ปี 2560 เป็นอีกปีที่โลกต้องเผชิญกับเหตุวินาศกรรมหลายครั้ง โดยกลุ่มก่อการร้ายพุ่งเป้าโจมตีเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ, อังกฤษ และฝรั่งเศส ที่มีผู้คนไปรวมตัวกันมากๆ ขณะที่บางประเทศต้องสูญเสียชีวิตประชาชนหลายร้อยคนจากเหตุโจมตีเพียงครั้งเดียว
ปี 2560 เป็นอีกปีที่โลกยังต้องเผชิญกับเหตุวินาศกรรมสะเทือนขวัญหลายครั้ง แม้จะมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่สมาชิกกลุ่มก่อการร้ายและผู้สนับสนุนก็ยังสามารถแทรกซึมเข้าก่อเหตุรุนแรงในเมืองใหญ่ระดับโลกได้สำเร็จ
ไม่เว้นแม้แต่นครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ซึ่งต้องสังเวยชีวิตผู้คน 8 คน เมื่อวันฮาโลวีน หลังชายชาวอุซเบกิสถานขับรถกระบะพุ่งชนนักปั่นจักรยานและนักวิ่ง บริเวณสวนสาธารณะริมแม่น้ำฮัดสัน ก่อนที่เขาจะถูกตำรวจยิงและจับกุมตัว โดยในรถกระบะคันที่ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่พบธงและเอกสารที่บ่งชี้ว่าเขาสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ IS
ส่วนที่เมืองลาสเวกัส ค่ำคืนวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา “สตีเฟ่น แพดด็อก” ชายวัยเกษียณ ใช้ปืนกราดยิงใส่ผู้ที่เข้าร่วมเทศกาลดนตรี “Route 91 Harvest Music Festival” บนถนนลาสเวกัส สตริป จากห้องพักชั้น 32 ของโรงแรมมันฑะเลย์ เบย์ มากกว่า 1,100 นัด จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 58 คน บาดเจ็บ 546 คน ต่อมาตำรวจพบว่าเขายิงตัวตาย และจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครทราบแรงจูงใจของเขา เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุกราดยิงหมู่ที่เกิดจากฝีมือคนเพียงคนเดียว ที่ร้ายแรงสุดของสหรัฐฯ
ย้อนไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน เกิดเหตุรถตู้พุ่งชนผู้คนบริเวณสะพานลอนดอน ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ จากนั้นก็มีชาย 3 คน วิ่งลงมาจากรถ มุ่งหน้าไปยังตลาดโบโรห์มาร์เก็ตที่อยู่บริเวณใกล้เคียง แล้วใช้มีดไล่แทงผู้คนตามร้านอาหารและร้านเครื่องดื่ม จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บ 48 คน รวมถึงตำรวจ 4 นาย ที่พยายามเข้ามาขัดขวางผู้ก่อเหตุ ซึ่งต่อมาผู้ก่อเหตุถูกตำรวจยิงเสียชีวิตทั้ง 3 คน

เหตุการณ์สะเทือนขวัญอีกเหตุการณ์ในอังกฤษ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่สนามกีฬาแมนเชสเตอร์ อารีน่า ในเมืองแมนเชสเตอร์ โดยเกิดเหตุระเบิดหลังการแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องสาวชาวอเมริกัน “อาเรียน่า แกรนเด” ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 23 คน รวมถึงผู้ก่อเหตุ ขณะที่ผู้บาดเจ็บมีมากกว่า 500 คน// ตำรวจเชื่อว่ามือระเบิดคือ นายซัลมาน อะเบดี ก่อเหตุเพียงลำพัง แต่มีคนอื่นที่รู้เห็นแผนการครั้งนี้
เหตุโจมตีแมนเชสเตอร์เกิดขึ้นเพียง 2 เดือน หลังมีผู้เสียชีวิต 5 คน จากเหตุโจมตีบริเวณพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐสภาอังกฤษ โดยนายคาลิด มาซูด ชาวอังกฤษ อายุ 52 ปี ได้ขับรถยนต์พุ่งชนผู้คนบนสะพานเวสต์มินสเตอร์ และรั้วอาคารรัฐสภา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน บาดเจ็บกว่า 50 คน ก่อนที่เขาจะทิ้งรถและหลบหนี แต่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
สำนักข่าวอามัค ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่ม IS ระบุว่า ผู้ก่อเหตุตอบรับคำขอของทางกลุ่ม ที่ต้องการให้เขาก่อเหตุโจมตีชาวอังกฤษ แต่ตำรวจอังกฤษไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างเขากับกลุ่มก่อการร้ายใดๆ

