สุดซวย! เก๋งตกจุดก่อสร้างทางลอดภูเก็ต เหล็กเสียบทะลุรถ ชี้ไม่มีสัญญาณไฟบอก

สุดซวย! เก๋งไม่ชินทาง ขับลงจุดก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดแยกฉลอง ภูเก็ต เหล็กเสียบทะลุรถ เผยไม่มีสัญญาณไฟบอก มีเพียงกรวยสะท้อนแสงกั้น

วานนี้(21 ก.พ.) โลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวจากผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก Anupong Ungrattanakorn ซึ่งเผยภาพรถขับลงจุดก่อสร้าง เหล็กเสียบทะลุรถ หวังเตือนภัยสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะคนนอกพื้นที่ที่ไม่ชำนาญเส้นทาง พร้อมข้อความระบุว่า

คือที่โพสต์ ไม่ได้จะว่าใครโง่ ใครฉลาด ใครเมา ใครไม่เมา ใครขับเร็ว หรือไม่เร็ว แต่อยากให้มันรัดกุมและปลอดภัยมากกว่านี้ #นี่ยังไม่นับฝาเหล็กที่เวลาเปียกน้ำล่ะโคตรลื่น #ไม่นับการปรับเปลี่ยนช่องทางการเดินรถอีก กลางคืน ลองมาดูเองเถอะว่าไฟมันสว่างชัดแค่ไหน โครงการ เป็น 100 ล้าน ไม่ใช่แผงขายของข้างถนน ทำไรให้มันปลอดภัยมากกว่านี้หน่อย บางวันนี่มืดสนิท คนขับ ถ้านักท่องเที่ยวล่ะไม่เคยผ่านตรงนี้มาก่อน เขาก็คงไม่ทราบหรอกครับว่ามันต้องเบี่ยงเข้าช่องแคบด้านซ้าย บ้านผมอยู่ห้าแยก ผมเห็นมาตั้งแต่เริ่มทำ

โพสต์นี้ผมไม่ได้สื่อว่าใครขับรถดีไม่ดี โง่ไม่โง่ แต่อยากมันปลอดภัย รัดกุมมากกว่านี้ครับ ไม่ใช่สักแต่ทำให้มันผ่านๆไปวันๆนึง ผมไม่ได้ห่วงแค่นักท่องเที่ยวหรือคนนอกพื้นที่ ผมห่วงคนที่มันจะต้องใช้ทางนี้ประจำ หรือ บ่อยๆ บางทีเขามีขยับปรับเปลี่ยนช่องทางวิ่ง แล้วกลางคืนมันมืด ไฟไม่สว่างพอ ลองมาดูครับแล้วจะเข้าใจ ก่อนจะพิมพ์ จะเม้นอะไร ให้เกียรติตัวท่านเองกันบ้างครับ อย่าแค่เม้นเอาสนุก เฮฮา หรือ เห็นเป็นเรื่อง โง่ มันไม่มีใครอยากโง่ลงไปรถพังเจ็บตัวเสียตังซ่อมกันหรอกครับ

ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุรถเก๋งพุ่งชนเหล็กแหลมสำหรับเทพื้นคอนกรีตเสียบทะลุห้องเครื่องยนต์ บริเวณจุดก่อสร้างอุโมงค์ห้าแยกฉลอง จ.ภูเก็ต โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ในที่เกิดเหตุพบรถเก๋งมาสด้า สีขาว หมายเลขทะเบียน กพ – 3084 ภูเก็ต สภาพพังเสียหาย

ด้านรองสารวัตรสอบสวน สภ.ฉลอง เผยเบื้องต้นว่า ช่วงเกิดเหตุเป็นกลางคืนรถเก๋งคันดังกล่าวขับมาจากตัวเมืองภูเก็ต มุ่งหน้าไปพื้นที่ ต.ราไวย์ เมื่อมาถึงจุดดังกล่าว ซึ่งเป็นจุดก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดห้าแยกฉลอง พื้นถนนมีการวางเหล็กแหลมสำหรับเทพื้นคอนกรีต ซึ่งตรงจุดนี้มีเพียงกรวยสะท้อนแสงวางไว้ 4 อัน ไม่มีแผงกั้น และสัญญาณเตือนทางเบี่ยง จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว

ภาพจาก Anupong Ungrattanakorn

ตะลึง! ชาวโคราชขุดพบ ‘หัวบุกยักษ์’ ใหญ่กว่าล้อรถกระบะ

ชาวโคราชขุดพบหัวบุกยักษ์ ขนาดใหญ่กว่าล้อรถกระบะ ที่ ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

ที่ จ.นครราชสีมา ได้มีชาวบ้านขุดพบหัวบุกขนาดยักษ์ สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก โดยการขุดพบหัวบุกยักษ์ นี้ ได้รับการเปิดเผยจาก นายคติพจน์ ฐิระฐิติ อายุ 46 ปี ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียวว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้มีชาวบ้านเข้าไปหาของป่าในสวนเกษตรพอเพียง ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และได้พบต้นบุกขึ้นยู่ในสวน จึงได้ทำการขุดขึ้นมาเพื่อที่จะนำไปรับประทาน ตามวิถีชีวิตคนชนบท

แต่พอขุดลงไปใต้ดินก็พบว่า บุกต้นนี้มีขนาดของหัวใหญ่มาก วัดปริมาณเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 18 นิ้ว มีน้ำหนักกว่า 30 กิโลกรัม เมื่อนำไปเทียบกับยางรถยนต์กระบะ หัวบุกยักษ์มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย สร้างความฮือฮาให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่เคยเห็นหัวบุกใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ซึ่งต้องใช้คนยกถึง 3 คน จึงจะสามารถนำกลับไปบ้านได้

