โบรก คาด หุ้นไทยผันผวนในทิศทางขึ้น เก็งกำไรผลประกอบไตรมาส 2 ปี 60

หุ้นไทย เปิดบวก 4.20 จุดเพิ่มขึ้น 274 หลักทรัพย์ นักวิเคราะห์ คาด ผันผวนในทิศทางขึ้น แนะกลยุทธ์เก็งกำไรผลประกอบไตรมาส 2 ปี 60

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (26 มิ.ย.) เปิดทำการเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.20 จุด แตะที่ระดับ 1,586.56 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3,148.24 ล้านบาท โดยหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 274 หลักทรัพย์ ลดลง 117 หลักทรัพย์ ไม่เปลี่ยนแปลง 312 หลักทรัพย์

นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี คาด SET Index จะยังผันผวนในทิศทางขึ้น ปัจจัยจากต่างประเทศยังไม่มีอะไรใหม่ แม้ตัวเลข PMI รวมภาคการผลิตและบริการของสหรัฐและยุโรปจะลดลงในเดือน มิ.ย. แต่ก็ยังยืนเหนือระดับ 50 จุดได้ จึงไม่น่ากลัว ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่เริ่มเป็นบวกทำให้แรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มพลังงานลดลง

นักลงทุนจะยังหมุนกลุ่มเก็งกำไรในหุ้นที่แนวโน้มผลประกอบไตรมาส 2 ปี 60 จะออกมาดี รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากภาครัฐ อาทิ หุ้นรับเหมาก่อสร้าง ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ คือ 26 มิ.ย. จับฉลากโซลาร์สหกรณ์และการเกษตรประกาศรายชื่อ 28 มิ.ย.

ส่วนวันพรุ่งนี้ ประธานเฟดจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ อาจทำให้มีการส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ และการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ท้ายสัปดาห์จะเป็นประเด็นการทำราคาปิดหรือ Window dressing ก่อนปิดไตรมาส 2

ราคาทองปรับลง 50 บาท ขณะอัตราแลกเปลี่ยนขาย 34.19 บาท/ดอลลาร์

ราคาทอง เปิดตลาดวันนี้ปรับลง 50 บาท ขณะที่ อัตราแลกเปลี่ยน เงินตราต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทยขายออก 34.19 บาท/ดอลลาร์

สมาคมค้าทองคำประกาศราคาซื้อ-ขายทอง  ประจำวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2560 ครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ซึ่งปรับลงบาทละ 50 บาท เมื่อเทียบกับราคาวานนี้ โดยราคาทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 19,738.32 บาท ขายออกบาทละ 20,700.00 บาท ราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100.00 บาท ขายออกบาทละ 20,200.00 บาท

ขณะที่ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 32.64 บาท ขายออก 34.19 บาทอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย ประจำวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2560 เมื่อเวลา 08.09 น. มีดังนี้ ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 32.64 บาท ขายออก 34.19 บาท ยูโรอยู่ที่ระดับ39.66 บาทต่อยูโร ปอนด์อยู่ที่ 45.02 บาทต่อปอนด์ เงินหยวนของจีนอยู่ที่ 5.13 บาทต่อหยวน และเงินเยนของญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.31733 บาทต่อเยน

จนท.เร่งตรวจสอบซีพีเอฟ หากพบผิด กม.ความปลอดภัย มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

เรียกสอบข้อเท็จจริงผู้บริหาร ซีพีเอฟ ขณะเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบพยานหลักฐาน ชี้ หากพบนายจ้างผิดกฎหมายความปลอดภัย มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า เนื่องจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตกบ่อบำบัด เสียชีวิตทั้งหมด 5 ราย ทำให้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในวันนี้ (26 มิ.ย.) ได้มีการเชิญผู้บริหารบริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่สำนักงานเขตพื้นที่

เบื้องต้น พนักงานตรวจความปลอดภัย ได้ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่และรวบรวมพยานหลักฐานว่านายจ้างได้ปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปี 2554 รวมทั้งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานในที่อับอากาศ ปี 2547 หรือไม่ ซึ่งหากพบว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว จะมีบทลงโทษ คือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่ สำนักงานประกันสังคม ระบุว่าลูกจ้างทั้ง 4 คน มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน และเงินชราภาพจากกองทุนประกันสังคม ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในการทำงาน ระบุว่า พื้นที่บ่อบำบัดควรเป็นบ่อเล็กๆ มีฝาปิดมิดชิด ซึ่งกฎหมายบังคับว่า ถ้าเป็นพื้นที่อับอากาศจะต้องติดป้าย อันตราย ห้ามเข้า หากมีการศึกษาดูงานในพื้นที่ บริษัทควรมีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยให้ผู้เข้าพื้นที่

แต่หากเกิดอุบัติเหตุ มีผู้ตกลงไปในบ่อบำบัดน้ำเสีย จะมีโอกาสรอดน้อยมาก เพราะก๊าซไข่เน่าเมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำจะเป็นกรด เมื่อสูดดมทำให้เลือดและระบบในร่างกายมีปัญหา ซึ่งผู้ที่จะช่วยชีวิตต้องมีความรู้ด้านความปลอดภัย และมีอุปกรณ์ เช่น หมวกนิรภัย หน้ากากป้องกันก๊าซพิษ มีเครนช่วยดึง และมีพัดลมระบายอากาศ