ดึกแล้วยังไม่เลิกท่วม ! ฝนถล่ม งามวงศ์วาน แคราย ประชาชื่น น้ำยังท่วมขัง

หลังจากมีฝกตกในพื้นที่ กทม. อย่างหนักในหลายพื้นที่ ล่าสุดถนนย่านงามวงศ์วาน แคราย ประชาชื่น ยังคงมีน้ำท่วมขังในบางจุด

วันที่ 6 พ.ค. 2561 นับตั้งแต่ช่วงเย็นมาจนถึงช่วงดึก มีรายงาน หลังจากช่วงเวลา 15.00 น. ถนนฝั่งธนบุรีมีฝนปานกลาง บริเวณเขตทวีวัฒนา ตลิ่งชัน ต่อเนื่องอ.พุทธมณฑล อ.สามพราน ส่วนฝั่งพระนครมีฝนปานกลาง บริเวณเขตลาดพร้าว จตุจักร บางซื่อ หลักสี ต่อเนื่องอ.เมืองนนทบุรี แนวโน้มคงที่ ปริมาณฝนสูงสุด เขตทวีวัฒนา 42.0 มม.

ขอบคุณภาพจาก @priwziest

หลังจากฝนกระหน่ำตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้ ถนนย่านประชาชื่น งามวงศ์วาน แคราย และ จ.นนทบุรี  มีน้ำท่วมขังสูง รถติดขัดชะลอตัว โดยในช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา การจราจรในย่านดังกล่าวเป็นไปอย่างติดขัด จนกระทั่งช่วงดึก น้ำยังคงท่วมขังเป็นอุปสรรค์ต่อการสัญจร

เมนูฮิตออเดอร์แน่น ! ‘เกี๊ยวซ่าไส้ทุเรียนหมอนทอง’ ร้านดังปากน้ำโพชวนชิม

ร้านดังปากน้ำโพชวนชิมรังสรรค์เมนู ‘เกี๊ยวซ่าไส้ทุเรียนหมอนทอง’ ยอดสั่งจองปังทั้งลูกค้าในจังหวัดและต่างจังหวัด

วันที่ 6 พ.ค. 2561 เจ้าของร้านเกี๊ยวชื่อดังใน จ.นครสวรรค์ เนรมิตเกี๊ยวใส้ทุเรียนหมอนทองเอาใจคนชอบรับประทานทุเรียน เป็นเกี๊ยวซ่าใส้ทุเรียนหมอนทอง โดยไอเดียนี้มาจาก นางสุไพรัตน์ วิเชียรกัลยารัตน์ อายุ 42 ปี เจ้าของร้านขายเกี๊ยว ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านดรีมแลนด์ ตำบลวัดไทร อำเภอเมืองนครสวรรค์

โดยนางสุไพรัตน์ เล่าว่าทางร้านปกติทำเค้กทุเรียนขายอยู่แล้ว แต่มาในปีนี้ได้ลองทำเกี๊ยวใส้ทุเรียนลองทานกับครอบครัวและให้ลูกค้าที่มาซื้อเกี๊ยวที่ร้านทานเป็นประจำปรากฎว่าได้รับการตอบรับที่ดีลูกค้าพอได้ทานแล้วกลับมาถามถึงเมนูเกี๊ยวใส้ทุเรียนตนเองและครอบครัวจึงตัดสินใจทำเกี๊ยวซ่าใส้ทุเรียนหมอนทองตามคำเรียกร้องของลูกค้า

โดยทางร้านขาย‘เกี๊ยวซ่าไส้ทุเรียนหมอนทอง’ ในราคากล่องละ 100 บาท มีเกี๊ยว 10 ตัว พร้อมเสริฟกับซอสที่จัดให้ลูกค้าถึง 3 แบบแล้วแต่ความชอบ โดยมีซอสทุเรียน ซอสช็อคโกแล็ต และนมข้น เอาใจคนชอบทานของหวาน และเรียกได้ว่าตอนนี้เป็นเมนูยอดฮิตของทางร้านเลยก็ว่าได้

ด้านวัตถุดิบที่ทางร้านเลือกใช้จะใช้ทุเรียนหมอนทองที่คัดเกรดมาแบบไม่สุกมากเนื้อจะออกห่าม ๆ ประกอบกับใช้เกี๊ยวสูตรของทางร้านห่อใส้ทุเรียนแล้วนำไปทอดในอุณหภูมิที่เหมาะสมแล้วเสริฟพร้อมซอสสูตรเด็ดของทางร้านแค่นี้ก็อร่อยจนฟินหยุดไม่อยู่ทำเอายอดสั่งปังทั้งลูกค้าในจังหวัดและต่างจังหวัดเรียกหาเมนูเด็ดของทางร้านกันอย่างคึกคักพร้อมสั่งจองได้ที่เบอร์ 081-8883654 รับประกันคนชอบทานทุเรียนต้องติดใจ.

