เป็นหนี้บัตรเครดิต 4 หมื่น สุดท้ายโดนยึดบ้านขายทอดตลาด

หนุ่มโพสต์ เป็นหนี้บัตรเครดิต 4 หมื่น สุดท้ายโดนยึดบ้านขายทอดตลาด ซ้ำเป็นหนี้หลักล้านจากราคาส่วนต่างการประมูล

เป็นเรื่องที่น่าติดตามและเก็บไว้เป็นอุทาหรณ์อย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันบัตรเครดิตถือเป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องมีติดตัว โดยได้มีสมาชิกเว็บไซต์พันทิบรายหนึ่ง ตั้งกระทู้ถึงกรณีที่ภรรยาของผู้โพสต์ได้เคยติดหนี้บัตรเครดิตเมื่อ 4 ปีที่แล้วจำนวน 40,000 บาท

ต่อมาเมื่อทราบอีกทีคือบ้านที่ได้ซื้อไว้กำลังจะโดนขายทอดตลาด ซึ่งผู้โพสต์เล่าว่าได้ไปติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตเพื่อขอชำระหนี้ดังกล่าว แต่ทางธนาคารแจ้งว่าเนื่องจากมีค่าดอกเบี้ยต่างๆ จำนวนจึงเพิ่มเป็น 140,000 บาท แต่ทางผู้โพสต์หาเงินไม่ทันจึงไม่ได้มีการชำระแต่อย่างใด

จนกระทั่งถึงวันที่มีการประมูลบ้านทางผู้โพสต์ได้ไปที่กรมบังคับคดีเพื่อสอบถามเรื่องการคัดค้านการประมูล แต่กลับกลายเป็นว่ามีคนนอกสามารถประมูลได้ในครั้งแรก ซึ่งประเด็นสำคัญคือทางธนาคารที่ผู้โพสต์ได้ทำสินเชื่อบ้านแจ้งยอดมาทั้งหมดเหลือกว่า 2 ล้าน 4 แสนบาท แต่บ้านประมูลไปแค่ 1 ล้าน 5 แสนเศษ ซึ่งทำให้ผู้โพสต์ต้องเป็นหนี้จากส่วนต่างถึงหลักล้านบาท

โดยผู้โพสต์ระบุเนื้อหาดังนี้

สวัสดีครับ สอบถามผู้รู้หน่อยครับ พอดีแฟนผมเคยเป็นหนี้ ธ.บัตรเครดิต เมื่อ 4 ปีที่แล้ว 40,000 บาท พอมารู้อีกทีบ้านจะโดนขายทอดตลาด แต่พอดีไม่ค่อยได้อยู่บ้านหลังนั้นเลยไม่ทราบขั้นตอน ได้ติดต่อไปทาง ธ.บัตรเครดิต ขอจ่ายเค้าแจ้งว่าต้องหาเงินมาจ่าย 140,000 บาท เราจะขอลดดอกเบี้ยเค้าไม่ยอม เราหาเงินกันไม่ทัน

พอถึงเวลาประมูลเราไปที่ กรมบังคับคดี ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าเราคัดค้านได้ไหมราคามันต่ำมาก เจ้าหน้าที่บอกต้องหาคนมาประมูลแทนแต่ต้องวางมัดจำ 150,000 เราหาไม่ได้จริงๆ เจ้าหน้าที่บอกส่วนใหญ่ประมูลครั้งแรกไม่ค่อยมีใครประมูลหรอก

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ครั้งแรกดันมีคนนอกประมูลได้เลย (ขอเล่าย้อนนิดนึงครับ พอดีเราไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย มีคุณลุงคนหนึ่งดูคล่องแคล่วด้านนี้ เราเลยไปปรึกษาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เราบอกว่าจริงๆ เราตั้งใจขายบ้านหลังนี้เพราะไม่ค่อยได้อยู่ เค้าบอกเราว่ายังไงต้องมาค้าน ถ้าไม่ค้านก็จบ แนะนำเราว่าไม่อย่างนั้นก็ตัดใจไปเลย เตรียมย้ายออก)

ต่อมาคนที่ประมูลบ้านได้ติดต่อเรามา ถามว่าเราย้ายออกได้เมื่อไหร่ทางคนประมูลได้จะพาพ่อแม่เข้ามาอยู่ เราเลยบอกว่าพอดีมีหมายศาลอีกฉบับหนึ่งมาให้น้องชายเราไปแสดงต่อศาลเรื่องหนี้ที่เกิดขึ้น พอดีน้องชายกู้ร่วมด้วยครับ แล้วคนซื้อบอกวันนั้นที่ประมูลทางเราก็ไม่ได้คัดค้านอะไร

คำถามนะครับ เค้ารู้ได้ยังไงว่าเราไปที่การประมูลเพราะเราไม่ได้เข้าไปด้านใน แค่ไปสอบถสมเจ้าหน้าที่กับคุณลุงคนนั้น แต่ประเด็นนะครับสรุปทาง ธ.บ้านแจ้งยอดมา ทั้งหมดเหลือ 2,4xx,xxx แต่บ้านประมูลไปแค่ 1,5xx,xx ผมต้องเป็นหนี้ส่วนต่างเป็นล้าน ผมจะพอมีหนทางได้บ้านคืนเพื่อไปขายให้คนอื่นและได้ราคามากกว่านี้ไหมครับ

คุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือ 6 จังหวัด เริ่มมีผลต่อสุขภาพ  

