มาเลเซียเร่งสอบกรณีชายแต่งงานกับเด็กไทยวัย 11 ปี

ทางการมาเลเซียกำลังเร่งสืบสวนกรณีอื้อฉาวการแต่งงานระหว่างชายวัย 41 ปี กับเด็กหญิงชาวไทย วัย 11 ปี

ทางการมาเลเซียกำลังสืบสวนเรื่องการแต่งงานระหว่างชายชาวมาเลเซีย วัย 41 ปี กับเด็กหญิงชาวไทย อายุ 11 ปี ที่สร้างกระแสความไม่พอใจและเรียกร้องให้ยุติการบังคับแต่งงาน

รายงานข่าวระบุว่า ชายคนดังกล่าวคือ นายเจ๊ะ อับดุล การิม เจ๊ะ อับดุล ฮามิด ครูสอนศาสนาและพ่อค้าเศษยางในรัฐกลันตันของมาเลเซีย ที่จัดพิธีแต่งงานอย่างลับๆ กับเด็กหญิง ในฐานะภรรยาคนที่ 3 ของเขาที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาสของไทย เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งข่าวดังกล่าวแพร่กระจายออกไปหลังจากหนึ่งในภรรยาของเขาเข้าแจ้งความกับตำรวจ ข่าวนี้ทำให้รัฐบาลและนักสิทธิมนุษยชนในมาเลเซียรู้สึกตกตะลึง และพยายามยับยั้งการแต่งงานครั้งนี้

มาเลเซียใช้กฎหมายอิสลามสำหรับชาวมุสลิมในประเทศ โดยมีข้อกำหนดว่า ชาวมุสลิมที่อายุต่ำกว่า 16 ปี สามารถสมรสได้ หากได้รับอนุญาตจากดาโต๊ะยุติธรรม หรือตุลาการซึ่งได้รับแต่งตั้งในประเทศมุสลิม เพื่อให้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอิสลาม

ด้านกระทรวงการพัฒนาสตรี ครอบครัวและชุมชนของมาเลเซียเผยว่า ไม่มีหลักฐานว่า ดาโต๊ะยุติธรรมได้อนุมัติการแต่งงานระหว่างหนุ่มใหญ่จากมาเลเซียกับเด็กหญิงชาวไทย

ขณะที่นางวัน อาซีซะห์ อิสมาอิล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสตรี ครอบครัวและชุมชน กล่าวว่า ได้หารือกับสำนักงานอัยการ สำนักงานกิจการด้านศาสนาอิสลามรัฐกลันตัน หน่วยงานด้านกฎหมายอิสลาม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ แล้ว ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยื่นขอหนังสือยินยอมจากฝ่ายชายและเด็กหญิง หรือผู้ปกครองของเด็ก จึงยังไม่มีการอนุญาตให้จัดการสมรส

รองนายกฯ มาเลเซียยังเรียกร้องให้ทุกฝ่าย รวมถึงสื่อมวลชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ให้เวลาเจ้าหน้าที่ได้จัดการปัญหา และไม่เผยแพร่ภาพและข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเด็กหญิง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการสืบสวน

แต่นายเจ๊ะ อับดุล การิม บอกกับสำนักข่าวเบอร์นามา ว่า พิธีสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และอ้างว่าได้รับอนุญาตจากพ่อของเด็กหญิงแล้ว และเขาจะขอจัดการเรื่องการแต่งงานให้ถูกต้องตามกฎหมายเมื่อเด็กหญิงอายุ 16 ปี และในระหว่างนี้ลูกสาวจะยังอยู่กับพ่อและแม่ไปก่อน

เตรียมลากสายสื่อสารเข้าจุดที่พบทีมหมูป่า เพื่อให้ญาติๆ เห็นภาพ

เตรียมลากสายสื่อสารเข้าจุดที่พบทีมหมูป่า เพื่อให้ติดต่อญาติๆ ที่รออยู่ด้านนอกถ้ำหลวง

ตลอดเช้านี้ฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่หน่วยซีล 7 คนเข้าไปดูแลน้องๆ ทั้ง 13 ชีวิต ซึ่งยังไม่ออกมารายงานความคืบหน้าเนื่องจากจุดที่อยู่คือ เนินนมสาว การออกมาหน้าทางเข้าถ้ำต้องใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง  โดยอาหารหลักๆ คือ เพาเวอร์เจล ที่มีคุณสมบัติกินน้อยแต่อยู่ได้นาน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยซีลจะลากสายสื่อสารโทรศัพท์จากกองบัญชาการที่โถง 3 เข้าไปในจุดที่น้องๆ อยู่ เพื่อให้ญาติที่อยู่ด้านนอกถ้ำ บริเวณศูนย์แถลงข่าว สามารถติดติดสื่อสารกับน้องๆ ได้

ส่วนระดับน้ำภายในถ้ำขณะนี้ลดลงอยู่เพียงหัวเข่า แต่จุดที่น้องๆอยู่ระดับน้ำยังคงมีมาก ต้องเร่งระบายน้ำออก และเมื่อสักครู่ นักสำรวจถ้ำชาวอังกฤษ เปิดเผยสั้นๆ ว่า happy and tired

ขอบคุณข้อมูล จส.100

ดีเอสไอ ทำ MOU ร่วมกับสถาบันนิติฯ เพิ่มศักยภาพในการทำงานร่วมกัน

ดีเอสไอ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพิ่มศักยภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ

วันนี้ (3 ก.ค. 61) นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และพันตำรวจเอก ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านอำนวยความยุติธรรม) ได้ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ว่าด้วยความร่วมมือในการปฏิบัติงานเพื่อการป้องกันการปราบปราม การสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดเกี่ยวกับคดีพิเศษ และการให้บริการด้านนิติวิทยาศาสตร์

การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เป็นไปตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 22 และพระราชบัญญัติการให้บริการงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ พ.ศ.2559 มาตรา 5 สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในกลุ่มภารกิจด้านอำนวยความยุติธรรมของกระทรวงยุติธรรม

ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันปฏิบัติงานเพื่อป้องกันปราบปราม สืบสวน และการสอบสวนคดีความผิดทางอาญาที่เป็นคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ซึ่งเป็นคดีอาญาที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศในมิติต่างๆ

ซึ่งการดำเนินการจะเกิดประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้วิทยาการหลายแขนง และใช้กระบวนการทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งต้องมีการตรวจพิสูจน์ที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นมาตรฐาน อีกทั้งจำเป็นต้องมีการพัฒนาด้านองค์ความรู้ บุคลากร และระบบฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันต่อการพัฒนาของอาชญากรรม

โดยบันทึกข้อตกลงนี้ได้กำหนดขอบเขตของความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงาน ครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงระบบข้อมูลระหว่างกัน การสนับสนุนบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ อุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อการป้องกัน การปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนคดีพิเศษ ตลอดจนสนับสนุนและร่วมมือในการศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน อันเป็นการยกระดับการปฏิบัติงานด้านงานคดีพิเศษ และงานให้บริการด้านนิติวิทยาศาสตร์ไปพร้อมกัน