กสร.ย้ำ! นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง อย่างน้อยเดือนละครั้ง

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เผยกฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง 

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยถึง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ว่า ในกรณีที่มีการคำนวณค่าจ้างให้กับลูกจ้างเป็นรายเดือน รายวัน รายชั่วโมง หรือระยะเวลาอื่นที่ไม่เกิน หนึ่งเดือน หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างไม่น้อยกว่า เดือนละ 1 ครั้ง อย่างไรก็ตามถ้านายจ้างและลูกจ้างได้มีการตกลงกันเป็นอย่างอื่นซึ่งเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง เช่น กำหนดให้มีการจ่ายค่าจ้างทุก 15 วัน หรือสัปดาห์ละครั้ง ก็ให้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มว่า สำหรับกรณีที่มีการคำนวณค่าจ้างนอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ให้จ่ายตามกำหนดเวลาที่นายจ้างและลูกจ้างได้ตกลงกัน

กสร.จึงขอให้ นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้อง หากฝ่าฝืนจะมีความผิดโดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายจ้างหรือลูกจ้างที่มีข้อสงสัยสอบถามได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ถึง 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือโทรศัพท์สายด่วน 1506 กด 3

แนะคนใกล้ชิด จับตา 10 สัญญานเตือน! ผู้มีความเสี่ยงอาจฆ่าตัวตาย

กรมสุขภาพจิต ชี้ “ฆ่าตัวตาย” ป้องกันได้ แนะญาติ เพื่อนสนิท จับตา 10 สัญญานเตือน โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีประวัติพยายามฆ่าตัวตายแล้วไม่สำเร็จ

จากกรณีที่มีชายอายุประมาณ 26 ปี กระโดดน้ำฆ่าตัวตายที่สะพานพระราม 8 เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ ( 5 สิงหาคม 2561 ) นั้น นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตได้ประมาณการว่าในปีหนึ่งๆ ในประเทศไทยจะมีผู้พยายามทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย ( Attempt suicide ) ประมาณร้อยละ 0.1 ของผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป หรือปีละประมาณ 53,000 คน

ในจำนวนนี้กระทำการสำเร็จประมาณ 4,000 คน อีกกว่า 40,000 คนที่พยายามทำร้ายตนเองแล้วไม่สำเร็จและมีโอกาสกลับไปทำร้ายตัวเองซ้ำใหม่สูงกว่าคนทั่วไป คนที่พยายามฆ่าตัวตายจัดเป็นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงประเภทหนึ่ง ยังไม่ใช่เป็นคนป่วย ต้องได้รับการช่วยเหลือแก้ไขที่ต้นเหตุ

อย่างไรก็ตามจากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต พบว่า ผู้ที่ทำร้ายตัวเองซ้ำมีโอกาสฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าผู้ที่ทำร้ายตัวเองครั้งแรก โดยหากประเทศไทยสามารถป้องกันการทำร้ายตัวเองซ้ำได้อย่างครอบคลุม จะสามารถลดจำนวนผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จได้มากถึงปีละ 350-400 คน หรือคิดเป็น 0.5 ต่อแสนประชากร กรมสุขภาพจิตจึงเน้นการป้องกันและเฝ้าระวังการทำร้ายตัวเองซ้ำ ในคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นมาตรการและตัวชี้วัดที่สำคัญของกระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบัน โดยตั้งเป้าภายในพ.ศ. 2564 จะลดอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จให้เหลือต่ำกว่า 6 ต่อประชากร 100,000 คน จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.35 ต่อประชากร 100,000 คน

ทางด้านนายแพทย์ณัฐกร จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ และศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ในทางวิชาการถือว่า ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะทำร้ายตนเองคือผู้ที่มีประวัติทำร้ายตัวเองมาก่อน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ครอบครัว ญาติ รวมทั้งเพื่อนสนิทใกล้ชิดของผู้ที่มีประวัติดังกล่าว จะต้องคอยดูแลใกล้ชิด ช่วยประคับประคองจิตใจ หรือพาไปรับการรักษากับแพทย์ เช่นในรายที่มีความเครียดหรือมีอาการซึมเศร้า หากรักษาที่ต้นเหตุได้ ซึ่งมีทั้งการใช้ยารักษาและกระบวนการให้การปรึกษาทางจิตวิทยา เพื่อเปลี่ยนความคิดและมุมมองเกี่ยวกับคุณค่าตัวเองใหม่ ก็จะช่วยได้

ประการสำคัญคือการสังเกตสัญญาณเตือนหรือสัญญาณผู้ที่มีความเสี่ยง ที่บ่งชี้ว่าอาจฆ่าตัวตาย ซึ่งมี 10 สัญญานดังนี้