น่าตกใจ ! กรมสุขภาพจิตพบคนกรุงป่วยจิตเวชกว่า 5 แสนคน !!

กรมสุขภาพจิต เผยผลสำรวจ พบคนกทม.ป่วยจิตเวชและมีปัญหาสุขภาพจิตกว่า 5 แสนคน เร่งพัฒนาระบบดูแลใจ

กรมสุขภาพจิต เผยผลสำรวจระดับชาติล่าสุดในปี 2556 พบคนในกทม.อายุ 18 ปีขึ้นไป ร้อยละ 11.5 ป่วยทางจิตเวชและมีปัญหาสุขภาพจิต คาดว่ามีประมาณ 520,000 คน เร่งพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพใจ เล็งพัฒนาประธานชุมชนในพื้นที่กทม. กว่า 2,000 ชุมชน เป็นผู้เชี่ยวชาญสุขภาพจิตชุมชนเป็นพลังเครือข่ายป้องกันการป่วยร่วมกับอสส.พร้อมวิจัยพัฒนาโปรแกรมบริหารใจสร้างสุขให้ผู้สูงวัยในกทม.ผลทดลองใช้ในปี 2560 พบว่าได้ผลดี คะแนนความสุขพุ่งขึ้นชัดเจน

นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ว่า สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขณะนี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคนในสังคม โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่นในกทม.ประชาชนที่ปรากฏในทะเบียนราษฎร์จำนวน 5.6 ล้านกว่าคน แต่สภาพความเป็นจริงคาดว่าจะมีประมาณ 10 ล้านคน สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่หนาแน่น จะส่งผลต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะการเผชิญกับความเครียดกับสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศ การเดินทาง การใช้ชีวิตประจำวัน ผลการสำรวจกรมสุขภาพจิตครั้งล่าสุดในปี 2556 พบว่าประชาชนในกทม.อายุ 18 ปีขึ้นไป ป่วยทางจิตเวชและมีปัญหาสุขภาพจิตร้อยละ 11.5 หรือประมาณ 520,000 คน

ขณะนี้กรมสุขภาพจิตได้ร่วมมือกับกทม. จัดระบบบริการรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชทุกโรคทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอาการรุนแรง ยุ่งยาก ซับซ้อน ส่วนการส่งเสริมและป้องกันปัญหาเพื่อให้ประชาชนในกทม.ทุกกลุ่มวัยมีสุขภาพจิตดี และมีภูมิต้านทานปัญหาสุขภาพจิต มีศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 ซึ่งตั้งอยู่ที่ชุมชนวัดม่วงแค เขตบางรัก เป็นหน่วยงานหลักประสานความร่วมมือสนับสนุนวิชาการความรู้ต่างๆแก่หน่วยงานเครือข่ายในกทม.และที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการวิจัยหารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นชุมชนเมือง ที่มักไม่ค่อยมีเวลาใส่ใจ พูดคุยกับคนรอบข้างหรือเพื่อนบ้านเหมือนในชนบท ยุทธศาสตร์สำคัญจะเน้นสร้างความเข้มแข็งชุมชนที่มี 2,068 ชุมชน

ซึ่งมีสภาพหลากหลายทั้งชุมชนแออัด คอนโดมีเนียม บ้านจัดสรร โดยวางแผนพัฒนาศักยภาพแกนนำภาคประชาชนในชุมชน 2 กลุ่ม คือกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข(อสส.)ของกทม.ที่มีอยู่แล้ว ต่อยอดให้เป็นอสส.เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชุมชนเช่นเดียวกับที่อสม.ทุกจังหวัด และกลุ่มที่ 2 คือประธานชุมชนซึ่งเป็นผู้ที่รู้จักพื้นที่และชุมชนดีที่สุด จะจัดอบรมให้ความรู้เป็นกรณีพิเศษ พัฒนาให้เป็นประธานชุมชนเชี่ยวชาญสุขภาพจิตชุมชนด้วย ได้ให้ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 จัดทำหลักสูตรเป็นการเฉพาะแล้ว อาจใช้เป็นต้นแบบพัฒนาสุขภาพจิตในชุมชนเมืองขนาดใหญ่ในพื้นที่อื่นๆในอนาคตได้ด้วย