สำหรับ หัวบุก นั้นถือว่า เป็นอาหารป่าที่ได้รับความนิยมบริโภคกันมาก เนื่องจากสามารถใช้ช่วยลดความอ้วนได้ และเป็นอาหารเสริมสุขภาพด้วย เพราะหัวบุกมีสารวุ้นใยอาหารที่เรียกว่า “กลูโคแมนแนน” อยู่ปริมาณมาก ซึ่งจะช่วยในการดูดซึมไขมัน และลดโคเลสเตอรอลที่เกาะผนังด้านในของเส้นเลือดให้น้อยลงด้วย ซึ่งเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ได้เป็นอย่างดี

แค่เอ่ยชื่อไฟดับ! ญาติเชื่อวิญญาณ ‘น้องแอ๋ม’ มาฟังศาลสอบทีม ‘เปรี้ยวหั่นศพ’

ครอบครัวเชื่อวิญญาณ “น้องแอ๋ม” มาร่วมรับฟังการสอบพยานฝ่ายโจทก์ เอาผิดทีม”เปรี้ยว หั่นศพ” ที่ศาลขอนแก่น

วันนี้(22 ก.พ. 2561) เมื่อเวลา 13.15 น. ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะผู้พิพากษา ยังคงเบิกตัวผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ประกอบด้วย จำเลยที่ 1 น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย,จำเลยที่ 2 น.ส.กวิตา ราชดา หรือเอิน ,

จำเลยที่ 3 น.ส.จิดารัตน์ พรมคุณ หรือเบนท์,จำเลยที่ 4 นายวศิน นามพรม และ จำเลยที่ 5 น.ส.อภิวันทน์ สัตยบัณฑิต หรือแจ้ โดยวันนี้เป็นการนัดสอบคำให้การฝ่ายโจทก์ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 8 ชั้น 3 โดยฝ่ายโจทก์และจำเลย เดินทางมาตามการนัดหมายของศาลครบทุกคน

โดยในช่วงเช้าของวันนี้ พนักงานอัยการ และทนายความฝ่ายโจทก์ ได้เบิกตัว น.ส.อภิชญา จันทูน หรือ บ๊อบบี้ ซึ่งอยู่กับ น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือน้องแอ๋ม เป็นคนสุดท้ายก่อนที่จะหายตัวไป เข้าสอบคำให้การ ต่อด้วย น.ส.พิชชาภา คำเพิงใจ แม่ของน้องแอ๋ม ผู้เสียชีวิต จากนั้นเป็นการสืบพยานต่อเนื่องคือ น.ส.ประภาศิริ ประสมศรี พี่สาวของ น.ส. เปรี้ยว

โดยนายบุญยง แก้วฝ่ายนอก ทนายความ ของ น.ส.อภิวันทน์ กล่าวว่า 2 วันที่ผ่านมาฝ่ายโจทก์ได้เบิกพยานเข้าสอบคำให้การไปแล้ว 3 ปาก ประเด็นสำคัญที่ทีมทนายฝ่ายโจทก์จะต่อสู้ กับฝ่ายจำเลยนั้น คือ ข้อหาร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งทีมทนายฝ่ายจำเลยได้ซักค้านเพื่อพิสูจน์ว่า จำเลยก่อเหตุโดยไม่เจตนา และไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ยอมรับว่าได้ร่วมกันรอบฝังซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพตามที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา

ด้านนายสุชาติ คำเพิงใจ อายุ 44 ปี พ่อเลี้ยงของน้องแอ๋ม ผู้ตาย กล่าวว่า ก่อนสอบคำให้การวันนี้ พ่อและแม่ของนายวศิน นามพรม จำเลยในคดีนี้ ได้เข้ามาขอโทษกับทางครอบครัว โดยได้พากันเดินออกมาจากหน้าห้องพิจารณาคดีเพื่อพูดคุยกันอยู่ที่หน้าห้องน้ำ ห่างจากห้องพิจารณาคดีไม่มากนัก ซึ่งพูดคุยกันนั้นส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องของน้องแอ๋ม

“ผมจึงบอกไปว่าเรามาพูดแบบนี้ ถ้าน้องแอ๋ม ยังมีชีวิตแอ๋มไม่พอใจแน่ พูดไม่ทันขาดคำก็เกิดไฟดับทั่วทั้งบริเวณที่ยืนอยู่ ผมจึงบอกว่า นี่แหละคือน้องแอ๋ม ที่มาฟังเราสอบคำให้การในชั้นศาลทุกวัน เพราะที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ถ้าพูดถึงน้องแอ๋ม จะมีเหตุการณ์ไฟดับเกิดขึ้นตลอด ผมจึงบอกว่าให้เลิกพูดเรื่องนี้ แค่พ่อ-แม่ของวศิน มาขอโทษเรา เราก็ดีใจแล้ว หลังจากที่หยุดพูดประมาณ 5 นาที ไฟก็ติด”

นายสุชาติ บอกต่อว่า แต่เมื่อแม่น้องแอ๋ม เริ่มพูดถึงน้องอีกครั้งไฟก็เกิดดับขึ้นมาอีก ทุกคนจึงแยกย้ายกันออกมาจากศาล ส่วนสภาพจิตใจของครอบครัว โดยเฉพาะแม่แอ๋ม ขณะนี้ดีขึ้นจากเมื่อก่อนมาก กว่าจะทำใจได้ไม่เป็นอันได้ทำงานทำการ มีอาการซึมเศร้าและพูดพึมพำคนเดียว ส่วนการต่อสู้ทางคดีนั้นให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายครอบครัวเราเอาความจริงมาสู้ เท่านั้น