้แต่บาทเดียว


พร้อมกันนี้ นางสาวนันทนา ยังระบุอีกว่า ที่ตนให้อยู่ฟรีนั้นไม่ได้คิดอะไรมากและเนื่องจากตนมีความรู้สึกในฐานะที่เคยเป็นคนยากจนมาก่อน จึงคิดถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และอีกอย่างได้ช่วยดูแลบ้านของตนด้วย ดีกว่าปล่อยทิ้งร้างให้ปลวกกิน

ซึ่งตอนนี้มีบางส่วนโดยเฉพาะหน้าต่างได้พังชำรุดบางส่วนแล้ว  และการที่ได้ลงประกาศบ้านให้อยู่ฟรีนั้น ไม่ได้คิดว่าจะมีกระแสคนในโลกโซเซียลแห่ชื่นชมตนเองมากขนาดนี้ แต่ความรู้สึกที่ตนได้รับทำให้รู้สึกภูมิใจและดีใจเป็นอย่างมาก พร้อมขอบคุณสื่อมวลชนที่ทำข่าวชื่นชมตนในครั้งนี้

‘องอาจ’ โฆษกวัดพระธรรมกาย เข้ารับทราบข้อหาคดียุยงปลุกปั่น

‘องอาจ ธรรมนิทา’ รับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม หลังตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาใหม่ ในคดียุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 พร้อมให้การปฏิเสธ

วันนี้(27 มิ.ย.)​ เวลา 10.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่ม หลังตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาใหม่ในคดียุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116(3)

นายองอาจ ธรรมนิทา กล่าวก่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าจะให้การปฏิเสธ เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายที่ผ่านมา เป็นเพียงการถ่ายทอดความรู้สึกจากศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายกลุ่มหนึ่ง ที่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริง ให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานภาครัฐได้รับทราบและหาทางแก้ไขได้อย่างถูกต้อง ไม่มีเจตนาต้องการสร้างความแตกแยก หรือยุยงให้ประชาชนกระทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด

นายองอาจ กล่าวต่อว่า ตนได้ปรึกษากับทนายแล้วว่า จากนี้ไปคงไม่มีเรื่องอะไรที่ตนต้องเดินทางมาให้ปากคำเพิ่มเติมแล้ว เพราะที่ผ่านมาตนได้ทำหน้าที่ และให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด ทั้งยังส่งหลักฐานให้พนักงานสอบสวนไปแล้ว ซึ่งพฤติการณ์ที่แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก ก็เป็นเรื่องเดิม จากนี้ไปก็คงต้องดำเนินการตามขั้นทางตามกฎหมายต่อไป

สำหรับเรื่องดังกล่าว ก่อนหน้านี้นายองอาจ ธรรมนิทา เคยมารับทราบข้อกล่าวหา และให้ปากคำไปแล้ว ในข้อหามาตรา 116(2) คดียุยงปลุกปั่น ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 1 ข้อกล่าวหาคือ มาตราา 116(3) ทำให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย จึงได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องมือปืนป๊อปคอร์น ยิงม็อบปี57

ศาลอุทธรณ์พิพากกลับยกฟ้อง “มือปืนป๊อบคอร์น” ยิงม็อบปี57 เหตุ ไม่มีประจักษ์พยานยืนยัน แต่ให้ขังไว้ระหว่างรอฎีกา

ศาลอาญารัชดา อ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ในคดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือ ท็อป มือปืนป๊อปคอร์น เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต

และข้อหาอื่นจากกรณี เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2557 จำเลยกับพวก ได้ใช้อาวุธปืน ไปที่แยกหลักสี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ประกาศให้เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในอาคารศูนย์การค้าไอที สแควร์ ทำให้ นายอะแกว แซ่ลิ้ว เสียชีวิต ส่วน น.ส.สมบุญ สักทอง นายนครินทร์ อุตสาหะ และนายพยนต์ คงปรางค์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส คดีนี้ ศาลชั้นต้น สั่งจำคุกจำเลยไว้ 37 ปี 4 เดือน จำเลยยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า หลังเกิดเหตุ ตำรวจติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุยิงใส่ผู้ชุมนุม ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และชายแต่งกายด้วยชุดดำสวมหมวกไหมพรม จากนั้น นำภาพมาเปรียบเทียบ กับจำเลย หลักฐานดังกล่าว จึงไม่อาจยืนยันได้ว่า ภาพจากกล้องวงจรปิด และตัวจำเลยนั้น เป็นคนๆ เดียวกัน

เห็นว่าโจทก์ มีเพียงภาพจากสื่อมวลชน ไม่มีพยานบุคคลมายืนยัน มีเพียงคำให้การของจำเลยที่ให้การรับสารภาพ ซึ่งมีพิรุธเคลือบแคลงสงสัย ยกประโยชน์แห่งความสงสัย ให้จำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ ไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ ระหว่างฎีกา

ข่าวจาก INN