ภาพหมอภาคย์- เด็กๆ ทีมหมูป่า กลับเข้าถ้ำหลวง ขนอุปกรณ์ช่วยชีวิตออกจากถ้ำ

หน่วยซีล พร้อมทหาร และเจ้าหน้าที่ 110 นาย ขนอุปกรณ์ช่วยชีวิต 13 หมูป่าออกจากถ้ำหลวง ด้าน โค้ชเอก พาเด็ก ๆ ช่วยด้วย เผยแม้ช่วยไม่ได้มาก แต่ขอส่งกำลังใจให้ทุกคน

วานนี้ (20 มี.ค. 2562) เพจ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 เชียงใหม่ ได้มีการโพสต์ข้อความรายงานถึงความคืบหน้าการเข้าเก็บกู้อุปกรณ์ช่วยชีวิต อาทิ  อุปกรณ์สื่อสาร หลอดไฟฟ้า สายไฟฟ้า ถังอ๊อกซิเจน เชือก ฯลฯ  ออกจากถ้ำหลวงของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ หรือหน่วยชีล ระหว่างวันที่ 18-20 มี.ค. หลังนำไปช่วยกู้ชีพ 13 หมูป่าติดถ้ำหลวงเมื่อช่วงกลางปี 2561 ที่ผ่านมา โดยเผยว่า

ขณะนี้การขนย้ายอุปกรณ์ดังกล่าว ได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  แต่ยังมีอุปกรณ์ขนาดใหญ่จำพวกเครื่องสูบน้ำ และถังอ๊อกซิเจนบางส่วนที่ยังนำออกมาไม่ได้ คงต้องใช้เวลาปฏิบัติภารกิจในรอบที่ 2 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 26-29 มีนาคมนี้ แต่ในภารกิจครั้งนั้นจะเป็นหน้าที่ของพลเรือน โดยจะไม่มีหน่วยซีลเข้าไปนำร่องเหมือนที่ผ่านมาอีก

อย่างไรก็ดีในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ โค้ชเอก หรือนายเอกพล จันทะวงษ์ ซึ่งเป็น 1 ในผู้ประสบเหตุติดอยู่ในถ้ำหลวง ได้โพสต์ภาพของตัวเอง  ผ่านเพจ เอกพล จันทะวงษ์ พร้อมกับเด็กๆ จากทีมหมูป่าที่ประสบเหตุร่วมกัน พากันเข้าไปในถ้ำหลวงอีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือหน่วยซีลและเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ในการขนย้ายอุปกรณ์ช่วยชีวิตดังกล่าวออกมาจากถ้ำ

พร้อมมีข้อความระบุว่า ถึงจะช่วยอะไรได้ไม่มาก…..แต่ขอส่งกำลังใจให้พี่ๆทุกๆคนครับ @ วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย  โดยภาพได้เผยให้เห็นว่าโค้ชเอก และน้องๆ ช่วยกันคนละคนมือในการแบกถังอ๊อกซิเจนออกมาจากถ้ำ

ขณะที่เพจ ภาคย์ โลหารชุนซึ่งเป็นเฟซบุ๊กของ พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน ผู้บังคับกองพันเสนารักษ์ที่ 3 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ และ นักทำลายใต้น้ำจู่โจม หรือ หน่วยซีล ที่เข้าไปอยู่ดูแลน้องๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมี่อยู่ภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อครั้งเกิดเหตุ ได้มีการโพสต์ภาพและคลิปในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าว

โดยหมอภาคย์ ได้บอกเล่าพร้อมชี้จุดความยากลำบากที่สุด ในการดำน้ำเข้าไปช่วยชีวิตของน้องๆ ครั้งนั้น  ซึ่งหมอภาคน์ เผยว่าจุดดังกล่าวแคบมากและเกือบเอาชีวิตเพราะถูกกระเป๋ากู้ชีพและสายอ๊อกซิเจนรัดคอ กว่าจะแก้ได้ก็ใช้เวลานานทำเอาใจหายใจคว่ำเลยทีเดียว

ภาพ/คลิป จาก ภาคย์ โลหารชุน, เอกพล จันทะวงษ์, สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 เชียงใหม่

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง ‘เอ๋ ชนม์สวัสดิ์’ คดีจัดเก็บขยะเมืองปากน้ำ

วันนี้ (21 มี.ค. 62) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซ.สีคาม ถ.นครไชยศรี นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม หรือ เอ๋ อายุ 50 ปี อดีตนายกเทศบาลนครสมุทรปราการ และนางบารนี เลิศไพศาล อายุ 66 ปี อดีตปลัดเทศบาลนครสมุทรปราการ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์สินใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล

จากกรณีที่จำเลยทั้งสอง ร่วมกันว่าจ้าง บริษัทเอกชน เพื่อดำเนินการเก็บขนขยะมูลฝอยและกวาดถนนในพื้นที่เทศบาลนครสมุทรปราการ โดยให้ผู้รับจ้างเข้าดำเนินการตามสัญญาจ้างเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. 2546 รวมระยะเวลา 5 ปีติดต่อกัน โดยรับเงินค่าจ้างรายเดือน เดือนละ 2,145,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 128,700,000 บาท ซึ่งการกำหนดรับเงินลักษณะนี้ ถือเป็นการก่อหนี้ผูกพันงบเกินกว่า 1 ปีงบประมาณโดยมิชอบ เนื่องจากขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2541 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2543 ข้อ 38 เนื่องจากมิใช่เป็นโครงการประเภทที่ดินและสิ่งก่อสร้าง และมิได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งคดีนี้ ศาลชั้นต้น พิเคราะห์แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 21 มี.ค.61 ต่อมาอัยการโจทย์ยื่นอุทธรณ์