1. ประสบปัญหาชีวิต เช่นล้มละลาย เป็นหนี้ สูญเสียคนรักกะทันหัน พิการจากอุบัติเหตุ

2. มีพฤติกรรมเปลี่ยนหันมาใช้เหล้าหรือสารเสพติดผิดปกติ

3. มีประวัติคนในครอบครัวเคยฆ่าตัวตาย

4. แยกตัว เก็บตัว พูดจาน้อยลง

5. บ่นนอนไม่หลับเป็นเวลานาน

6. พูดด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล สีหน้าเศร้าหมอง

7.พูดหรือบ่นว่าอยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ซึ่งปัจจุบันมักจะระบายอารมณ์นี้ในโซเซียลมีเดียบ่อยๆ เช่นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรมของตัวเอง

8. มีอารมณ์แปรปรวนผิดหูผิดตา เช่นจากเดิมเคยเศร้าเป็นสบายใจร่าเริงผิดปกติ

9.เคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน

10 .มีการวางแผนเตรียมฆ่าตัวตายไว้ล่วงหน้า เช่นจัดการทรัพย์สิน พูดฝากฝังคนข้างหลัง เป็นต้น

หากพบผู้ที่มีพฤติกรรมและอารมณ์ที่กล่าวมา ขอให้รีบเข้าไปพูดคุย ช่วยเหลือ สอบถามโดยเร็ว อย่าคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ส่วนผู้ที่มีปัญหา อย่าอาย สามารถโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายแพทย์ณัฐกรกล่าวต่อว่า กรณีสื่อมวลชนและคนทั่วไป หากมีคลิปหรือภาพเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ไม่ควรแชร์หรือเผยแพร่อย่างเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของบุคล และป้องกันการเลียนแบบการฆ่าตัวตายซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้

คาดพรุ่งนี้เย็น! น้ำจะเริ่มส่งผลกระทบกับพื้นที่ลุ่มต่ำและริมฝั่งแม่น้ำ จ.เพชรบุรี เตรียมรับมือน้ำ

รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน อธิบดีกรมชลประทานเผย พรุ่งนี้ (7 ส.ค.61) ช่วงเย็นน้ำจะเริ่มส่งผลกระทบกับพื้นที่ลุ่มต่ำและริมฝั่งแม่น้ำ

วันนี้ (6ส.ค.61) พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์การระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ที่ ห้องประชุมที่ทำการโรงไฟฟ้าเขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนแก่งกระจาน อำเภอแก่งกะจาน จังหวัดเพชรบุรี

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำเขื่อนแก่งกระจานในปัจจุบันมีระดับน้ำถึงอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน (Spillway) แล้ว โดยในช่วงสายของวันนี้ (6 ส.ค.61) น้ำได้ค่อยๆ ล้นทางระบายน้ำฉุกเฉิน (spillway) ประมาณ 1 เซนติเมตร คาดว่าจะมีปริมาณน้ำไหลลงสู่ด้านท้ายเขื่อนแก่งกระจานในอัตราประมาณ 200-250 ลบ.ม./วินาที

ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางถึงเขื่อนเพชร 15 ชั่วโมง และอีก 20 ชั่วโมง จึงจะถึงตัวเทศบาลเมืองเพชรบุรี คาดว่าภายในวันพรุ่งนี้ (7 ส.ค.61) ช่วงเย็นน้ำจะเริ่มส่งผลกระทบกับพื้นที่ลุ่มต่ำและริมฝั่งแม่น้ำ ในบางจุดจะมีน้ำล้นตลิ่ง 20-30 ซม. และค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 50-70 ซม. ซึ่งไม่ต่างจากระดับน้ำในปี 2560 มากนัก

สำหรับมาตราการเตรียมการช่วยเหลือในขณะนี้ กรมชลประทานได้ทำการติดตั้งกาลักน้ำเพิ่มอีกจำนวน 10 ชุด รวมของเดิมเป็น 22 ชุด หากติดตั้งแล้วเสร็จจะสามารถระบายน้ำได้รวมกันประมาณ 1.7 ล้าน ลบ.ม/วัน นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ Hydro Flow จำนวน 6 เครื่อง ช่วยระบายน้ำจาก บริเวณทางระบายน้ำล้นฉุกเฉิน (spillway) ได้วันละประมาณ 950,400 ลบ.ม. เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนแก่งกระจาน

ในส่วนของการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 30 และ 44 เครื่องตามลำดับ ขณะนี้ได้ดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จทั้งหมด พร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์น้ำ หากระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีเพิ่มสูงขึ้น ก็พร้อมที่จะเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน และขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านเครื่องจักรกล เพื่อเป็นศูนย์กลางการประสานงานด้านเครื่องจักรกลในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งพร้อมสนับสนุนเครื่องมือ เครื่องจักรในการช่วยเหลือได้ทันที และปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก เรารักชลประทาน