ด่วน!! เพิกถอนใบอนุญาต ผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุง เรนเจอร์ สเก้าท์ และ อาท พลัส

อย. เพิกถอนทะเบียนและใบอนุญาต ผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุง เรนเจอร์ สเก้าท์ และผลิตภัณฑ์ อาท พลัส ยาจุดกันยุง 1 หลังพบสารที่ใช้ เป็นสารที่ อย. ยังไม่เคยรับขึ้นทะเบียนมาก่อน

เภสัชกร สมชาย ปรีชาทวีกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนและใบอนุญาตผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุง เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ที่ผ่านมาโดยตรวจพบผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุง เรนเจอร์ สเก้าท์ ทะเบียนเลขที่ 537/2555 ใบอนุญาตนำเข้าวัตถุอันตรายเลขที่ 126/2555 ใบอนุญาตส่งออกวัตถุอันตรายเลขที่ 8/2558

และผลิตภัณฑ์อาท พลัส ยาจุดกันยุง 1 ทะเบียนเลขที่ 9/2558 ใบอนุญาตนำเข้าวัตถุอันตรายเลขที่ 2/2558 (ปัจจุบันหมดอายุแล้ว) ใบอนุญาตส่งออกวัตถุอันตรายเลขที่ 74/2559 นำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดย บริษัท ธนัทกร อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผลการตรวจไม่พบสารสำคัญ d-Allethrin ตามที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้

นอกจากนี้ ยังตรวจพบสาร Bioallethrin สาร Meperfluthrin และสาร Heptafluthrin ซึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ สำหรับสาร Meperfluthrin และสาร Heptafluthrin เป็นสารที่ อย. ไม่เคยรับขึ้นทะเบียนมาก่อน ประกอบกับองค์การอนามัยโลกยังไม่มีการบรรจุสารนี้ในรายชื่อให้ใช้ได้ในการกำจัดและไล่แมลง โดยไม่มีการศึกษาปริมาณการใช้ที่เหมาะสม และสารนี้ยัง ไม่ผ่านการประเมินด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ความเหมาะสมของอัตราการใช้ สำหรับคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้

ซึ่งสารทั้ง 3 ชนิดนี้จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ต้องขึ้นทะเบียนก่อนนำเข้า เมื่อได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนแล้วจึงออกใบอนุญาตนำเข้าได้ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่พบสารสำคัญตามที่ขึ้นทะเบียน แต่กลับพบสารอื่นที่ อย.ไม่เคยรับขึ้นทะเบียนมาก่อนเข้าข่ายเป็นสิ่งที่ทำเทียมวัตถุอันตรายแท้ทั้งหมดหรือบางส่วน และจัดเป็นวัตถุอันตรายปลอม

ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค อย.จึงได้เพิกถอนทะเบียนและใบอนุญาตผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุงดังกล่าว ตามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่ 478/2561 ลงวันที่ 21 กันยายน 2561

จึงขอให้ผู้นำเข้าเรียกเก็บคืนผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุง เรนเจอร์ สเก้าท์ และผลิตภัณฑ์ อาท พลัส ยาจุด กันยุง 1 จากผู้มีไว้ในครอบครอง และรวบรวมส่งคืนไปยังประเทศผู้ผลิต หรือหากไม่ประสงค์คืนไปยังประเทศผู้ผลิตให้แจ้ง อย. ทราบเพื่อควบคุมการทำลาย สำหรับผู้ขายให้คืนผู้ที่ตนซื้อมา หรือขายคืนให้กับผู้นำเข้าสำหรับผู้บริโภคไม่ควรใช้และห้ามส่งมอบต่อให้บุคคลอื่นเพื่อใช้จุดกันยุง

เปิดกฎหมาย ห้ามจับ-ฆ่า ‘ฉลามวาฬ’ มีโทษปรับสูงสุด 3 ล้านบาท

จากกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโซเชียลมีเดีย ภายหลังมีการเผยแพร่คลิปความยาว 1.17 นาที โดยเผยให้เห็นภาพของแก๊งเจ็ตสกีประมาณ 3-5 คน ได้เข้าไปลูบ-จับตัวและนั่งขี่หลัง ‘ฉลามวาฬ’ อย่างสนุกสนาน

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ถือว่าเป็นความผิดทางกฎหมายในการคุ้มครองฉลามวาฬ หากจับหรือนำขึ้นเรือจะมีโทษปรับตั้งแต่ 3 แสน ถึง 3 ล้านบาท โดยฉลามวาฬ ถือเป็นสัตว์คุ้มครองตามกฎหมาย พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

นอกจากนี้ ยังเป็นสัตว์ห้ามทำการประมง ตามประกาศห้ามทำการประมง พ.ศ.2559 ซึ่งห้ามจับ หรือนำขึ้นเรือ หากฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย ปรับตั้งแต่ 3 แสนบาท ถึง 3 ล้านบาท หรือปรับมูลค่า 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่จับ หรือนำขึ้นเรือประมง แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะสูงกว่ากัน

โดยที่ผ่านมากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ยังเคยออกมาเตือนนักท่องเที่ยวและนักดำน้ำ อย่าเข้าใกล้ฉลามวาฬ เนื่องจากจะทำให้ฉลาม ตกใจ และอาจจะทำร้ายได้ รวมทั้งอาจจะไปทำให้พฤติกรรมของสัตว์เปลี่ยนแปลงไปได้

สำหรับ ฉลามวาฬ ถือว่าเป็นสัตว์น้ำมีสภาพใกล้สูญพันธุ์ ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้เสนอให้ ฉลามวาฬ เป็นสัตว์สงวนชนิดใหม่ ลำดับที่ 18 ของไทย จึงอยากฝากเตือนถึงนักท่องเที่ยวที่จะไปดำน้ำตามจุดดำน้ำต่างๆ ในพื้นที่ทะเลชุมพรและพื้นในทะเล บริเวณเกาะเต่า สุราษฎร์ธานี หากพบ ฉลามวาฬ ให้หลีกเลี่ยง และไม่เข้าไปสัมผัสตัว

รถยนต์เก๋ง เสียหลักตกลงไปในคลอง พบผู้เสียชีวิต 1 ราย

รถยนต์เก๋งเสียหลักตกลงไปในคลองที่ จ.พัทลุง รถจมอยู่ในน้ำครึ่งคัน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย

วันที่ 26 กันยายน 2561 ศูนย์วิทยุกู้ภัยพัทลุงได้รับแจ้งจากพลเมืองดี พบรถยนต์เก๋งเสียหลักตกลงไปในคลอง สถานที่เกิดเหตุ ใกล้สะพานตัวยู ฝั่งตะวันตก ถนนผดุงดอนยอ ชุมชนสวนหลวง อ.เมือง จ.พัทลุง

จากนั้นทางศูนย์วิทยุกู้ภัยพัทลุง สั่งการรถกู้ชีพ07 เจ้าหน้าที่ อาสาสมัครกู้ภัย ออกตรวจสอบที่เกิดเหตุร่วมเข้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทลุง ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งจมอยู่ในน้ำครึ่งคัน หน้ากระโปรงรถด้านหน้าพบผู้เสียชีวิต เพศชาย 1 ราย นอนอยู่ ทราบชื่อต่อมา นายชัชรินทร์ จงหวัง อายุ29ปี ภูมิลำเนา ต.ชุมพล อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก กู้ภัยพัทลุง