สนช. ลงคะแนนลับคว่ำการสรรหา กสทช. ยกชุด ด้าน บิ๊กป้อม ปัดรัฐบาลแทรกแซง

สนช. มีมติล้มกระดานว่าที่ กสทช.ทั้ง 14 คน ตามรอย กกต. ด้าน พล.อ.ประวิตร – วิษณุ ปัด รัฐบาลแทรกแซงสั่งโหวตคว่ำสรรหา กสทช. ชุดใหม่

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (19 เม.ย. 2561)  การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเสียงข้างมาก 118 คะแนน ต่อ 25 ไม่เลือกรายชื่อผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามที่คณะกรรมการสรรหาได้เสนอรายชื่อเข้ามาจำนวน 14 คน

โดยที่ประชุมให้เหตุผลว่า มีผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามถึง 8 คน ทำให้จำนวนรายชื่อบุคคลที่สมควรเสนอชื่อไม่ครบ 2 เท่าตามกฎหมายกำหนด เสี่ยงถูกฟ้องในอนาคต ซึ่งมติดังกล่าวมีผลทำให้ต้องเริ่มต้นกระบวนการสรรหาใหม่

ทั้งนี้จากเหตุที่เกิดขึ้นทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทำนองว่ารัฐบาลเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของ สนช. เพราะ เป็นเพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจบุคคลที่เข้ารับการสรรหาจำนวน 8 คน จาก 14 คน

ก่อนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะออกมาแก้ต่างว่า  รัฐบาลไม่ได้เข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ เพราะไม่มีใครสามารถไปสั่งสมาชิก สนช. ที่มีจำนวนกว่า 200 คนได้ จึงมองว่า เป็นเรื่องที่พูดกันไปเอง ทำเอง แล้วมาโยนให้คนอื่น

ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฏหมาย ก็ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นเช่นกัน ว่า ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เป็นการอ้างกันเอง เป็นธรรมดาที่ทุกคนอยากรู้และเชื่อว่าอีกไม่นานคงรู้ แต่ไม่ถึงขั้นต้องตั้งกรรมการมาตรวจสอบ

ส่วนที่อ้างว่าถ้ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีไม่ชอบ ก็จะทำให้การพิจารณาในเรื่องต่างๆ ตกไปนั้น ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ถ้าจะต้องโทษและโยนกันไปเพื่อให้น่าเชื่อถือขอให้ฟังหูไว้หูและตรวจสอบให้ระเอียด ซึ่งตนก็เคยถูกนำไปแอบอ้างทั้งที่ไม่รู้เรื่อง

ทั้งนี้การที่ สนช. ไม่เลือก กสทช. ไม่มีผลอะไรกับรัฐบาล เพราะ กสทช. ชุดเก่าสามารถทำงานต่อไปได้ตามปกติ และขณะนี้ยังไม่มีใครพูดถึงการนำมาตรา 44 มาใช้เพื่อแก้ปัญหา

บุกค้นบ้านย่านปทุมธานี พบสัตว์ป่าคุ้มครอง รวมมูลค่านับแสนบาท

ชุดปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดด้านสัตว์ป่า ตรวจค้นบ้าน ย่านปทุมธานี พบสัตว์ป่าคุ้มครอง รวมมูลค่านับแสนบาท

แฟนเพจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เผยว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 เวลาประมาณ 11:30 น.ชุดปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดด้านสัตว์ป่า (ชุดเหยี่ยวดง) สนธิกำลังเข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 55/462 หมู่บ้านปาริชาติ ต.บางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนผ่านสายด่วน ปทส.ว่ามีผู้ลักลอบเลี้ยงสัตว์ป่าคุ้มครองภายในบ้านเลขที่ดังกล่าว โดยมีนายเอกณัฏฐ์ กุลาภิรักษ์โภคิน แสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน และยินดีนำคณะเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบ

ผลการตรวจสอบ พบสัตว์ป่าคุ้มครองและซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน 8 รายการ ได้แก่ เต่าหก (ดำ) 4 ตัว เต่าหก (เหลือง) 6 ตัว เต่านา 1 ตัว เต่าดำ 2 ตัว เต่าหับ 1 ตัว นกแก้วโม่ง 1 ตัว ซากเต่าหก (ดำ) สตาฟ 2 ซาก ซากเต่าหก (เหลือง) สตาฟ 1 ซาก รวม 15 ตัว 3 ซาก มูลค่ารวมประมาณ 107,550 บาท

โดยนายเอกณัฏฐ์ฯ รับว่าไม่มีหลักฐานการได้รับอนุญาตให้ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองหรือซากสัตว์ป่าคุ้มครองแต่อย่างใด จึงควบคุมตัวพร้อมสัตว์ป่าและซากสัตว์ป่าดังกล่าวเป็นของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี ดำเนินคดีในข้อหา มีสัตว์ป่าคุ้มครองและซากสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ต่อไป

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก แฟนเพจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ,ชุดปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดด้านสัตว์ป่า

‘บิ๊กป้อม’ เผยผลสอบคนไทยไม่ใช่กลุ่มไอเอส

‘บิ๊กป้อม’ ยันผลสอบผู้ต้องสงสัยที่จับได้ ไม่ใช่ไอเอส ย้ำไม่กังวลใช้ไทยเป็นฐาน เพราะประสานข้อมูลกับมาเลเซียเพื่อป้องกันอยู่แล้ว

หลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ คปต. พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้สัมภาษณ์เปิดเผยถึงผลสอบเบื้องต้น ว่า 1 ใน 4 คน ที่ทางการมาเลเซียออกหมายจับด้วยเหตุต้องสงสัยว่าเป็นกลุ่มไอเอสนั้น เป็นเพียงผู้ที่นิยมชมชอบในกลุ่มไอเอสผ่านโลกโซเชียลเท่านั้น ไม่ใช่เครือข่ายหรือบุคคลที่อยู่ในกลุ่มไอเอส และจากข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงนั้น 2 คนไม่เคยเข้ามาในประเทศไทย ส่วนอีก 1 คน เดินทางเข้ามาไทยจริง แต่เดินทางออกไปแล้ว

ส่วนข้อมูลจากมาเลเซียที่ระบุว่า กลุ่มไอเอสจะใช้พื้นที่ จังหวัดนราธิวาส เป็นที่ตั้งฐานปฏิบัติการนั้น ยืนยันว่า ไม่หวั่นไหว เพราะมีการป้องกันเป็นอย่างดี และขอให้มาเลเซียส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้แล้ว ขณะที่ นักวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ประเมินข้อมูลที่ทางการมาเลเซียอ้างอิงถึงกลุ่มไอเอสในภาคใต้ของไทย น่าจะหวังผลทางการเมือง ด้วยพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล มีฐานเสียงบางส่วนเป็นคนไทย

ส่วนผลการประชุม คปต.รับทราบหลักการที่จะเพิ่มบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ และเตรียมขอความเห็นชอบจาก ครม. รวมถึงพลเอกประวิตร ได้กำชับเพิ่มเติมเรื่องบูรณาการงาน เพื่อความปลอดภัยรองรับ การประกาศให้อำเภอเจาะไอร้อง เป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือเซฟตี้โซนอำเภอแรก โดยชี้ว่าการกำหนดเซฟตี้โซน ซึ่งยังคงมีความเห็นต่างนั้น ไม่ใช่การท้าทาย แต่เป็นการขับเคลื่อนตามขั้นตอน และเชื่อว่าทุกพื้นที่จะต้องพัฒนาสู่การเป็นเซฟตี้โซนต่อไป