เมื่อกล่าวถึงนโยบายการ ลาคลอด 6 เดือน ตามที่รัฐบาลวางแผนว่าจะมีการออกกฎหมายใหม่ เพื่อส่งเสริมการให้นมมารดาแก่บุตร เมื่อไม่นานมานี้นั้น
ในฐานะของคุณแม่ป้ายแดง ที่เพิ่งผ่านพ้นการลาคลอดในระยะเวลา 3 เดือนตามกฎหมายที่มีกำหนดไว้ในตอนนี้ จะขอบอกเล่าเรื่องราวในมิติต่าง ๆ สำหรับนโยบายนี้ จะส่งผลดีอย่างไร ? ในบทบาทของการเป็นแม่
แน่นอนว่าหลังจากการคลอดลูก ผู้เป็นแม่จำเป็นต้องรักษาร่างกายหลังคลอด โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านการผ่าคลอด ที่ไม่สามารถทำงานหนักได้ในทันที หรืออาจจะทำกิจวัตรประจำวันทั่ว ๆ ไปได้ยากลำบาก แม้แต่ขับรถด้วยตัวเองยังต้องระมัดระวัง
โดยทั่วไปแพทย์จะบอกว่าแผลที่ผ่านการผ่าคลอด จะหายสนิททั้งภายนอกและภาย ในระยะเวลา 2 เดือน นอกจากนี้ธรรมชาติ ยังมีความมหัศจรรย์ ที่กำหนดให้แม่และลูกไม่สามารถอยู่ห่างกันได้ในหลังจากการคลอด เพราะแม่ที่ให้นมแก่ลูก จะเจ็บปวดร่างกายอย่างมาก หากไม่ได้ให้นมลูกอย่างสม่ำเสมอ
มิติแรกที่จะพูดถึง ประเด็นนี้ก็คือ ‘การให้นมบุตร’ ด้วยนมจากอกมารดา ต้องขอเท้าความว่า ระยะเวลาที่ดิฉันฝากท้องในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งที่ใหญ่ในระดับภูมิภาค ติดป้ายเชิญชวน ซึ่งเป็นคำแนะนำทางการแพทย์แก่คุณแม่ ว่าให้นมลูกด้วยนมตนเองอย่างน้อย 6 เดือน อยู่ในทุกมุมของแผนกสูติฯ พร้อมทั้งบรรยายคุณสมบัติที่ดีของการที่เด็กได้รับนมแม่
มีบอกเล่าปากต่อปากมากมายว่า การที่ลูกดื่มนมแม่ จะทำให้ลูกมีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าเด็กที่ได้รับนมผสม แต่นั่นเป็นเพียงคำบอกเล่าปากต่อปากเท่านั้น แต่เมื่อมองความเป็นจริงแล้ว เราได้รับคำยืนยันจากทางการแพทย์ว่านมแม่นั้น มีประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านที่เหมาะกับเด็กของแต่ละคนที่แตกต่างกัน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ทำให้คุณแม่ประหยัดเงินในการซื้อนมผงไปได้เป็นหลักหมื่น และลดความยุ่งยากในการใช้ขวดนม

และที่น่าแปลกคือธรรมชาติ ที่ทำให้ร่างกายของแม่ ผลิตน้ำนมมาพอดีต่อความต้องการของลูกในแต่ละช่วงวัย ทำให้ทารก ได้รับน้ำนมที่ไม่มากไปหรือน้อยไป ป้องกันการดื่มนมเกินขนาด ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของลูกในระยะยาวได้อีกทาง
นอกเหนือจากเรื่องค่าใช้จ่ายและประโยชน์ที่นมแม่ถ่ายทอดไปสู่ลูกแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่า ยุคใหม่แบบนี้ น่าจะมีเครื่องไม้เครื่องมือในการปั้มนมออกมาให้ลูกกินแม้อยู่ห่างไกลกัน โดยใช้ขวดนมให้ลูกดูดก็ได้ แต่ในความเป็นจริง นมที่ผ่านการปั้มและแช่แข็งกว่าจะได้นำมาให้ลูกดูด จะถูกลดทอนคุณค่าทางอาหาร และมีประโยชน์น้อยกว่านมที่ลูกดูดจากอกโดยตรง รวมทั้งเหตุผลในด้านการส่งเสริมความผูกพันธ์ที่เด็กมักจะได้ใกล้ชิด และการรับความอบอุ่นจากอกมารดาในขณะที่ดูดนมจากอก ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อย
เด็กส่วนใหญ่จะรู้สึกดีมากในเวลาที่ได้ดื่มนมแม่ เพราะได้ใกล้ชิดกัน รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เด็กจะได้รับ จะใกล้เคียงกับตอนที่เด็กอยู่ในครรภ์ ทารกจะได้ยินเสียงหัวใจของแม่อยู่ตลอดเวลา ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่แม่และลูกได้สร้างสานสัมพันธ์ต่อกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างมากสำหรับแม่และลูก
ในมิติด้านบริบทของสังคมไทยในปัจจุบัน ที่แตกต่างจากสมัยก่อน ผู้หญิงส่วนใหญ่ออกมาทำงานนอกบ้านเหมือน ๆ กับผู้ชาย เมื่อมีลูกจึงมีทางเลือกไม่มาก หรืออาจต้องจ้างคนมาเลี้ยง โดยในช่วงปีแรก เป็นช่วงที่เด็กต้องการ การกระตุ้นพัฒนาการในด้านต่างๆ ซึ่งสำคัญอย่างมาก หากแรงงานที่จ้างมาเลี้ยง ขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือความเอาใจใส่ในตัวเด็ก ก็อาจจะทำให้เด็กไม่ได้รับปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาอย่างเพียงพอ
ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ที่ขาดช่วงไปไม่มากก็น้อยในระยะเวลาหลัง 3 เดือนที่คุณแม่กลับมาทำงาน โดยเฉพาะคุณแม่ที่อยู่ห่างไกลกับลูก หรือต้องทำงานต่างจังหวัด ต่างภูมิภาค ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก รวมทั้งมิติด้านสุขภาพ และพัฒนาการของเด็กในระยะเริ่มต้นก็จะขาดหายไป นโยบายดังกล่าว ที่เตรียมจะคลอดออกมาในอนาคต จึงเป็นประโยชน์อย่างมาก สำหรับการสร้างสมาชิกใหม่ออกมาสู่สังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น แม้จะทำให้องค์กรเป็นผู้เสียผลประโยชน์ในด้านระยะเวลาการทำงานของแรงงาน บุคลากร ที่จะต้องขาดหายไปนานขึ้น ทั้งยังอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากนโยบาลลาคลอดได้ 6 เดือน แต่คงจะทำให้ผู้ที่วางแผนจะมีลูกในอนาคตมีเฮอย่างแน่นอน