2 ผู้ร่วมก่อตั้ง ‘อินสตาแกรม’ ประกาศลาออก

2 ผู้ร่วมก่อตั้งแอปพลิเคชันดัง “อินสตาแกรม” ประกาศลาออกจากบริษัท โดยยังไม่ระบุวันที่แน่ชัด

อินสตาแกรม” แอปพลิเคชั่นแบ่งปันรูปภาพและคลิปวิดีโอสั้นชื่อดัง ประกาศว่า นายเควิน ซิสทรอม และนายไมค์ ครีเกอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งอินสตาแกรม ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ และ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค ตามลำดับ

ทั้งคู่ไม่ได้ระบุสาเหตุของการลาออกที่แน่ชัด แต่นายซิสทรอม ระบุในบล็อกโพสต์ของอินสตาแกรมเมื่อวันจันทร์ว่า พวกเขาต้องการปลีกตัวออกจากงานสักพัก และสำรวจ “ความอยากรู้อยากเห็น” และ “ความคิดสร้างสรรค์” ของตนเองอีกครั้งอย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าพวกเขาจะทำงานที่อินสตาแกรมถึงวันใด แต่คาดว่าจะเป็นเร็วๆ นี้

สำหรับ อินสตาแกรม ซึ่งถูกเฟซบุ๊กซื้อกิจการเมื่อปี 2555 ด้วยมูลค่าราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท มีจำนวนผู้ใช้เป็นประจำทุกเดือนมากกว่า 1 พันล้านคน และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ เช่น ข้อความ และวิดีโอขนาดสั้น

การลาออกครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานที่ระบุว่าเกิดความตึงเครียดขึ้นบ่อยครั้งระหว่างผู้ร่วมก่อตั้งอินสตาแกรม และและนายมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊ก ต่อทิศทางการดำเนินงานของอินสตาแกรม และเกิดขึ้นหลังนายยาน คูม ผู้ร่วมก่อตั้ง “วอตซ์แอป” แอปพลิเคชั่นแชท ซึ่งเฟซบุ๊กเข้าซื้อกิจการลาออกเมื่อเดือนพฤษภาคม

นายซักเคอร์เบิร์กระบุในแถลงการณ์ว่า ทั้งสองเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการทำงานกับทั้งสองในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา และเขาสนุกกับมันมาก ขอส่งความปรารถนาดีให้กับทั้งสอง และหวังว่าทั้งคู่จะพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ในอนาคต

ศาลสั่งประหารชีวิต “ไซซะนะ” กับพวกรวม 2 คน คดีค้ายาบ้า

ศาลสั่งประหารชีวิตไซซะนะกับพวกรวม 2 คน ค้ายาบ้า 1 ล้านเม็ด ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิต – ยกฟ้อง 1 คน

ศาลอาญารัชดา อ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายไซซะนะ แก้วพิมพา  นายชุมพร พนมไพร และนายรัชพล หรือกิมเล้ง รัฐสพลพกรณ์ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด  ร่วมกันมียาบ้า ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ไซซะนะ พ่อค้ายาเสพติดชาวลาว

กรณีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 – 30 ธันวาคม 2559 จำเลยทั้ง 3 คน ร่วมกันมียาบ้า 3,381,400 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

โดยแบ่งฟ้องยาเสพติดเป็น 2 ส่วน คือ 2,381,400 เม็ดและ 1 ล้านเม็ด ศาลพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในส่วนแรก พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด

แต่ในส่วนของยาเสพติด 1 ล้านเม็ด การนำสืบของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่านายไซซะนะ เป็นผู้สั่งการเป็นผู้ว่าจ้างให้มีการลำเลียงยาบ้า และนายชุมพรเป็นผู้นำยาบ้ามาซุกซ่อนในรถกระบะ เตรียมลำเลียงส่งผู้ค้าในประเทศไทย สมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามฟ้อง พิพากษาให้ประหารชีวิต แต่ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุกตลอดชีวิต

ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนเงินจากการค้ายาเสพติด พยานหลักฐานไม่สามารถนำสืบได้ว่าเกี่ยวข้องกับการรับเงินที่ได้จากยาเสพติดสำนวนฟ้องนี้

