อัยการขอกำลังรักษาความปลอดภัยรับมือวันส่ง ‘กปปส.’ ไปศาล

อัยการขอกำลังรักษาความปลอดภัย จากดีเอสไอ วันส่งตัวผู้ต้องหากปปส. 58 คน ไปศาลอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ม.ค. มีหนังสือ เรื่องขอกำลังรักษาความปลอดภัย ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีเนื้อหาระบุว่า ด้วยสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้กำหนดให้ผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 261/ 2556 คดี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกรวม 58 คน มาเพื่อทราบคำสั่งและการกำหนดส่งตัวผู้ต้องหาต่อศาลอาญาในวันพุธที่ 24 ม.ค. 2561 เวลา 08.00 น.

เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีสำคัญมีสื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงขอความร่วมมือมายังท่านเพื่อพิจารณาจัดสรรเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจำนวน 10 นาย และรถยนต์ตู้จำนวน 2 คัน เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาความเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยบริเวณสำนักงานอัยการสูงสุด อาคารถนนรัชดาภิเษก และเพื่อใช้สำหรับนำตัวผู้ต้องหาดังกล่าวส่งฟ้องต่อศาลอาญาต่อไปตามลำดับ ในการนี้ได้มอบหมายให้ น.ส.สุพัตรา ยอดกุล นิติกรสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นผู้ประสานงาน ลงนามโดย นายวิรุฬห์ ฉันท์ธนนันท์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4

‘อ.เจษฎ์’ ชี้ตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม ไม่กระตุ้นให้เป็นมะเร็ง

ภาพประกอบข่าว

รศ.ดร.เจษฎาตอบข้อสงสัย แมมโมแกรมเต้านม กระตุ้นให้เป็นมะเร็งจริงไหม ?

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ อ.เจษฎ์ อธิบายหลังมีผู้คำถามผ่านทางเฟซบุ๊ก  “แมมโมแกรมเต้านม เคยมีคนบอกว่ารังสีของมันยิ่งทำให้กระตุ้นให้เป็นมะเร็งจริงไหมคะ?”

อ.เจษฎ์ ให้คำตอบไว้ว่า “ไม่จริง” การตรวจเต้านมด้วยวิธีแมมโมแกรมมีประโยชน์มากในการช่วยให้เรารู้ตัวว่ามีมะเร็งเต้านมหรือเปล่า เพื่อที่จะได้ทำการรักษาให้เร็วที่สุด ซึ่งจริงๆ แล้วทางการแพทย์ปัจจุบันแนะนำให้สตรีควรตรวจแมมโมแกรมตั้งแต่อายุ 40 ปีด้วยซ้ำ การที่ตรวจพบมะเร็งในเต้านมตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากจะช่วยรักษาชีวิตของเราไว้ได้แล้ว ยังช่วยรักษาเต้านมเอาไว้ ไม่ให้ถูกตัดทิ้งทั้งหมด เพราะแพทย์สามารถตัดเอามะเร็งออกแค่บางส่วนได้ ถ้ายังไม่ลุกลามมาก

อย่างไรก็ตาม จุดบอดของแมมโมแกรมคือยังไม่เพอร์เฟกต์นัก เช่น อาจจะตรวจไม่พบ ทั้งที่จริงๆ แล้วมีมะเร็งซ่อนอยู่ในเนื้อเยื่อเต้านมก็ได้ หรือแม้แต่กลับข้างกันคือไม่ได้มีมะเร็ง แต่ผลตรวจบอกว่ามี ซึ่งก็จะต้องใช้วิธีอื่นๆ มาช่วย เช่น การคลำพิสูจน์ หรือการทำ MRI และอัลตราซาวด์ ส่วนเรื่องที่กลัวกันว่าจะไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งขึ้นจากรังสีที่ได้รับเมื่อทำแมมโมแกรม บอกเลยว่า ปริมาณรังสีที่ออกมานั้น น้อยมากๆๆๆ น้อยกว่าการไปเอกซเรย์ปอดตามปกติด้วยซ้ำ

ทหาร ตำรวจ ร่วม ป.ป.ส.ตัดทำลายไร่ฝิ่น! อ.ปาย ลอบปลูกรวมผักกาดเขียวกว่า 1 ไร่

ลอบปลูกฝิ่นกับผักกาดเขียว อำพราง ฮ.บินตรวจ ปปส.ร่วมหลายหน่วยทำลายไร่ฝิ่นกลางหุบเขาปาย

