อัยการชลบุรีสั่งฟ้อง ลุงวิศวกร ยิงโจ๋ม.4 เจตนาฆ่า

อัยการชลบุรี สั่งฟ้องวิศวกรวัย 50 ปี ยิงโจ๋ 17 ปี เสียชีวิตแล้วข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” ส่วนคู่กรณีโดนข้อหา “ร่วมกันต่อสู้และทำร้ายร่างกาย”

อัยการจังหวัดชลบุรี นัดฟังคำสั่งดคีที่ นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ วิศวกรวัย 50 ปี ตกเป็นผู้ต้องหาใช้ปืนยิงเยาวชนอายุ 17 ปี เสียชีวิต หลังมีปากเสียงกับกลุ่มวัยรุ่นบริเวณแยกครกใหญ่ ถนนอ่างศิลา-สุขุมวิท ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี เมื่อค่ำวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งในวันนี้ นายสุเทพ เดินทางมาพร้อมกับภรรยาและทนายความ ขณะที่ฝ่ายวัยรุ่นคู่กรณี ก็เดินทางมาฟังคำสั่งคดีเช่นกัน

โดย นายชิงชัย โชติแสง อัยการจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า พนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้องนายสุเทพในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต” ส่วนกลุ่มวัยรุ่นคู่กรณี 4 คน พิจารณาสั่งฟ้องในข้อหา “ร่วมกันต่อสู้และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บ” ซึ่งหลังจากนี้จะนำตัวผู้ต้องหาไปส่งฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดชลบุรีต่อไป

นายสุเทพ เปิดเผยว่า ต้องหาหนทางสู้คดีต่อไป และจะต้องอยู่ให้ได้เพื่อปกป้องครอบครัว อยากถามว่า ตนเองปกป้องครอบครัวจากกลุ่มคนที่จะมาทำร้าย แต่โดนข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ขณะที่อีกฝ่ายโดนแค่ข้อหาทำร้ายร่างกาย มันยุติธรรมหรือไม่ ต้องรอให้กลุ่มวัยรุ่นมาทำร้ายครอบครัวตนเองก่อนใช่ไหม ค่อยมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ด้าน นายสหภาพ วงศ์ธรรมเจริญ พ่อของเยาวชนที่ถูกยิงเสียชีวิต บอกว่า คดีนี้หากอัยการสั่งไม่ฟ้อง ทางครอบครัวก็จะตั้งทนายความฟ้องเอง แต่เมื่ออัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหา ก็ขอให้ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ อัยการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า คดีนี้พนักงานอัยการพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่กระแสสังคม หลังจากนี้ก็ขอให้ทั้งสองฝ่ายนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลต่อไป

ที่มา… INN

เตือน นร.-นศ.ถูกหลอกเข้าเรียนหลักสูตรทำงานบนเรือสำราญ

กระทรวงแรงงาน เตือนนักเรียน-นักศึกษา อย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพ หลอกให้จ่ายเงินเข้าเรียนหลักสูตรการทำงานบนเรือสำราญ ชี้ไม่ได้อยู่ในความควบคุมของกระทรวงแรงงาน

กระทรวงแรงงาน เตือนนักเรียน-นักศึกษา อย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพ หลอกให้จ่ายเงินเข้าเรียนหลักสูตรการทำงานบนเรือสำราญ เนื่องจากไม่มีการรับรองว่าจะได้งานทำจริงหรือไม่ นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานได้รับเบาะแสว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพโพสต์ข้อความผ่านทาง Facebook และ Line ชักชวน นักเรียน-นักศึกษา อายุระหว่าง 21-33 ปี ให้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการทำงานบริการบนเรือสำราญในต่างประเทศ เป็นเวลา 6 เดือนกับโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่างๆ เช่น ตรัง สงขลา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช นครราชสีมา กำแพงเพชร เป็นต้น

โดยอ้างว่าอยู่ในความควบคุมของกระทรวงแรงงาน และเมื่อเรียนจบแล้วจะได้รับการบรรจุเข้าทำงานบนเรือสำราญ มีรายได้ขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 34,000 – 70,000 บาทต่อเดือน ไม่รวมทิป ซึ่งจะเก็บค่าสมัครเบื้องต้น 1,000 บาท ค่าชุดยูนิฟอร์ม 8,000 บาท โดยก่อนเข้าอบรมต้องจ่าย 20,000 บาท ระหว่างเรียน 10,000 บาท และก่อนเรียนจบอีก 20,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 59,000 บาท โดยจะจัดหาที่พักให้ฟรีในระหว่างเรียน ซึ่งหากผู้ใดสนใจให้สมัครได้ตามสถานที่ต่างๆ ที่กำหนด

ทั้งนี้ กรมการจัดหางาน ขอย้ำว่า โรงเรียนดังกล่าวไม่ได้อยู่ในความควบคุมของกระทรวงแรงงานแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้เรียนต้องจ่ายค่าที่พักเอง โดยโรงเรียนจะฝึกอบรมความรู้และทักษะการทำงานบนเรือสำราญให้เท่านั้น แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดส่งผู้เรียนไปทำงานบนเรือสำราญในต่างประเทศได้ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด หากผู้เรียนประสงค์จะทำงานต้องไปติดต่อหาสมัครงานเอง ซึ่งไม่มีใครรับรองว่าจะได้งานทำหรือไม่