คืบหน้า ผู้ปกครองร้องปวีณา ลูกสาวถูกลวนลาม ถ่ายภาพอนาจารในห้องน้ำ แต่กลับถูกโรงเรียนไล่ออก

รองผอ.โรงเรียน ชี้แจงไม่มีการไล่นักเรียนออก หลังแม่ร้องมูลนิธิปวีณาช่วย ทั้งๆ ที่ลูกสาวถูกถ่ายอนาจารในห้องน้ำ

จากกรณีที่วานนี้ 25 กันยายน 2561 น.ส.เอ (นามสมมุติ) มารดาของเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่ง ของโรงเรียนมัธยมในพื้นที่ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ได้เข้าขอความเป็นธรรมต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิ ปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี

หลังลูกสาวถูกกลุ่มนักเรียนชาย 2 คน ปีนเข้าไปในห้องน้ำผู้หญิงของโรงเรียน และมีการขอร่วมเพศกับลูกสาว มีถุงยางอนามัยพร้อมใช้ และยังมีนักเรียนชายอีกจำนวน 2 คน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นเดียวกันถ่ายคลิปวิดีโอไว้

อนาจาร, ข่าวจังหวัดปทุมธานี, ข่าวขืมขืน, ข่าวสดวันนี้

ซึ่งโชคดีมากที่มีกลุ่มนักเรียนหญิงอีกกลุ่มเข้ามาเคาะประตูห้องน้ำ จึงเข้ามาช่วยลูกสาวตนเองไว้ได้ทัน หลังเกิดเหตุโรงเรียนได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ไล่นักเรียนชายออกไปแล้ว

ก่อนให้ลูกสาวของตนเรียนต่อได้ถึงสิ้นเทอมนี้จากนั้นให้ออกจากโรงเรียนเช่นกัน  ตนเองจึงมาร้องขอความเป็นธรรม และให้กระทรวงศึกษาได้ทราบข้อมูลรายละเอียดตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

วันนี้ 26 กันยายน 2561 ผู้สื่อข่าว MThai ได้เดินทางไปที่โรงเรียนดังกล่าวเพื่อสอบถามถึงข้อเท็จจริง โดยพบว่าคณะผู้บริหารกำลังประชุมเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงเหตุที่เกิดขึ้นอย่างเคร่งเครียด

ก่อนที่ รอง ผอ.โรงเรียนดังกล่าว จะออกมาชี้แจงว่า หลังเกิดเหตุทางโรงเรียนได้เชิญผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยและทราบข้อมูล ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างรับทราบข้อมูลซึ่งกันและกัน หลังจากที่ตนเองทราบข่าวเมื่อวานนี้ก็รู้สึกตกใจ

ปกติโรงเรียนมีการจัดครูเวรและสารวัตรนักเรียนที่ร่วมสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียนในสถานที่ต่างๆ มีการกำชับและประกาศถึงการใช้ห้องน้ำ ให้นักเรียนพาเพื่อนไปด้วยเพื่อเป็นการป้องกันอันตราย

ซึ่งโรงเรียนก็มีการเฝ้าระวังอยู่ และไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ ที่ผ่านมาโรงเรียนได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงหาประจักษ์พยานต่างๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ โดยนักเรียนชายที่ก่อเหตุ ขอความอนุเคราะห์จากผู้ปกครองที่จะย้ายบุตรออกเนื่องจากมีเหตุอื่นด้วยก่อนหน้านี้

ซึ่งผู้ปกครองก็ยินดีที่จะย้ายนักเรียนออก ไม่ได้เป็นการไล่ออก สำหรับนักเรียนหญิงอยู่ในช่วงประชุมคณะกรรมการได้เรียนต่อ ซึ่งทางโรงเรียนไม่มีนโยบายการไล่ออกแต่อย่างใด ขณะเดียวกันได้มีการแยกโซนห้องน้ำนักเรียนใหม่ โดยให้ทั้งห้องน้ำชาย และหญิงอยู่คนละฝั่งกันไม่ให้อยู่ติดกัน เพื่อเป็นการป้องกันความปลอดภัยและไม่ให้มีการเกิดเรื่องขึ้นอีก