ออกหมายจับ ‘เสี่ยกำพล-เมีย’ เจ้าของ วิคตอเรีย ซีเคร็ท

ศาลออกหมายจับ “เสี่ยกำพล-นิภา” เจ้าของ ‘วิคตอเรีย ซีเคร็ท’ ข้อหาค้ามนุษย์และข้อหาอื่นๆ รวม 12 ข้อหา

ความคืบหน้าการสืบสวนขยายผลติดตามจับกุมผู้ต้องหาในคดีค้ามนุษย์ กรณีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นสถานบริการอาบอบนวด วิค ตอ เรีย ซีเครท ย่านพระราม 9 ล่าสุด พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมและศาลอาญารัชดาได้อนุมัติหมายจับ นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ อายุ 61 ปี และ นางนิภา วิระเทพสุภรณ์ หรือธีระตรกูลวัฒนา อายุ 68 ปี ในข้อหา กระทำความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ โดยเป็นผู้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคล และเด็ก (บุคคลผู้มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี) โดยการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี/สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้ลงมือกระทำ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำาความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้ลงมือกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามที่ได้สมคบกันและร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำาความผิดฐานค้ามนุษย์ และหาอื่นๆรวม 12 ข้อหา โดยภายหลังศาลอนุมัติออกหมายจับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะเร่งรัดติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายและเบื้องต้นยังไม่มีการประสานขอเข้ามอบตัวแต่อย่างใด

พร้อมกันนี้ มีรายงานว่า พนักงานสอบสวนได้ประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อสั่งการไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ เฝ้าระวัง ติดตามบุคคลตามหมายจับ ไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับเสี่ยกำพล มีชื่อปรากฎติดอยู่ สถานบริการอาบ อบ นวด วิคตอเรีย ซีเครท และเป็นคนที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อดีตเจ้าของวิคตอเรีย ให้การยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา ว่า ได้ขายกิจการให้นายกำพล ส่วน น.ส.ศศิธร วิระเทพสุภรณ์ ที่ถูกศาลออกหมายจับก่อนหน้านี้ ในฐานะหุ้นส่วนและเป็นผู้ได้รับใบอนุญาติประกอบกิจการนั้น นายชูวิทย์ อ้างว่าเป็นเพียงนอมินีเท่านั้น

เตือน! แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ระบาดหนักใน 5 จังหวัดอีสานตอนบน

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ระบาดหนัก  5 จังหวัดภาคอีสานตอนบน พบขอนแก่น หนัก สุด 5 ราย สูญเงินหลายล้านบาท

ที่ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 (บก.สส.ภ.4) จ.ขอนแก่น พล.ต.ต.ยรรยง  เวชโอสถ ผบก.สส.ภ.4 เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ทำการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ต่างๆ จนมีเหยื่อหลงเชื่อให้ข้อมูลสำคัญ ทั้งเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักและเลขรหัสทางการเงิน โดยเหยื่อรายล่าสุดถูกคนร้ายใช้พฤติกรรมอ้างว่ามีพัสดุตกค้างและมีส่วนพัวพันกับยาเสพติด และที่สำคัญมีการแอบอ้างบุคคลที่มีอยู่จริง เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ มีชื่อเสียงในพื้นที่และที่สำคัญยังคงมีการปลอมแม้กระทั่งหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือตลอดทั้งขั้นตอนของการตุ้มตุ๋นอีกด้วย

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ในขณะนี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดหนักและมีการส่งเรื่องมายัง บก.สส.ภ.4 รวมกว่า 10 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ , มุกดาหาร , สกลนคร , อุดรธานี และ ขอนแก่น โดยขอนแก่น มีผู้เสียหายมากถึง 5 ราย วงเงินที่ถูกหลอกไปนั้นรวมหลายล้านบาท อย่างไรก็ตามการแอบอ้างบุคคลที่น่าเชื่อถือ

สิ่งที่น่าสังเกตคือคนร้ายมีการวางแผน โดยที่ผู้เสียหายไม่ต้องเดินทางไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ตู้เอทีเอ็มเหมือนคดีอื่นๆ แต่ครั้งนี้เป็นการนำเลขรหัสมาทำธุรกรรมเอง คล้ายกับว่าใช้ระบบแอปพลิเคชั่นทำการยืนยันรหัสและโอนเงินจากผู้เสียหายไปยังบัญชีปลายทางของกลุ่มคนร้าย ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้ตำรวจต้องทำงานกับสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัยทางข้อมูลและสถานะของเจ้าของบัญชีให้รัดกุมมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ดีจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าแก็งค์มีฐานสั่งการอยู่ที่ต่างประเทศโดยเฉพาะที่จีน,ไต้หวันและอินเดีย ที่มีคนไทยไปประจำที่นั่นและโทรศัพท์แบบสุ่มเลือกเหยื่อทำการหลอกลวงในรูปแบบดังกล่าว

พาณิชย์ย้ำ!! ค่าแรงขึ้นดึงต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มแค่ 1% เท่านั้น

พาณิชย์ย้ำ!! ค่าแรงขึ้นดึงต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มแค่ 1% เท่านั้น สอดคล้องกับค่าแรงที่เพิ่ม 5 – 22 บาท 

วันนี้ (19 ม.ค.61) นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร (อธิบดีกรมการค้าภายใน) เปิดเผยว่า ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มขึ้นมา 5-22 บาทต่อวัน ทั่วประเทศนั้น มีผลกระทบต่อต้นทุนราคาสินค้าค่อนข้างน้อย โดยอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ใช้แรงงานเข้มข้นกระทบต้นทุนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ในแต่ละพื้นที่ก็ปรับขึ้นในอัตราที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงไม่ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น หากผู้ประกอบการจะปรับขึ้นราคาสินค้าต้องสามารถชี้แจงต้นทุนการปรับเพิ่มขึ้นอย่างละเอียด รวมทั้งต้องยื่นหนังสือเสนอขอปรับราคามายังกรมการค้าภายในก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการยื่นขอปรับราคาเข้ามาแต่อย่างใด

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ (สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย) เปิดเผยว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ในระดับดังกล่าวถือว่า ยอมรับได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการส่งออกข้าวให้ปรับเพิ่มขึ้นสูงมากนัก โดยอาจมีผลต่อราคาส่งออกข้าวให้ปรับเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เนื่องจากไม่ได้ปรับขึ้นในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ และเป็นอัตราที่ไม่สูงมาก

แต่หากปรับเพิ่มมากกว่านี้ “อาจจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันได้” เพราะการส่งออกข้าว เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานค่อนข้างมาก ตั้งแต่เกี่ยวข้าว ขนถ่ายข้าว การขนส่ง การบรรจุ ตลอดจนการลำเลียงเพื่อการส่งออก ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องขณะนี้ ก็ทำให้เป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของการส่งออกข้าวของไทยอยู่แล้ว

ขอขอบคุณข้อมูล : กระทรวงแรงงาน , ช่อง 3 (Chanel 3)