ดังนั้นจึงขอฝากเตือนประชาชน ขอให้ตรวจสอบและพิจารณาให้รอบคอบว่าการฝึกอบรมดังกล่าวคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปหรือไม่เพียงใด หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูล หรือแจ้งเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่เว็บไซต์ www.doe.go.th/ipd หรือโทร. 02 245 6763 หรือโทรสายด่วนกรมการจัดหางานหมายเลขโทรศัพท์ 1694

หนุ่มคลั่ง! อาละวาดทำลายข้าวของร้านสะดวกซื้อ ทุบเก๋งพังยับ

ตร.และ อส. จับหนุ่มคลั่ง พังร้านขายยา และร้าน สะดวกซื้อ 7-11 รถเก๋ง อีก 2 คัน

วานนี้ (3 ก.ย. 60) เวลา 20.30 น. ร.ต.อ.วรุตม์ พลมลาย รอง สว.(สอบสวน) สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุ มีชายอาละวาด พังร้านขายยา 23 มาสเตอร์คลิก เลขที่ 77/10 ม.9 ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ภายในหมู่บ้าน ซื่อตรง และ ร้านสะดวกซื้อ 7-11 ริมถนน ตลิ่งชัน-สุพรรณ-บุรี (340) ม.9 ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้รับความเสียหาย และรถยนต์ อีก 2 คัน จึงเดินทางไปตรวจสอบ

ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบ นายดำรง เม่นคล้าย อายุ 38 ปี 72/6 ม.1 ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี กำลัง อาละวาดพังร้าน สะดวกซื้อ 1-11 และเอะอะโวยวาย อยู่ภายในร้าน พร้อมทั้งพังข้าวของภายในร้าน จนได้รับความเสียหาย เมื่อ เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ขว้างข้าวของใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกมา และใช้ขวดสุราปากระจกข้างคนขับรถ เก๋งฮอนด้า ซิตี้ สีบรอนดำ ทะเบียน 2 กฉ 8847 กรุงเทพมหานคร ของ น.ส.วัชรี ชัยชุมพร อายุ 55 ปี ที่จอดซื้อของอยู่หน้าร้าน และ พุ่งตัวไปที่กระจกรถเก๋งโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 4กถ 3175 กรุงเทพมหานคร ของนายหอมจันทร์ ศรีเชียงพิณ จนกระจกด้านหน้าคนขับ ร้าวทั้งบาน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ อส.อำเภอบางบัวทอง และเจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ช่วยกันจับกุมตัวไว้ได้ นำตัวส่ง รพ.บางบัวทอง เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ จากการถูกกระจกบาด และถูกชาวบ้านรุมจับ

สอบถาม นายวิชัย เจาะปาด อส.อำเภอบางบัวทอง เล่าว่า นายดำรง เม่นคล้าย เข้ามาที่อำเภอบางบัวทอง และเอะอะโววาย อยู่ที่หน้าอำเภอบางบัวทอง จึงพร้อมด้วยเพื่อ อส.เดินออกไปดู พบว่า นายดำรง เม่นคล้าย ยืนถือขวดใส่น้ำกรดโยนใส่ แตกกระจาย ถูกเจ้าหน้าที่ อส.บาดเจ็บเล็กน้อย และออกจากอำเภอบางบัวทอง วิ่งไปที่ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี วิ่งไปที่ฝั่งขาออก เข้าไปในหมู่บ้าน ซื่อตรง พอเจ้าหน้าที่ ตามไป เพื่อที่จะควบคุมตัว ได้เข้าไปในร้านขายยา 23 มาสเตอร์คลิก และอาละวาดพังร้านขายยา และวิ่งออกจากหมู่บ้าน ไปเข้าร้าน 7-11 พังข้าวของภายในร้าน และถูกจับกุมตัวไว้ได้

โดยก่อนหน้านี้เคยถูกเจ้าหน้าที่ อส.อำเภอบางบัวทอง จับตรวจฉี่คาด่านความมั่นคง และต้องนำตัวเข้าบำบัด รักษาแต่ นายดำรงค์ เม่นคล้าย มีอาการป่วยทางจิต จึงมอบให้ รพ.บางบัวทองนำส่ง รพ.ศรีธัญญา รักษาอาการป่วยก่อน จึงนำมาบำบัด แต่ นายดำรง เม่นคล้าย ไม่ยอมไปรักษา

ทางด้าน นายฐิติวัฒน์ ศุภารักษ์สืบวงศ์ อายุ 28 ปี ผู้ช่วยเภสัช เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ นั่งอยู่ภายในร้าน พบนายดำรง เม่นคล้าย สวมกางเกงลายพลางขายาว ไม่สวมเสื้อ มาขอซื้อยาแก้ปวด ตนจึงหยิบยาให้ พร้อมน้ำดื่ม ต่อมา มีเจ้าหน้าที่ ตามมา นายดำรง เม่นคล้าย จึงเข้ามาในร้าน และเอะอะโวยวาย กับเจ้าหน้าที่ และพังข้าวของภายในร้าน พังเสียหายหมดเลย และก่อนไปยังเอาเก้าอี้ทุบกระจกแตกอีก 1 บาน

จากการสอบสวน ทราบว่านายดำรง เม่นคล้าย มีอาการป่วยทางจิต และยังไม่ได้เข้ารับการรักษา อย่างต่อเนื่อง จึงได้อายัดตัวไว้เพื่อรอการสอบสวน ในเบื้องต้น ให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายเดินทางเข้าแจ้งความ ที่ สภ.บางบัวทอง แล้ว