ซึ่งวันนี้ นายชนม์สวัสดิ์ ได้เดินทางมาถึงศาลตั้งแต่ 09.00 น. ด้วยสีหน้าเรียบเฉยพร้อมฟังคำพิพากษา ขณะที่เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว สรุปว่าศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนคดีและพยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า การที่จำเลยทั้ง 2 ทำความเห็นเกี่ยวกับข้อพิพาทในคดีนั้น ยังมองไม่เห็นเจตนาแฝงและยังฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาจงใจ ที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบฯ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยมานั้น ศาลอุธรณ์ฯ เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ Policenews

ผบช.ภ.9 ลงพื้นที่เร่งคลี่คลายคดียิง ‘ร.ต.อ วัชรินทร์’

บัญชาการตำรวจภูธรภาค9 ลงพื้นที่เร่งตามคดียิงร.ต.อ.วัชรินทร์ เผยวาง 3 แนวทางคลี่คลายคดี ทั้งที่เกิดเหตุ หาสาเหตุ และหาข่าวกลุ่มคนร้าย พบมีประเด็นที่เป็นสาเหตุให้ถูกยิงหลายเรื่องและมีผู้เกี่ยวข้องหลายคน

ความคืบหน้าคดียิง ร.ต.อ.วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ อดีตรองสารวัตรกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจ.สงขลา ซึ่งถูกคนร้ายขับรถเก๋งตามประกบยิงขณะขับรถเก๋งมาจอดหน้าบ้านพักที่ต.เขารูปช้าง อ.เมืองสงขลา เมื่อวันที่19มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ตำรวจยังคงเร่งสืบสวนหาสาเหตุและไล่ล่าคนร้ายและเริ่มชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะรถที่คนร้ายขับก่อเหตุซึ่งเป็นรถเก๋งนิสสันอัลเมร่าสีดำโดยทางชุดสืบสวนกำลังแกะรอยเส้นทางหลบหนี

ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าของวันนี้(21มี.ค.) พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค9 พร้อมตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน ได้เดินทางลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณบ้านพักของ ร.ต.อ.วัชรินทร์ ย่านถนนประสานมิตรซอย2 ต.เขารูปช้าง อ.เมืองสงขลา เพื่อดูลักษณะการก่อเหตุของคนร้ายและพูดคุยสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นต่างๆจากญาติ

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค9 ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีนี้ว่า ได้วางแนวทางการสอบสวนไว้3 แนวทางคือ เริ่มจากที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดที่คนร้ายก่อเหตุซึ่งมีความคืบหน้าไปพอสมควร และสองต้องเร่งหาสาเหตุซึ่งพบว่ามีหลายสาเหตุและมีผู้ที่เกี่ยวข้องเยอะมากต้องเคลียร์ไปที่ละประเด็น และสุดท้ายคือด้านการข่าวซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งหาเบาะแสของกลุ่มคนร้ายว่าเป็นกลุ่มไหน ส่วนรถของคนร้ายตำรวจก็กำลังตามแกะรอยอยู่

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค9 ยังเผยอีกว่า แนวทางการสอบสวนยังไม่มีการตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งทิ้งไปเพราะทุกเรื่องอยู่ในข่ายที่น่าจะเป็นสาเหตุให้ถูกยิงทั้งหมด ต้องเร่งรวบรวมพยานหลักเพิ่มเติม แต่ปัญหาใหญ่ขณะนี้ทางญาติและทนายความไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควรเพราะไม่ไว้ใจใครเจ้าหน้าที่จึงยังไม่ได้ข้อมูลในเชิงลึกมากนัก ต้องทำความเข้าใจกับญาติเพื่อให้ไว้ใจการทำงานของตำรวจว่าจะทำอย่างตรงไม่ตรงมากเพื่อจับกุมคนร้ายให้ได้

ด้านพี่สาวของ ร.ต.อ.วัชรินทร์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องส่วนตัวของน้องชายมากนักเพราะปกติก็จะติดตามทางเฟสบุ๊คแต่ก็มีการพูดคุยกันบ้าง แต่เชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้ถูกยิงมาจากเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการถูกปลดออกจากราชการ ซึ่งตนก็เคยเตือนมาตลอดให้ระวังแต่น้องชายก็ยังยืนยันไม่กลัวและชีวิตของเขาจะขอสละเพื่อแผ่นดินเพื่อประชาชนและจะทำเรื่องนี้จนกว่าจะตาย ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับน้องชายก่อนวันเกิดเหตุหนึ่งวันบอกว่าอยู่ที่ศาลกระทั่งมาทราบข่าวว่าถูกยิงเสียชีวิต

ในส่วนของศพ ร.ต.อ.วัชรินทร์ ในวันนี้ญาติจะนำออกจากโรงพยาบาลสงขลาเพื่อไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดโรงวาส ในตัวเมืองสงขลาและจะมีพิธีรดนำศพในช่วง4 โมงเย็น