วันที่ ( 22 ม.ค.61 ) ที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. นำกำลังทหาร ตำรวจ และ ฝ่ายปกครอง เข้าตัดฟันทำลายไร่ฝิ่นกลางหุบเขาในตำบลโป่งสา อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน หลังจากตรวจสอบพบว่ามีการลักลอบปลูกฝิ่นในพื้นที่กว่า 1 ไร่ ร่วมกับผักกาดเขียวเพื่ออำพรางการตรวจสอบทางอากาศของเจ้าหน้าที่ โดยมีดอกฝิ่นกำลังบานเต็มที่พร้อมกรีด โดยนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) พร้อมด้วย พล.ต.จิตติวัศร์ ศรสุวรรณ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการ กองบัญชาการเฉพาะกิจ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพภาคที่ 3 และหน่วยเฉพาะกิจกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 นายประจวบ อาจารพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ต.อ.พศวีร์ โชติเทียนชัยวัต รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 นายชลัยสิน โพธิเจริญ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. นางทิพาพร ทัศนภักดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด และอดีตผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมติดตามผลการดำเนินการสำรวจและควบคุมพืชเสพติด พร้อมทั้งร่วมตัดฟันทำลายฝิ่นของกลุ่มผู้ที่ลักลอบปลูก พื้นที่กว่า 1 ไร่ ณ พื้นที่ตำบลโป่งสา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ด้านนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่นในปีนี้ พบว่าลดลงจากปี 2560 มากกว่าร้อยละ 40 เนื่องจากความเข้มงวดและจริงจังของการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่นและด้านการใช้มาตรการทางกฎหมาย ประกอบกับสภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวนส่งผลทำให้พื้นที่ปลูกฝิ่นลดลง เห็นได้จากผลการสำรวจทางอากาศและภาคพื้นที่ดินพื้นที่การลักลอบปลูกฝิ่นตั้งแต่กันยายน 2560 – มกราคม 2561 (ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2561) พบมีการลักลอบปลูกฝิ่นโดยชาวเขาในพื้นที่ภาคเหนือ 4 จังหวัด 9 อำเภอ รวมพื้นที่ทั้งสิ้น จำนวน 313 แปลง พื้นที่ 212.41 ไร่ โดยแยกเป็นรายจังหวัดที่มีการลักลอบปลูกฝิ่น คือ จังหวัดเชียงใหม่ 168 แปลง พื้นที่ 119.53 ไร่ จังหวัดตาก 84 แปลง พื้นที่ 62.83 ไร่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 22 แปลง พื้นที่ 12.49 ไร่ จังหวัดเชียงราย 39 แปลง พื้นที่ 17.56 ไร่ จากจำนวนดังกล่าวได้ดำเนินการตัดทำลายไปแล้ว 210 แปลง 149.66 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 70.46 และยังคงเร่งดำเนินการสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่น และจัดทำแผนที่เป้าหมายร่วมกับหน่วยที่รับผิดชอบดำเนินการตัดทำลายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในวันนี้ ป.ป.ส. ได้ร่วมกับ ทหาร ตำรวจ ปกครอง ลงพื้นที่อำเภอปายเพื่อตัดฟันทำลายไร่ฝิ่นขนาดพื้นที่ 1,808 ตารางเมตร หรือ 1.13 ไร่”

ทั้งนี้การสำรวจพื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นในประเทศไทย โดยสำนักงาน ป.ป.ส. เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2522 ช่วงแรกเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากคมนาคมที่ไม่สะดวก รวมทั้ง ยังพบว่าผู้ลักลอบจะย้ายพื้นที่แปลงปลูกฝิ่นเสมอ สำนักงาน ป.ป.ส. จึงได้ให้สถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด ดำเนินการสำรวจและติดตามสถานการณ์การลักลอบปลูกฝิ่น รวมทั้งประสานการตัดทำลายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองทัพภาคที่ 3 กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 3 และศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจังหวัด/อำเภอ ส่งผลให้การตัดทำลายฝิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับความเข้มงวดและจริงจังของมาตรการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ทำให้นายทุนและผู้ปลูกเกรงกลัว พื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นลดลงอย่างมาก โดยเปรียบเทียบจากห้วงปี 2545-2546 ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 5,265.58 ไร่ และในปี 2559-2560 ลดลงมาเหลือเพียง 1,885.02 ไร่

แนวโน้มสถานการณ์การปลูกฝิ่นในปีนี้ พบว่าพื้นที่ปลูกฝิ่นลดลงเนื่องจากสาเหตุสำคัญ ดังนี้
1. สภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน ส่งผลทำให้พื้นที่ปลูกฝิ่นลดลง
2. ความเข้มงวดและจริงจังของการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น: หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น มีมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดจริงจังในพื้นที่ปลูกหนาแน่น โดยมีการลาดตระเวนป้องปรามการปลูกฝิ่นในห้วงก่อนการเตรียมพื้นที่ปลูกและการประชาสัมพันธ์เชิงปฏิบัติการทางจิตวิทยาเกี่ยวกับกฎหมายโทษของการปลูกฝิ่นและพืชเสพติดชนิดอื่น
3. ประสิทธิภาพของการตัดทำลายพื้นที่ปลูกฝิ่น ใช้กำลังพลมากดำเนินการตัดทำลายเพื่อให้มีประสิทธิภาพที่สุด
4. ความเข้มงวดจริงจังด้านการใช้มาตรการทางกฎหมาย
5.บทบาทของสื่อและการประชาสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น: มีการประชาสัมพันธ์ และใช้สื่อเพื่อรณรงค์ถึงพิษภัยของฝิ่นและโทษตามกฎหมายโดยใช้ภาษาชนเผ่า ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานป้องปรามการปลูกฝิ่นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
6.การบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ : โครงการหลวง โดยโครงการขยายผลโครงการหลวงเพื่อแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นอย่างยั่งยืน ซึ่งเน้นมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตพื้นฐานและส่งเสริมอาชีพให้กับชาวเขาผู้ปลูกฝิ่น เพื่อให้ผู้ปลูกฝิ่นมีอาชีพสุจริตในการดำเนินชีวิต

อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศไทยยังมีการลักลอบปลูกฝิ่นอยู่ รูปแบบของการปลูกนั้นมีทั้งปลูกเพื่อใช้เสพในครัวเรือนและเพื่อเป็นการค้าในพื้นที่โดยมีนายทุนคอยให้การสนับสนุน พื้นที่ปลูกจะมีขนาดแปลงเล็กลงแต่จะมีการกระจายตัวอยู่ในบริเวณเดียวกันหลายแปลง แต่พื้นที่ปลูกจะอยู่ห่างไกลและกันดารยิ่งขึ้น เช่น บริเวณพื้นที่สูงใน อำเภออมก๋อย อำเภอแม่แตง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และ อำเภออุ้มผาง อำเภอแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก