ประกันสังคม แนะ ใช้สิทธิตรวจสุขภาพฟรีโรงพยาบาลตามสิทธิ

ประกันสังคม ห่วงใยสุขภาพผู้ประกันตน แนะ ใช้สิทธิตรวจสุขภาพฟรีในโรงพยาบาลตามสิทธิ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคม ได้เพิ่มสิทธิให้ผู้ประกันตนด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง ณ สถานพยาบาลตามที่ผู้ประกันตนได้เลือกไว้

หากพบความผิดปกติผู้ประกันตนจะได้รับการบำบัดตั้งแต่ระยะแรก อาทิ การตรวจเต้านมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การตรวจน้ำตาลในเลือด การตรวจการทำงานของไต การตรวจไขมันในเส้นเลือด เพื่อหาความเสี่ยงโรคเรื้อรังที่พบบ่อยไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดอุดตัน

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ผู้ประกันตนมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึง 31 มีนาคม 2561 มีผู้ประกันตนเข้ารับบริการแล้วกว่า 935,189 คน อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ประกันตนได้ตระหนักถึงสุขภาพตนเอง จึงขอเชิญชวนให้มาใช้สิทธิในการตรวจสุขภาพ เพียงผู้ประกันตนยื่นบัตรประจำตัวประชาชนในการใช้สิทธิ เข้ารับบริการ ณ สถานพยาบาลตามที่ผู้ประกันตนเลือกไว้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงผลการดำเนินงานการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสุขภาพได้ดังกล่าว ข้อมูลจากสำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ สำนักงานประกันสังคม ณ วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2561 พบว่ามีโรงพยาบาลที่ให้บริการตรวจสุขภาพแก่ผู้ประกันตนทั้งหมด 237 แห่ง แยกเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล 159 แห่ง โรงพยาบาลเอกชน 78 แห่ง และผู้ประกันตนเข้ารับบริการคตรวจสุขภาพ จำนวน 4,536,802 รายการ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคม ได้พัฒนาระบบในเรื่องของการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานสถานพยาบาล เพื่อให้สถานพยาบาลให้ความสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคให้กับผู้ประกันตน โดยมีเป้าหมายให้ผู้ประกันตนได้เข้าถึงบริการการรักษาที่มีคุณภาพให้มากที่สุด

เกษตรกร 25 จังหวัด ร้อง DSI ถูกหลอกปลูกมันเทศญี่ปุ่น เบี้ยวไม่รับซื้อ

เกษตรกร 25 จังหวัด ร้อง DSI ถูกหลอกปลูกมันเทศญี่ปุ่น แล้วเบี้ยวไม่รับซื้อ เสียหายหลายแสนบาท

วันนี้ (3 พ.ค. 61) มีรายงานว่า เกษตรกรกว่า 25 จังหวัด ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ถูกบริษัทเอกชนชักชวนให้ซื้อยอดพันธุ์และปลูกมันเทศญี่ปุ่นพันธุ์ไข่ พันธุ์โอกินาว่า และ พันธุ์เบนิฮารุกะ ของบริษัทในราคายอดพันธุ์ละ 10 บาท เพื่อผลิตยอดพันธุ์ขายให้กับทางบริษัทฯ โดยบริษัทฯ อ้างว่า “จะรับซื้อผลผลิตทุกยอดถึงที่และจ่ายเงินสด” ในราคายอดละ 4.5 บาท ทำให้มีเกษตรกรหลงเชื่อถือและเข้าร่วมโครงการฯมากกว่า 500 ราย

แต่เมื่อถึงเวลา เกษตรกรกลับต้องนำผลผลิตยอดพันธุ์ไปส่งขายให้กับบริษัทเองที่ อ.ปักธงชัย จ.โคราช และถูกตั้งแง่สารพัด ซึ่งอ้างว่า ยอดพันธุ์ไม่ได้ขนาดบ้าง ความยาวไม่พอบ้าง ที่สำคัญยังไม่จ่ายเงินทันที โดยให้เกษตรกรรอไปก่อนเพื่อรอคัดยอด จนเวลาเนิ่นนานผ่านไปหลายเดือนก็ยังไม่ได้รับเงิน บางรายได้รับเงินก็ชำระแบบกระปิดกระปอยไม่มีรายใดได้ครบ เมื่อทวงถามบ่อยๆ ก็จะตัดสายทิ้งหรือลบชื่อออกจากไลน์กลุ่มทันที จึงได้เดินทางเข้าร้องทุกข์ ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ

ทั้งนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนปลูกมันเทศญี่ปุ่นให้กับบริษัทเป็นค่าเช่าที่ดิน ค่ายอดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงาน และค่าขนส่ง เป็นจำนวนมากมูลค่านับแสนบาทต่อราย เฉพาะค่ายอดพันธุ์ที่ต้องซื้อจากบริษัทต่อไร่ๆ ละ 4,000-5,000 ยอด มูลค่าเกือบแสนบาทแล้ว ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มักจะปลูกกันมากกว่า 2 ไร่ต่อรายขึ้นไปทั้งสิ้น แต่เมื่อถึงเวลาที่เก็บเกี่ยวยอดพันธุ์นำไปขายคืนให้บริษัทกลับไม่ได้รับเงินตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ที่สำคัญบริษัทดังกล่าวยังไปโฆษณาชวนเชื่อชักชวนเกษตรกรในจังหวัดอื่นๆ พื้นที่ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกษตรกรที่ไม่รู้กลลวงตื้นลึกหนาบางได้ตกเป็นเหยื่อของบริษัทดังกล่าวเป็นลูกโซ่ต่อกันเป็นทอดๆ กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว

จับโชเฟอร์สี่ล้อแดงเชียงใหม่ ขับรถบังหน้า ที่แท้ตระเวนส่งยาบ้า

จับโชเฟอร์สี่ล้อแดงขับรถโดยสารบังหน้า ตระเวนส่งยาบ้าให้ลูกค้าทั่วเมืองเชียงใหม่

เช้าวันนี้ ( 3 พ.ค. 61) พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ , พ.ต.อ.บุญส่งวิทย์ ห้องแซง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่ริม พร้อมตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง บุกเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายโสภณ แก้วก๋อง อายุ 41 ปี ในพื้นที่ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จากการตรวจค้นพบยาบ้าจำรวน 38 เม็ด

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจค้นบ้านพักของนายโกวิท ยอดดี อายุ 47 ปีในพื้นที่ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม ซึ่งนายโสภณ ให้การว่าได้ขายยาบ้าต่อให้นายโกวิท จากการตรวจค้นพบของกลางยาบ้าจำนวน 11 เม็ด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา”มียาเสพติด(ยาบ้า)ไว้ในความครอบครองฯและเสพยาเสพติด(ยาบ้า)”

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังจับกุมนางน้ำอ้อย สามดวง และนายอำนาจ แสงสุวรรณ สองผัวเมีย ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้เสพยาบ้า โดยได้แจ้งข้อหา “เสพยาเสพติด(ยาบ้า)”

สำหรับนายโสภณ และนายโกวิท ถือเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่อำเภอแม่ริม โดยเฉพาะนายโสภณเป็นเอเย่นรายใหญ่ที่ไปรับยาบ้ามาจากชาวไทยใหญ่ ในชุมชุนไทยใหญ่ในตัวเมืองเชียงใหม่มาจำหน่ายในราคาถูกให้กับผู้ค้ารายย่อยและผู้เสพในพื้นที่

ส่วนนายโกวิท มีอาชีพ ขับรถสี่ล้อแดงบังหน้า โดยจะตระเวนขับรถรับ-ส่งผู้โดยสาร พร้อมกับนำยาบ้าไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ต่างๆตามออร์เดอร์ที่ได้รับมา ซึ่งนายโกวิทมีพฤติกรรมค้ายาบ้ามานานแล้ว ก่อนหน้านี้เคยถูกเจ้าหน้าที่บุกจับกุมมาแล้วครั้งหนึ่งแต่รอดไปได้

ขณะที่ปฎิบัติการครั้งนี้ พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า เป็นการกวาดล้างอาชญากรรม-ยาเสพติด สถานบริการในหมู่บ้านและชุมชนเป้าหมายในพื้นที่อำเภอแม่ริม ซึ่งจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อื่นๆด้วย