ภาพว่อน! ภูเขาขยะโผล่ จ.กระบี่ แถมมีหมาบ้าน 500 ตัว กลายร่างเป็นหมาป่ายึดเป็นที่อยู่

หม่อมโจ้ โพสต์เหน็บเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนยอดเยี่ยมของประเทศ แต่กลับมีภาพภูเขาขยะสูงกว่า 3 ชั้น  ก่อนแฉเป็นวิธีการให้ได้มาซึ่งโรงไฟฟ้าขยะของบางหน่วยงานใน จ.กระบี่ จี้คนเกี่ยวข้องชี้แจง เพื่อหาทางออก

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊ก  รุ่งคุณ กิติยากร ซึ่งเป็นของ ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร หรือที่รู้จักกันในนาม หม่อมโจ้ ได้มีการโพสต์ภาพและข้อความเปิดเผยว่า ขณะนี้ ที่ จ.กระบี่ ได้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการกำจัดขยะ จนทำให้เกิดภูเขาขยะ สร้างมลพิษทั้งทางน้ำ อากาศ  รวมถึงทางเสียงให้กับประชาชนในพื้นที่บ้านในช่อง อ.เมือง จ.กระบี่

เนื่องจากมีคนนำสุนัขมาปล่อย จนเกิดเป็นฝูงสุนัขจรจัดอาศัยอยู่บริเวณภูเขาขยะกว่า  500 ตัว โดยข้อความดังกล่าวระบุว่า  จากการไปครั้งล่าสุด ผมได้เห็นอีกมุมหนึ่ง ที่ไม่สวยงามเหมือนส่วนอื่นของกระบี่ เป็นมุมที่ไม่คาดคิดว่าจะมี เรียกได้ว่าเป็น Unseen Thailand อันแปลกตาน่าพิศวงยิ่งนัก

น้ำเปลี่ยนสี ที่บ้านในช่อง ต. ทับปริก อ.เมือง จ.กระบี่ หลังน้ำบางส่วนมาจากภูเขาขยะ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบเชิงเขา

เพียงด้วยการเดินทะลุป่ามาจาก ‘หมู่บ้านในช่อง’ เพียง 100 เมตร สิ่งที่เห็นคือ พื้นที่นับร้อยไร่ ได้กลายเป็นแหล่งทิ้งขยะจากทั่วสารทิศรวมเจ็ดแสนตัน โดยไม่ใช่การฝังกลบ แต่เป็นการกองพูนกันโดยไม่มีการคัดแยก สูงเท่าตึก 3 ชั้น จนกลายเป็นภูเขาขยะ

แม้บางส่วนจะดูเหมือนเป็นป่าที่มีต้นไม้ใหญ่ไปแล้ว เมื่อเข้าไปดูอย่างใกล้ชิด มันก็คือป่าที่เกิดขึ้นบนกองขยะ โดย สามารถเห็นว่า น้ำทั้งหมดที่ไหลออกมาจากนั้น ก็คือน้ำที่กรองมาผ่านกองขยะนั่นเอง

ทั้งหมดนี้ ได้ทำให้บ่อน้ำ ที่เคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวผักผ่อนหย่อนใจ กลายเป็นบ่อน้ำเน่า ทำให้น้ำจากใต้ดินที่ชาวบ้านสูบมาใช้สอย ไม่สามารถใช้ได้ กลายเป็นพิษ (ซึ่งทางเจ้าหน้าที่บอกว่าน่าจะมาจากสาเหตุที่ชาวบ้านใช้น้ำยาล้างจานมากเกินไป 555) และยังได้ส่งผลให้ชาวบ้านต้องทนอยู่กับกลิ่นเห็นที่โชยมาตลอด โดย ‘ฝนตกก็เหม็นกลิ่นหนึ่ง แดดออกก็เหม็นอีกกลิ่น’

ภูเขาขยะ, หม่อมโจ้, ข่าวจังหวัดกระบี่, ข่าวสดวันนี้
ภูเขาขยะ

มากไปกว่านั้น จุดนี้เป็นแหล่งต้นน้ำ ที่เดิมทีเป็นหนองที่มีน้ำพุด โดยน้ำจากจุดนี้ไหลลงไปเหล่งน้ำดิบ โดยในปัจจุบันได้มีการนำมาทำน้ำประปาของคนในเมือง

เพียงเท่านี้ยังไม่พอ ยังได้มีการนำสุนัขจรจัดมาปล่อยอย่างต่อเนื่อง ให้อยู่กินกับกองขยะ ซึ่งได้ก่อตัวเป็นหลากหลายกก จนกลายเป็นหมาป่า ยึดครองเขาที่ติดกับกองขยะนั้น

โดยจากคำบอกกล่าว รวมแล้วมีประมาณ 500 ตัว โดยไม่มีการควบคุมโรค ส่งเสียงเห่าหอนทั้งวันทั้งคืน ที่มักลงมาล่าสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน ไม่ว่าจะ ไก่ แพะ หรือ ลูกวัว เป็นประจำ และเพื่อประทังชีพ ก็ต้องยกพวกสู้กับฝูงลิงในเขา ‘ถ้าหมาชนะ หมาก็ได้กินลิง ถ้าลิงชนะ ลิงก็ได้กินหมา’

ทั้งหมด เป็นที่น่าพิศวงเป็นอย่างยิ่ง และที่ไม่น่าเชื่อมากไปกว่านั้น คือ เทศบาลนี้ได้รับรางวัลพระราชทาน ชนะเลิศ เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับประเทศ ประจำปี 2558

…………

เรื่องที่กำลังจะแดง ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังร้อนตัว

(1) สถานที่เป็นแหล่งต้นน้ำ มีหนองมีน้ำผุด ไหลลงไปแหล่งน้ำดิบ แม้ ณ เวลาที่เริ่ม จะไม่ได้ใช่แหล่งนั้นทำน้ำประปา ก็ไม่เหมาะสมสำหรับเป็นสถานที่ฝังขยะอยู่แล้ว โดยเป็นที่ถูกตั้งข้อสงสัย เกี่ยวกับผลประโยชน์ในการขายที่ดินแปลงนั้นให้กับเทศบาล

(2) ตามสัญญาประชาคมที่ได้ทำกับชาวบ้านของหมู่บ้านในช่อง ขยะที่จะนำมาตรงนั้นจะต้องมีการคัดแยก ฝังกลบเป็นชั้นชั้น และจะต้องเป็นขยะเฉพาะจาก 3 ตำบลใกล้เคียงแค่นั้น แต่เมื่อมีการดำเนินไปสักพัก ได้มีการนำขยะจากสารทิศรวมถึงเกาะต่าง ๆ มาทิ้งตรงนี้หมด โดยไม่มีการคัดแยก และไม่ได้เป็นไปในลักษณะฝังกลบ แต่เป็นไปในลักษณะของการกองรวมมิตรจนเป็นภูเขาขยะ

(3) แม้จะได้มีการร้องเรียนมานับทศวรรษ แต่ไม่ได้มีการแก้ไข ตรงกันข้าม มีการกลบเรื่องไว้ โทษชาวบ้านว่าเป็นต้นเหตุ

(4) การได้รางวัลพระราชทาน ชนะเลิศ เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับประเทศ ทั้งที่ความจริงคือตรงกันข้าม ได้แก่ความมักง่ายอย่างยอดแย่ ทั้งผู้เสนอและผู้พิจารณาที่ได้กระทำการหลอกลวง ย่อมได้ร่วมกันก่อความเสื่อมเสียให้แก่สถาบัน เพื่อผลประโยชน์อื่น

…….

สิ่งหลายคนในพื้นที่ได้ตั้งข้อสงสัยมานานว่า ที่ได้กระทำอย่างนี้กันมา ก็เพื่อที่จะสร้างเงื่อนไขในการสร้างโรงไฟฟ้าขยะตรงนั้น ซึ่งอาจมีผลประโยชน์มหาศาล โดยลำพังขยะราคาตันละ 400 บาท สะสมไว้จนได้ 7 แสนตันในตัวมันเองก็ไม่ได้น้อยเลย ซึ่งในปัจจุบันก็เริ่มจะมีการพูดถึงแผนการตรงนี้ตามคาด

แม้จะเป็นการสมควรที่จะต้องทำลายขยะนั้นโดยการนำไปเผาในโรงไฟฟ้าก็ตาม การจะตั้งโรงไฟฟ้าขยะตรงนั้น ไม่ว่าจะด้วยประการใด เป็นทำเลที่ไม่เหมาะสม ที่มีแต่จะทำให้ปัญหาหนักไปกว่าเดิมในทุกทุกด้าน โดยเฉพาะเมื่อความสามารถในการจัดการของผู้รับผิดชอบนั้นเป็นอย่างที่เห็น

การแยกขยะส่งไปขายให้โรงไฟฟ้าขยะของอุตสาหกรรม เช่น ปูนซีเมนต์ ที่มีอยู่ในทำเลที่ไม่กระทบใคร จึงเป็นทางออกที่ควรพิจารณาและเร่งดำเนินการโดยด่วน

น่าเสียดาย ที่ระหว่างที่หลายหลายกลุ่มกำลังจับมือกัน เพื่อพลักดันโครงการเพื่อสร้างความก้าวหน้าทางสิ่งแวดล้อมให้แก่จังหวัด เช่น ‘Krabee Go Green’ ที่เพิ่งได้แพร่ขยายมาเป็น ‘Andaman Go Green’ กลับมีกลุ่มคนที่ไร้จุดประสงค์ในการพัฒนา มาทำลาย ถ่วงความก้าวหน้าของเมืองตัวเองเช่นนี้

……..

