ประกาศถอดยศ ‘ทักษิณ’ จากกองอาสารักษาดินแดน ตั้งแต่ 29 มี.ค. 62

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศ พระราชทานพระราชานุญาตถอดยศกองอาสารักษาดินแดน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

ตามที่ทรงมีพระราชโองการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา นายทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเอง พิพากษาถึงที่สุดแล้วให้ลงโทษจำคุก และยังมีข้อหาฐานอื่นๆ อีกหลายคดี อีกทั้งได้หลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นพฤติการณ์การกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ประกาศลงวันที่ 30 มีนาคม 2562 แล้วนั้น

บัดนี้ กระทรวงมหาดไทยขอพระราชทานถอดยศกองอาสารักษาดินแดน นายทักษิณ ชินวัตร ออกเสียจากยศ นายกองใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2562 เนื่องจากมีการกระทำความผิด ศาลพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำคุก และเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาแล้วหลบหนีไป ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติยศและเครื่องแบบผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน พ.ศ.2497

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชนุญาตถอดยศกองอาสารักษาดินแดน นายทักษิณ ชินวัตร ออกเสียจากยศ นายกองใหญ่

ประกาศ ณ วันที่ 7 เมษายน พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน

ที่มา http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/B/010/T_0001.PDF

รวบแล้ว! คนร้ายข่มขืนแหม่มสาว หมกโขดหินเกาะสีชัง

รวบแล้ว!! หนุ่มเมืองชลฯ คนร้ายฆ่าข่มขืนแหม่มสาวชาวเยอรมัน หมกโขดหิน บนเกาะสีชัง

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีคนร้าย ข่มขืนฆ่าแหม่ม หมกศพเกาะสีชัง ว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2562 เวลาประมาณ 15.00 น. พนักงานสอบสวน สภ.เกาะสีชัง จว.ชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีผู้พบศพหญิงไม่ทราบชื่อที่อยู่ อยู่ในซอกหินบริเวณป่าละเมาะข้างบันไดทางขึ้นเขาพระบาท ม.6 ต.ท่าเทววงษ์ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันปราบปราบ และ เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน

จากการตรวจสอบพบคราบเลือดที่บันไดปูนทางขึ้นเขาพระบาท ฯ ที่เกิดเหตุ เป็นระยะๆ ยาวประมาณ 50 เมตร ไปจนถึงจุดที่พบศพหญิง สัญชาติเยอรมัน อยู่ในซอกหิน สภาพศพมีร่องรอยการถูกทำร้าย มีบาดแผลฉกรรจ์ที่บริเวณหน้าผาก , ท้ายทอย , ใบหน้า และแผลถลอกที่ขา สวมแต่ยกทรงและกระโปรง ไม่สวมกางเกงใน เจ้าหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน , เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันปราบปราบ สภ.เกาะสีชัง และ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ภ.จว.ชลบุรี ได้ระดมกำลัง ปูพรม ไล่ล่า สืบสวนติดตาม คนร้าย ผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุ ทราบชื่อคือ นายรณกร รื่นรม อายุ 23 ปี

จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า ผู้ที่ก่อเหตุ ได้พบเห็นผู้ตายขณะอยู่ที่เกิดเหตุ จึงได้ตีสนิทเพื่อขอมีเพศสัมพันธ์กับผู้ตาย แต่ผู้ตายไม่ยินยอม จึงได้ใช้กำลังข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ จากนั้นผู้ตายได้วิ่งหนีลงมาจากที่เกิดเหตุโดยมีนายรณกร ฯ วิ่งตามมาถึงจุดที่พบคราบเลือด (บริเวณบันไดปูนทางขึ้นเขาพระบาท) นายรณกร ฯ กลัวว่าผู้ตายจะไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ใช้ก้อนหินทุบที่บริเวณหน้าผาก ท้ายทอย และบริเวณใบหน้าหลายครั้ง แล้วลากร่างของผู้ตายจากบริเวณบันไดปูนฯ ที่พบคราบเลือดเข้าไปซ่อนไว้ที่ซอกหินในป่าละเมาะห่างกันประมาณ 50 เมตร

ซึ่งขณะนั้นผู้ตายยังไม่หมดสติ นายรณกร ฯ จึงได้ใช้ก้อนหินทุบที่บริเวณใบหน้าจนถึงแก่ความตายแล้วใช้ใบไม้ถมร่างของผู้ตายโดยมีก้อนหินวางทับอยู่เพื่ออำพรางศพ แล้วหลบหนีไป โดยระหว่างนั้นมีผู้พบเห็นและแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ติดตามจับกุมตัวนายรณกร ฯ ผู้ก่อเหตุได้พร้อมเสื้อ , กางเกง และก้อนหินที่มีคราบเลือดของผู้ตายติดอยู่ได้ นำส่ง พงส.ดำเนินคดี