ทางด้านนายแพทย์ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาศูนย์ฯได้จัดทำโครงการศึกษาวิจัยโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิต เพื่อพัฒนาเป็นเทคโนโลยีสร้างความสุขให้ผู้สูงอายุในพื้นที่กทม. ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 9 แสนกว่าคน หรือร้อยละ18 ของประชากรทั้งหมด มากเป็นอันดับ2 รองจากวัยแรงงาน ร้อยละ 92 ยังช่วยเหลือตนเองได้ดีไปไหนมาไหนได้ โดยผู้สูงอายุร้อยละ 61 เคยรู้สึกเบื่อหน่าย วิตกกังวล เครียด มีภาวะซึมเสร้าติดต่อกันเป็นสัปดาห์ และส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 97 จะอยู่บ้าน ไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุที่มี 354 ชมรม เนื่องจากชมรมขาดกิจกรรมจูงใจ และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ

นายแพทย์ทวีศักดิ์กล่าวต่อว่า โปรแกรมส่งเสริมความสุขที่วิจัยครั้งนี้ ออกแบบให้สอดคล้องวิถีชีวิตผู้สูงอายุชุมชนเมือง เรียกว่าเอมบีแคท ( Mindfulness-based Cognitive Behavior and Acceptance Therapy:MBCAT ) เป็นการประยุกต์การฝึกสติร่วมกับกิจกรรมการสร้างสุข 5 มิติ มี 8 กิจกรรม ผลการทดลองใช้ในชมรมผู้สูงอายุที่อยู่ในศูนย์บริการสาธารณสุขของกทม.ใน 8 พื้นที่ได้แก่ ราชปรารภ,บางซื่อ,บางเขน ,บุคคโล,วัดไผ่ตัน,ทับเจริญ,ล้อม-พิมเสน-ฟักอุดม ,และบมจ.ธนาคารนครหลวงไทย มีผู้สูงอายุเข้าร่วมโครงการ 235 คน ใช้เวลา 8 สัปดาห์ 8 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมงและให้ไปฝึกสติต่อที่บ้าน จากการประเมินผลพบว่าให้ผลดี ผู้สูงอายุมีความสุขเพิ่มขึ้นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อน

เข้าร่วมกิจกรรม แบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้

1.กลุ่มผู้สูงอายุที่มีความสุขในระดับที่น้อยกว่าคนทั่วไป ลดจากร้อยละ 43 เหลือเพียงร้อยละ 10 ,

2.กลุ่มที่มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 44 เป็นร้อยละ 49 และ

3 .กลุ่มที่มีความสุขมากกว่าคนทั่วไป เพิ่มจากเดิมที่มีร้อยละ 13 เป็นร้อยละ 41 ซึ่งในปี 2561 นี้ ได้ขยายใช้โปรแกรมนี้ในชมรมผู้สูงอายุ 273 ชมรม และจะครอบคลุมทั้งหมดดำเนินการร่วมกับกทม. และชมรมผู้สูงอายุทุกชุมชน

ทั้งนี้ กิจกรรมตามโปรแกรมที่จัดขึ้นใน 8 สัปดาห์

สัปดาห์ที่1.เน้นการเริ่มความสุข โดยฝึกกระบวนการหายใจเพื่อสร้างสติและสมาธิ และการละเล่นพื้นบ้าน เช่น มอญซ่อนผ้า

สัปดาห์ที่ 2 การสร้างสุขที่ได้ปล่อยวางคือสุขสงบ มีการทำสมาธิ การออกกำลังกาย 7 วัน 7 ท่า

สัปดาห์ที่ 3 เป็นการสร้างสุขที่ใจทำให้เกิดสุขสบาย เน้นการฝึกการสนทนากับตนเอง การออกกำลังกายด้วยโยคะสติ

สัปดาห์ที่ 4 ฝึกการสร้างสุขจากจินตนาการ โดยทำสมาธิและฝึกสติ

สัปดาห์ที่ 5 ฝีกการบริหารสมอง เน้นฝึกการบริหารสมองทั้ง 2 ซีก 2 ท่าในเวลาเดียวกัน และฝึกการพับกระดาษด้วยเท้า

สัปดาห์ที่ 6 ฝึกการสร้างคุณค่าความภาคภูมิใจให้ตนเอง ด้วยกิจกรรมวาดภาพทบทวนชีวิตตนเองตั้งแต่เกิด ถึงปัจจุบันและเป้าหมายชีวิตที่ต้องการ

สัปดาห์ที่ 7 ฝึกด้านการสร้างความสุขในชีวิตประจำวัน กิจกรรมหัวเราะบำบัด

สัปดาห์ที่ 8 กำหนดสุขภาพกายและใจที่คาดหวัง โดยนำการฝึกสติ 14 จังหวะตามแนวคิดหลวงพ่อเทียน มาใช้