กับ Akradej Chakjinda


ภาพ และข้อความข่าวจาก รุ่งคุณ กิติยากร

ไอเดียทำเงิน พวงหรีดเครื่องใช้ไฟฟ้า ลดขยะใช้งานได้จริง

ไอเดียทำเงิน พวงหรีดเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งสวยงาม ลดภาระของวัดในการกำจัดขยะ และสามารถนำไปใช้งานได้จริง

วันที่ 26 กันยายน 2561 ที่ร้านไทยกันเองหีบศพ ตลาดอมรมาร์เก็ต หมู่ที่ 6 ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่งมีคุณจรรยา ปัญญาไพศาลกิจ หรือ คุณหยก สาวสวยอายุ 38 ปี เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งที่แห่งนี้มีสินค้าที่น่าสนใจเป็นที่ฮือฮาของลูกค้าในละแวกนี้ ก็คือไอเดียในการนำเอาเครื่องครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้ามาทำเป็นพวงหรีด ที่มีทั้งความสวยงามและสามารถนำไปใช้งานได้จริง

โดย คุณหยก เล่าให้ฟังว่า ไอเดียนี้เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ที่สังเกตุว่าตามงานศพจะมีพวงหรีดที่ทำจากดอกไม้สดจำนวนมาก ซึ่งสร้างภาระของวัดในการกำจัดขยะหลังงานศพ และแต่ละพวงก็มีราคาสูง แต่ใช้งานเพียงแค่เอามาตั้งโชว์ ซึ่งดูจะไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป

จึงมาคิดว่าอะไรบ้างที่เอามาทำพวงหรีดแล้วทางวัดยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก จึงเริ่มนำเอาเครื่องครัวทั้งจาน ช้อน ถ้วย ชาม มาทำพวงหรีด เพราะสิ่งของเหล่านี้หลังงานศพทางวัดยังนำมาใช้งานได้ และพวงหรีดเครื่องครัวก็ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าดีมาก

ต่อมาจึงต่อยอดนำเครื่องใช้ไฟฟ้ามาใส่ในพวงหรีดบ้าง แรกๆ ก็เป็นพัดลม ซึ่งลูกค้าก็ชื่นชอบอย่างมากเช่นกัน จึงขยายประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเพิ่มเอากาน้ำร้อน เครื่องปั่นอาหาร นาฬิกา หรือแม้กระทั่งหม้อหุงข้าวขนาดใหญ่สำหรับโรงครัว ซึ่งก็มีลูกค้าสั่งทำเช่นกัน

ด้านราคาของพวงหรีดเครื่องครัว-เครื่องใช้ไฟฟ้าของคุณหยก จะมีราคาขายตั้งแต่ 590-3,500 บาท และแบบสั่งทำพิเศษราคาก็จะคิดตามราคาสินค้าที่เลือกใช้ ซึ่งใครที่จะนำไอเดียของคุณหยกไปประยุกต์ใช้ เธอเองก็บอกว่าไม่หวง หรือจะมาชมงานที่ร้านของเธอก็ยินดีให้คำปรึกษา

องค์การเภสัชกรรม รับมอบกัญชา 100 กิโลกรัม นำไปศึกษาวิจัยทางการแพทย์

กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด มอบกัญชา 100 กิโลกรัม นำไปศึกษาวิจัยทางการแพทย์

องค์การเภสัชกรรม รับมอบกัญชา 100 กิโลกรัม จากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อนำไปศึกษาวิจัยทางการแพทย์ นับเป็นครั้งแรกของการส่งมอบนอกรอบเวลาปกติ ที่กัญชาของกลางจะถูกนำไปเผาทำลายปีละ 1 ครั้ง ในวันยาเสพติดโลก 26 มิถุนายน ของทุกปี

วางเป้าหมายพัฒนากัญชาของกลาง 100 กิโลกรัม เป็นสารสกัดเข้มข้น 10-15 ลิตร แล้วนำมาเจือจางเป็นน้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้น จำนวน 18,000 ขวด โดยจะดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จภายในเดือนธันวาคมเพื่อใช้ในวงการแพทย์ เช่นรักษาอาการแพ้คีโม ล้มชัก ประสาทอักเสบ ปวดรุนแรง และมีแนวคิดพัฒนาสายพันธ์กัญชาให้มีคุณภาพ พร้อมเตรียมปรับปรุงพื้นที่ภายในองค์การเภสัชกรรม เพาะปลูกกัญชา 2 สายพันธ์ เพื่อเดินหน้าต่อในระดับอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ แผนดังกล่าวเป็นการดำเนินงานโดยไม่รอกฎหมาย ที่ตั้งความหวังว่าจะมีการปลดล็อคใช้กัญชาเพื่อใช้รักษาโรคทางการแพทย์ได้ภายในปี 2562