เกษตรกรพะเยาผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนขาย สร้างรายได้ดี

เกษตรกรในพื้นที่ อ.จุน จ.พะเยา ผลิตปุ๋ยจากมูลไส้เดือน ออกจำหน่ายในนามปุ๋ยฟาร์มบ้านสวน สร้างรายได้เป็นอย่างดี

นายโพธ์ รักสัตย์ ชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ที่ 10 บ้านร่องดู่ ตำบลจุน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา พาผู้สื่อข่าวเข้าดูบ่อเลี้ยงไส้เดือน ที่เขาทำไว้กว่า 40 บ่อ เพื่อทำการผลิตปุ๋ยไส้เดือนไว้ใช้และออกจำหน่าย หลังเขาหันมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ เนื่องจากที่ผ่านมาเขาใช้การผลิตการเกษตรแบบใช้สารเคมีจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ จึงได้นำแนวทางการทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทางพระราชดำริมาใช้ และทำการผลิตปุ๋ยใช้เอง จึงได้ทำการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อผลิตเป็นปุ๋ยไส้เดือนมาใช้

โดยนายโพธิ์ เล่าว่า ตนเองทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อยู่โรงพยาบาลอำเภอจุน นอกจากนั้นยังทำการเกษตรด้วย ซึ่งทำการเกษตรแบบทั่วไป และพบเห็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ที่เดินทางมารักษาที่โรงพยาบาลส่วนใหญ่รวมทั้งตนเองด้วยเกิดการเจ็บป่วยซึ่งสาเหตุมาจากเรื่องอาหารการกินที่ไม่ปลอดภัย ตนเองจึงหันมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ และมีการผลิตปุ๋ยใช้เอง

ซึ่งปุ๋ยไส้เดือนก็เป็นปุ๋ยชนิดหนึ่งที่ตนเองสนใจ จึงทำการผลิตเริ่มแรกผลิตเพื่อใช้เอง ต่อมามีคนสนใจ จึงทำการผลิตเพิ่มเพื่อจำหน่าย โดยขณะนี้ตนเองเลี้ยงไส้เดือนเพื่อทำการผลิตปุ๋ยจำนวน 40 วงบ่อ ในแต่ละรอบ 1 อาทิตย์ก็จะสามารถได้ปุ๋ยประมาณ 100-200 กิโลกรัม โดยจะจำหน่ายเป็นถุงๆละ 1 กิโลกรัม ในราคาถุง 35 บาท 3 ถุง 100 บาท และกระสอบใหญ่จะจำหน่ายที่ 500 บาทต่อกระสอบ

ซึ่งไส้เดือนที่นำมาเลี้ยงจะเป็นพันธ์ AF หรือ อเมริกัน ไนคอร์เร้อ ซึ่งเป็นพันธ์ที่กินเก่งและผลิตปุ๋ยได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการผลิตปุ๋ยไส้เดือน ก็จะนำมูลวัวมาหมักประมาณ 1-2 วัน จากนั้นก็จะนำเข้าวงบ่อ และนำแม่พันธ์ไส้เดือนลงใส่ จากนั้นนำอาหารที่เป็นผักใบอ่อนให้ไส้เดือนกิน ไส้เดือนก็จะผลิตปุ๋ยจากมูลไส้เดือนให้ ในระยะเวลาที่ขึ้นอยู่กับจำนวนแม่พันธ์ไส้เดือนที่นำลงไส่ ซึ่งการผลิตปุ๋ยไส้เดือนสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

ครม. อนุมัติร่าง พ.ร.บ.ดิจิทัลไอดี สามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ได้

ครม. อนุมัติร่าง พ.ร.บ.พิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ประชาชนสามารถเปิดบัญชีธนาคารหรือขอสินเชื่อโดยไม่จำเป็นต้องไปแสดงตน

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2561 พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เนื่องจากการทำธุรกรรมหรือการทำนิติกรรมสัญญาหลายประเภทในระบบเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ตัวตน การให้ความยินยอม การลงลายมือชื่อ หรือการแสดงเจตนาของผู้ทำธุรกรรม

ขณะที่ นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เนื่องจากการทำธุรกรรมหรือการทำนิติกรรมสัญญาหลายประเภทในระบบเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ตัวตน การให้ความยินยอม การลงลายมือชื่อ หรือการแสดงเจตนาของผู้ทำธุรกรรมดังกล่าวและในอดีตที่ผ่านมา

การพิสูจน์ตัวตนมักจะให้ผู้ใช้บริการ (ผู้ทำธุรกรรม) ต้องไปแสดงตนต่อผู้ให้บริการ เช่น หน่วยงานราชการ ธนาคารพาณิชย์ โรงพยาบาล เป็นต้น พร้อมส่งเอกสารหลักฐานในการพิสูจน์และยืนยันตัวตน จึงก่อให้เกิดความไม่สะดวก และเป็นภาระต่อผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ประกอบกับประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคอิเล็กทรอนิกส์โดยที่มีการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างแพร่หลาย ดังนั้น หากการพิสูจน์และยืนยันตัวตนสามารถกระทำในรูปแบบดิจิทัลได้ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงเสนอร่างพระราชบัญญัติการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ. Digital ID)

ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่ (1) พัฒนาโครงข่ายระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (โครงข่ายฯ) ที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ (2) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล รวมทั้งกำกับดูแลผู้ให้บริการ และ (3) ยกระดับการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ โดยหน่วยงานของรัฐสามารถใช้ประโยชน์จากโครงข่ายฯ ได้ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่าง พ.ร.บ. Digital ID แล้ว เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561

ร่าง พ.ร.บ. Digital ID เป็นกฎหมายเชิงกำกับดูแล โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลโครงข่ายฯ เพื่อให้กระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลเป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วน และผู้ใช้บริการซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ อำนาจการกำกับดูแลของคณะกรรมการสามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ดังนี้

1) ระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Platform) ซึ่งให้บริการโดยบริษัทผู้ให้บริการระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล โดยคณะกรรมการมีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัท อีกทั้งการจัดตั้งบริษัทยังต้องได้รับความเห็นชอบ รวมถึงใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

2) ระบบทำการแทน (Proxy Server) ซึ่งเป็นการให้บริการระบบทำการแทนแก่ผู้ที่ประสงค์จะเข้าสู่ Platform ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่ไม่มีมาตรฐานทางเทคโนโลยีเพียงพอ เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับ Platform ผ่าน Proxy Server ได้ โดยคณะกรรมการมีอำนาจกำกับดูแลผู้ให้บริการ Proxy Server รวมถึงอำนาจในการพิจารณาอนุญาตการเชื่อมต่อระหว่าง Platform และ Proxy Server หรือสั่งให้หยุดการเชื่อมต่อดังกล่าว

3) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยคณะกรรมการมีอำนาจเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการเข้ารหัสข้อมูล หลักเกณฑ์การส่งผ่านข้อมูลระหว่าง Platform และ Proxy Server รวมถึงอำนาจในการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลหรือพิจารณาคำอุทธรณ์ของผู้ได้รับความเสียหายจากการใช้บริการระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล นอกจากนี้ ยังมีอำนาจกำหนดมาตรฐานในการส่งข้อมูลระหว่างหน่วยงานในโครงข่ายฯ ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลให้ความยินยอมให้ส่งข้อมูลในโครงข่ายฯ

นอกจากบทบัญญัติในเชิงการกำกับดูแลแล้ว ร่าง พ.ร.บ. Digital ID ยังกำหนดกรอบขั้นตอนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไว้อย่างยืดหยุ่น เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. Digital ID ยังเปิดให้หน่วยงานของรัฐเข้าสู่ระบบได้ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเข้า Platform โดยตรง หรือผ่านการใช้บริการ Proxy Server ซึ่งหากหน่วยงานของรัฐประสงค์จะให้บริการ Platform ก็สามารถกระทำได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ออกโดยพระราชกฤษฎีกา

นางสาวกุลยาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพิสูจน์และยืนยันตัวในรูปแบบดิจิทัลจะลดภาระของประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนในฐานะผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการต่าง ๆ ที่ต้องมีการพิสูจน์และยืนยันตัวตนก่อนการใช้บริการ

เช่น ประชาชนจะสามารถเปิดบัญชีธนาคารหรือขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จากเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องไปแสดงตนที่สาขาของธนาคารพาณิชย์

เมื่อได้ดำเนินการพิสูจน์และยืนยันตัวตนและแสดงความจำนงที่จะทำธุรกรรมดังกล่าวกับผู้ให้บริการระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายเป็นการเฉพาะ

ชป. พร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักอีกระลอก หลังอุตุฯ ประกาศเตือน

ชป. พร้อมบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม รับมือสถานการณ์ฝนตกหนักอีกระลอก หลังอุตุฯ ประกาศเตือน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์สภาวะอากาศว่า ในช่วงวันที่ 11 – 12 ก.ย. 61 ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และในช่วงวันที่ 13 – 16 ก.ย. 61 ประเทศไทยบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่

ประกอบกับในช่วงวันที่ 15 – 17 ก.ย. 61 พายุไต้ฝุ่นมังคุด (MUNNGKHUT) จะเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ และมีแนวโน้มเคลื่อนเข้าปกคลุมชายฝั่งด้านตะวันออกของประเทศจีน เกาะไหหลำ และประเทศเวียดนาม ตามลำดับ จะส่งผลกระทบให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสม ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มได้ นั้น

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ

ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 57,591 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 76 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 33,660 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 65 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน สามารถรองรับน้ำได้อีก 18,516 ล้าน ลบ.ม.

เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 16,994 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 68 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 10,298 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำได้อีก 7,877 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน(11 ก.ย. 61) ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มทรงตัว โดยที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านลดลงเหลือ 928 ลบ.ม./วินาที ต่ำกว่าตลิ่ง 5.90 เมตร ก่อนจะไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยา

ซึ่งได้รับน้ำส่วนหนึ่งเข้าระบบชลประทาน ทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ในอัตรารวมกัน 448 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนพระยา เป็นการเพิ่มพื้นที่สำหรับรองรับปริมาณฝนที่จะตกในระยะต่อไป พร้อมกับควบคุมการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ประมาณ 671 ลบ.ม./วินาที สถานการณ์น้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในภาวะปกติ

เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง

กรมชลประทาน ได้กำชับให้โครงการชลประทานทุกแห่งเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด 24 ชั่วโมง พร้อมกับให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพของอ่างฯ และให้สอดคล้องกับสภาพฝนที่เกิดขึ้นจริง โดยอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ที่ได้รับอิทธิพลของพายุพาดผ่าน ยังมีพื้นที่ เพียงพอที่จะสามารถรองรับปริมาณฝนที่จะตกลงมาอีกในระยะต่อไป

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำไว้ตามโครงการชลประทานทั่วประเทศ อาทิ เครื่องสูบน้ำ 1,851 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 317 เครื่อง และอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 2,805 หน่วย ที่พร้อมจะออกปฏิบัติการเข้าไปช่วยประชาชนที่อาจจะประสบกับปัญหาอุทกภัยได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังได้วางแผนบริหารจัดการจราจรน้ำในลำน้ำสายหลักต่างๆ ที่มีส่วนเชื่อมโยงกันตามแผนที่ได้วางไว้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบหรือให้เกิดน้อยที่สุด จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิดด้วย


ข้อมูล  ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