ปี 2560 ยังเป็นอีกปีที่ชาวฝรั่งเศสต้องขวัญผวาหลายครั้ง โดยในเดือนเมษายน เกิดเหตุโจมตีบนถนนฌ็อง เซลีเซ่ คนร้ายเปิดฉากยิงใส่รถตำรวจที่จอดอยู่ ทำให้ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย ก่อนคนร้ายจะกราดยิงใส่คนบนถนน จนมีผู้บาดเจ็บหลายคน ขณะที่ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมคนร้ายในเวลาต่อมา
ส่วนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ชายชาวอียิปต์ที่ถือวีซ่านักท่องเที่ยวบุกเข้าพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีส เขาได้ตะโกนสรรเสริญพระเจ้า และทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยมีด สปาร์ตาจนได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ยิงได้รับบาดเจ็บ ทันทีที่เขาถูกจับ เขาบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเขาเตรียมนำสีมาพ่นทำลายงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการโจมตีฝรั่งเศส แต่เจ้าหน้าที่ไม่พบว่าเขามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้าย แม้ว่าเขาจะอ้างถึงกลุ่ม IS ในทวิตเตอร์ ไม่กี่นาทีก่อนก่อเหตุ
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเมืองในยุโรปที่เผชิญกับเหตุวินาศกรรม รวมทั้งเมืองบาร์เซโลนาในสเปน โดยเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม เกิดเหตุรถตู้พุ่งชนกลุ่มคนในย่านรัมบลาส จนมีผู้เสียชีวิต 14 ราย และบาดเจ็บนับร้อย ซึ่งหลังเกิดเหตุ กลุ่ม IS ได้ออกมากล่าวอ้างว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้
เดือนเมษายนก็เกิดเหตุรถบรรทุกพุ่งชนผู้คนในย่านการค้าและห้างสรรพสินค้ากลางกรุงสต็อกโฮล์มของสวีเดน มีผู้เสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บหลายสิบคน ซึ่งชายวัย 39 ปี ที่ก่อเหตุยอมรับว่าเป็นสมาชิกกลุ่ม IS และพวกเขาบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

เมื่อวันที่ 21 เมษายน มีนักรบตอลีบานอย่างน้อย 10 คน บุกโจมตีค่ายทหารของกองทัพอัฟกานิสถานในเมืองมาซาร์ อี ชาริฟ โดยกลุ่มตอลีบานอ้างว่าได้ส่งนักรบ 2 คน ไปจุดชนวนระเบิดฆ่าตัวตายภายในมัสยิด ส่วนนักรบอีก 8 คน เสียชีวิตจากการยิงตอบโต้กับทหาร และพวกเขาได้ทำให้ทหารอัฟกันเสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 500 คน ขณะที่รัฐบาลอัฟกันเผยในแถลงการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิต 140 คน บาดเจ็บ 160 คน ส่วนสื่อท้องถิ่นรายงานว่ายอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 256 คน เหตุการณ์นี้ทำให้นายอับดุลลาห์ ฮาบิบิ รัฐมนตรีกลาโหม และนายพลพลคาดัม ชาห์ ซาฮิม เสนาธิการทหารบก ต้องลาออก
เหตุระเบิดที่กรุงโมกาดิชูของโซมาเลียเป็นอีกเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ย้อนไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม เหตุระเบิดรถบรรทุกที่กรุงโมกาดิชู ซึ่งคาดว่ามีเป้าหมายโจมตีหน่วยงานระหว่างประเทศและกองทัพโซมาเลีย ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 512 คน บาดเจ็บอีก 316 คน ส่วนอีก 62 คน สูญหาย
แม้ว่าจะยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ แต่เจ้าหน้าที่ชี้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มอัลชาบับ เหตุการณ์นี้ถือเป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โซมาเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญกับความแห้งแล้ง, สงคราม และรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ มานาน 40 ปี

วิกฤตมาราวีเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย กองทัพรัฐบาลฟิลิปปินส์ใช้เวลานานถึง 5 เดือน เพื่อต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธมาอูเตและอาบูไซยาฟ ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม IS, ความรุนแรงปะทุขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม หลังเจ้าหน้าที่จับกุมนายอิสนิลอน ฮาปิลอน หัวหน้ากลุ่มอาบูไซยาฟ จากนั้นกลุ่มอาบูไซยาฟก็ได้ผนึกกำลังกับกลุ่มมาอูเตเข้ายึดเมืองมาราวี บนเกาะมินดาเนา กระทั่งวันที่ 17 ตุลาคม หลังจากเจ้าหน้าที่สามารถปลิดชีวิตแกนนำของทั้ง 2 กลุ่ม ประธานาธิบดีโร้ดริโก้ ดูเตร์เต้ จึงได้ประกาศว่าเมืองมาราวีเป็นอิสระจากกลุ่มก่อการร้ายแล้ว ทำให้การสู้รบที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200 คน ยุติลง