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องเบื้องต้น พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา กระทำความผิดฐาน ”ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา , ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้นั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และอำพรางศพ” โดยพนักงานสอบสวนยังคงต้องรอผลการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์และผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เพื่อประกอบสำนวนคดีส่งพนักงานอัยการต่อไป

พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวกแก่ญาติและเจ้าหน้าที่สถานทูตในการติดต่อรับศพกลับภูมิลำเนาเพื่อไปดำเนินพิธีทางศาสนาต่อไป พร้อมกล่าวชมเชยการทำงานของ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมของ ภ.จว.ชลบุรี และพลเมืองดีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ให้เบาะแส ข้อมูลอันเป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จนสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว และยังได้กำชับ พนักงานสอบดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน อย่างตรงไปตรงไปมา ด้วยความรอบครอบ รวดเร็ว เป็นธรรม อาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ เพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว และนักลุงทุนในพื้นที่

ย้อนดูผลงาน ‘บิ๊กโจ๊ก’ นายตำรวจมือปราบเงินกู้ดอกเบี้ยโหด

ย้อนดูผลงานโดดเด่นของ พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งผลงานที่จดจำกันได้ คงหนีไม่พ้น การปราบปรามหนี้นอกระบบ ที่เป็นผลงานเด่น และนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นภาพครั้งสุดท้ายที่ได้เห็น พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมแถลงข่าวการจับกุม นางสาวเซปิง ไชยศาส์น ประธานโครงการศัลยกรรมเฟสออฟ ในคดีฉ้อโกงประชาชน ถัดจากนั้นวันที่ 5 เม.ย. ได้มีรายงานว่า พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดาผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติลงนามคำสั่งให้ บิ๊กโจ๊ก พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนเป็นข่าวใหญ่ ท่ามกลางข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับสาเหตุการโยกย้ายในครั้งนี้

หากเอ่ยชื่อ พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ น้อยคนนักที่ไม่รู้จัก นายตำรวจนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 47 ที่มีเส้นทางการขึ้นตำแหน่งที่รวดเร็ว และ มีความสนิทสนมใกล้ชิด พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จนได้รับตำแหน่งสำคัญ เช่น ผู้บังคับการตำรวจ191 รองผู้บัญชาการตำรงจท่องเที่ยว ก่อนขึ้นเป็นผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งถือเป็นนายตำรวจอายุน้อยที่ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการ

สำหรับ พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ มักมีข่าวคราวการทำงานกับบทบาทในคดีสำคัญให้เราเห็นอยู่ตลอด ทั้งคดีต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง คดีล่าสุดที่เป็นข่าวโด่งดัง คือการขอลี้ภัยไปประเทศที่ 3 ของหญิงชาวซาอุดิอาลาเบีย ที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก ซึ่ง พลตำรวจโทรสุรเชษฐ์ ก็โชว์ผลงานจบคดีนี้ได้อย่างดี

การปราบปรามหนี้นอกระบบ และ คืนโฉนดที่ดินให้กับประชาชน นับเป็นอีกหนึ่งผลงานโดดเด่น ของพลตำรวจโทสุรเชษฐ์ ถือเป็นผลงานสร้างชื่อให้ประชาชนทั่วประเทศรู้จักนายตำรวจผู้นี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ที่หลายครั้งตำรวจโทสุรเชษฐ์ เดินทางลงไปกำกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตนเอง ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมา พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ พร้อม พลเอกประวิตร ได้เดินทางทั่วประเทศคืนโฉนดให้ประชาชนแล้ว 10 ครั้ง จนถือเป็นผลงานที่ประชาชนจดจำได้มากที่สุด

นอกจากนี้ ยังได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่ง รองผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสารสนเทศ ที่ดูแลรับผิดชอบปราบปรามอาชญากรรมนับ 10 เรื่อง ตลอดเวลาที่ศูนย์ดังกล่าวเปิดขึ้นมา ประชาชนที่เดือดร้อนจำนวนไม่น้อยต่างเดินทางมาขอความช่วยเหลือ และมีหลายต่อหลายคดี ที่พลตำรวจโทสุรเชษฐ์เดินทางลงมารับเรื่องด้วยตัวเอง