ภาพประกอบข่าว

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือ 6 จังหวัด วันนี้(9 มี.ค.62) โดยเฉพาะที่จังหวัดพะเยา คุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ  พร้อมเร่งปฏิบัติการแก้ไขปัญหาต่อเนื่อง

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลสภาพอากาศ ในวันนี้(9 มี.ค.62) พบว่า ภาคเหนือในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ลำปาง แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ และพะเยา คุณภาพอากาศในภาพรวมเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา 

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประสาน 6 จังหวัดภาคเหนือดังกล่าว ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่จัดเจ้าหน้าที่ติดตามข้อมูล คุณภาพอากาศและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงดำเนินมาตรการควบคุมการเผาอย่างเคร่งครัด อีกทั้งขอความร่วมมือประชาชนงดเว้นการเผาขยะและเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าและปัญหาหมอกควันปกคลุมพื้นที่ 

สำหรับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุมให้หลีกเลี่ยงการประกอบกิจกรรมในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานาน ใช้หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้สูดดมฝุ่นละอองเข้าสู่ร่างกาย โดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันสามารถติดต่อเพื่อแก้ไขปัญหาโดยด่วน ได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง.

ศาลปกครองสูงสุดยืนคดีป้าทุบรถ สั่งปรับผอ.ประเวศ 5 พันบาท

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง ให้ผอ.เขตประเวศชำระค่าปรับต่อศาลเป็นเงิน 5,000 บาท ในคดีป้าทุบรถ

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ศาลปกครองกลางแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ได้อ่านคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่ น.ส.บุญศรี แสงหยกตระการ กับพวกรวม 4 คน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับพวกรวม 4 คน ผู้ถูกฟ้องคดี คดีป้าทุบรถ โดยคดีนี้ศาลปกครองกลางแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครอง

ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้อำนวยการเขตประเวศ) ชำระค่าปรับต่อศาลเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล เนื่องจากมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วน หรือปฏิบัติล่าช้าเป็นไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลปกครองกลาง

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ คส.3/2562 วินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้รับแจ้งคำสั่งของ ศาลที่กำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาเมื่อวันที่ 5 ส.ค.2556 อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2561

แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะได้ชี้แจง ต่อศาลว่าได้มีการดำเนินการและปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งศาลแล้วก็ตาม แต่จากรายงานของสำนักบังคับคดีปกครองที่ได้ออกตรวจสถานที่พิพาทหลายครั้งและแจ้งต่อศาลเป็นระยะว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยังคงมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งศาลให้ถูกต้องครบถ้วนและปฏิบัติล่าช้า

เช่น ยังคงปรากฏว่ามีการนำสินค้ามาวางจำหน่ายในที่และทางสาธารณะบริเวณโดยรอบบ้านของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่และมีการทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในท่อ ระบายน้ำทำให้เกิดการอุดตันของท่อระบายน้ำ เป็นต้น

ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ต่อศาลว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งดังกล่าวของศาลและการประกอบกิจการตลาดพิพาทยังคงก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด กรณีจึงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น มิได้ดำเนินการใช้บังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2561 ภายหลังจากเหตุการณ์ในครั้งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงได้มีการกำหนดมาตรการหรือวิธีการดำเนินการตามลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลที่กำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครอง เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาอย่างชัดเจน

ตลอดจนได้มีการติดตามการดำเนินการในการปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จนกระทั่งไม่มีผู้ค้า นำสินค้ามาวางจำหน่ายและตั้งวางสิ่งของบริเวณรอบบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ หากผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 2 ไม่ละเลยและดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องเพื่อให้การปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นไปอย่างถูกต้องนับตั้งแต่เมื่อได้รับแจ้งคำสั่งศาลในวันที่ 5 ส.ค.2556 ปัญหาข้อพิพาทต่างๆ

ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีโดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2561 อันจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 4 ที่เกิดจากการจัดตั้งตลาดพิพาทย่อมไม่เกิดขึ้น ประกอบกับเมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง คือ วันที่ 1 ส.ค.2556 จนถึงวันที่ศาลนัดไต่สวนในวันที่ 2 มึ.ค.2561 นับเป็นระยะเวลากว่า 4 ปีเศษ ซึ่งเป็นระยะเวลานานพอสมควร

ดังนั้น จึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครอง เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา ลงวันที่ 1 ส.ค.2556 โดยปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าเป็นไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร

ศาลปกครอง ย่อมมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้ชำระค่าปรับต่อศาลตามจำนวนที่สมควร ครั้งละไม่เกิน 50,000 บาท การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครอง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชำระค่าปรับต่อศาลเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท โดยให้ชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล

จึงเป็นจำนวนเงินค่าปรับที่เหมาะสมกับสัดส่วน ความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และตามสมควรแก่กรณีแล้ว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระค่าปรับต่อศาล อันถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลถูกต้องครบถ้วนแล้ว

ศาลปกครองสูงสุด ไม่จำต้องพิจารณาในประเด็นที่ขอให้ระงับการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง อีกต่อไป ดังนั้น การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครอง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชำระค่าปรับต่อศาล เป็นเงิน 5,000 บาบาท โดยให้ชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล

หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ ศาลอาจมีคำสั่งให้มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์ สินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ทั้งนี้ ตามมาตรา 75/4 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2552 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2559นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง