มิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์ หลอกยึดรถ

มิจฉาชีพ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์ หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินแลกกับการไม่ถูกยึดรถ จากนั้นขับรถหลบหนีไป

นายสว่าง ทองไพ ผู้เสียหาย พาผู้สื่อข่าวเข้าชี้จุดที่คนร้ายซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทไฟแนนซ์ มาหลอกยึดรถกระบะไปจากลูกจ้าง บริเวณใกล้ถนนถนนพหลโยธิน ย่านตำบลคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

โดยนายสว่าง ให้ข้อมูลว่า วันดังกล่าวเมื่อลูกจ้างขับรถมาถึงจุดเกิดเหตุ มิจฉาชีพได้ขับรถมาประกบทั้งด้านหน้าและหลัง ลักษณะบังคับให้จอดรถ จากนั้นมีชายคนหนึ่งลงจากรถ โดยอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทไฟแนนซ์ พร้อมแสดงเอกสารคล้ายหนังสือมอบอำนาจ ทางลูกจ้างจึงโทรศัพท์มาหาตนเอง เนื่องจากเป็นเจ้าของรถ และให้คุยกับชายคนดังกล่าว

ซึ่งอีกฝ่ายได้ยื่นข้อเสนอ ให้โอนเงินประมาณ 2 หมื่น 8 พันบาท เข้าบัญชีส่วนตัว เพื่อแลกกับการไม่ยึดรถ ด้วยความที่สถานการณ์ฉุกละหุก ตัวเองจึงหลงเชื่อ โอนเงินให้ 2 หมื่นบาท ซึ่งไม่ครบจำนวน ทางกลุ่มมิจฉาชีพจึงยึดกุญแจรถ ก่อนขับรถไปทางถนนพหลโยธิน ฝั่งขาออก หลังจากนั้น ตนเองจึงเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธร (สภ.)คลองหลวง เพื่อให้ติดตามมิจฉาชีพกลุ่มนี้มาดำเนินคดี

หากผู้ใดพบเห็น รถกระบะ โตโยต้า วีโก้ สมาร์ทแค็ป สีบรอนซ์-ทอง ทะเบียน บจ 1111 นครนายก สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สภ.คลองหลวง

คลิประทึก! นาทีตำรวจเชียงใหม่ ไล่สะกัดเครือข่ายค้ายาเสพติด

เผยคลิปนาทีระทึก ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเชียงใหม่ ไล่ล่าสะกัดจับผู้ต้องสงสัยเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่

เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา (20 มี.ค. 2561) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชัยเลิศ โพธิธาตุ ได้มีการเผยแพร่คลิปนาทีระทึก ขณะกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบออกปฏิบัติการไล่ล่ารถเก๋งคันหนึ่ง หลังต้องสงสัยว่าเป็นเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่

โดยคลิปได้เผยให้เห็นภาพขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจนำรถทั้งจักรยานยนต์ และรถเก๋งเข้าประกบรถของผู้ต้องสงสัย แต่จังหวะนั้นผู้ต้องสงสัยไม่ยอมพยายามขับหนีฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิงสะกัดแต่ไม่เป็นผล ผู้ต้องสงสัยหนีไปได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใช้รถจักรยานยนต์ไล่ตามเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรจากที่เกิดเหตุ จนในที่สุดก็สามารถสะกัดจับและคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ได้

ตำรวจ, ยาเสพติด, ข่าวจังหวัดเชียงใหม่

ขณะที่ผู้โพสต์ได้มีข้อความระบุว่า ‘หน้าโรงพยาบาลสันทรายเมื่อคืน’  ซึ่งเมื่อคลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนส่งต่อและเข้าไปแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก  โดยส่วนใหญ่แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นไปกับเหตุการณืที่เกิดขึ้น

ครูปรีชา ไม่รับข้อเสนอ ทนายตั้ม ให้นายกฯ หย่าศึกหวย 30 ล้าน

ครูปรีชา ไม่รับข้อเสนอ ทนายตั้ม กรณีให้นายกฯ เป็นตัวกลางหย่าศึกหวย 30 ล้าน ย้ำขอเคลียร์ในชั้นศาล พร้อมเดินหน้าร้องกระทรวงยุติธรรม

กรณีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความของร้อยตำรวจโทจรูญ วิมูล ได้โพสต์เฟซบุ๊กยื่นข้อเสนอถึงครูปรีชา ใคร่ครวญ ว่าให้ทั้ง 2 รวมถึงพยานทุกคน ยื่นหนังสือพร้อมลงลายมือชื่อยินยอมให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถใช้อำนาจเรียกดูข้อมูลต่างๆ จากทั้งสองฝ่ายได้เท่าเทียมกัน หากข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงใครก็ให้เรียกมาตรวจสอบ เมื่อพบว่ากระทำผิดก็ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีเพื่อตัดปัญหาเรื่องการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นขบวนการ

ล่าสุด ครูปรีชา ได้เปิดใจว่า ต้องขอขอบคุณทนายตั้มและลุงจรูญที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา แต่ตนเห็นว่าทุกวันนี้ นายกรัฐมนตรีมีภารกิจหน้าที่เยอะมากพอแล้ว จึงไม่ควรนำเรื่องนี้ไปเป็นภาระให้ท่านอีก ประกอบกับคดีเข้าสู่กระบวนการของศาลแล้ว จึงควรที่จะเดินหน้าต่อไปในชั้นศาล แต่หากว่าลุงจรูญคิดได้ว่าลอตเตอรี่ไม่ใช่ของตัวเองตนก็ยินดีที่จะไกล่เกลี่ยและรับลอตเตอรี่คืน

โดยพร้อมอโหสิกรรมให้ทุกอย่าง พร้อมกันนี้ ครูปรีชาได้กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมเอกสารหลักฐานที่จะเดินหน้าเข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงยุติธรรม โดยมีเรื่องที่ตนเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายๆประเด็น ซึ่งการร้องเรียนนั้นจะเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อปลัดกระทรวงยุติธรรมในวันพรุ่งนี้ (22 มี.ค.)

ด้าน นางปณัญชยา สุขพูล หรือ เจ๊เกียว หนึ่งในทีมพยานของครูปรีชา ได้แสดงความคิดเห็นว่า เรื่องข้อเสนอดังกล่าว น่าจะเป็นเพียงการสร้างภาพของทางทนายษิทรา ที่อยากให้สังคมเห็นว่าเป็นคนดี ใจกว้าง มีน้ำใจ แต่หากทนายษิทราและลุงจรูญ เป็นคนดี และมีน้ำใจจริง ก็ควรจะออกมายอมรับความจริง

เพราะคดีนี้ส่งผลให้กลุ่มคนที่เป็นพยานของทางฝั่งครูปรีชา ที่เป็นคนธรรมดา ต้องมาเดือดร้อน ถูกออกหมายเรียก ออกหมายจับ รวมถึงถูกสังคมที่เฝ้าติดตามข่าว รุมด่าและต่อว่า ว่าเป็นขบวนการที่ต้องการจะแย่งชิงสิทธิ์ครอบครองลอตเตอรี่

ขณะที่พันตำรวจเอก สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บังคับการกองปราบปราม กล่าวว่า หากในวันนี้ (21 มี.ค.) นายฐนุกร เหลืองใหม่เอี่ยม หรือ นายแผน พยานฝั่งครูปรีชา ไม่เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อหาตามหมายเรียกครั้งที่ 2 ก็จะขออำนาจศาลออกหมายจับต่อไป