ชาวบ้านแต่งดำขนพวงหรีดบุก กกต. ขอความเป็นธรรมให้นายสุรพล หลังถูกแจกใบส้ม

ชาวบ้าน 4 อำเภอแต่งดำขนพวงหรีดบุก กกต. ขอความเป็นธรรมให้นายสุรพล เกียรติไชยากร ว่าที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ถูก กกต. แจกใบส้ม

วันที่ 27 เมษายน 2562 นายนพดล ศรีไตรรัตน์ ตัวแทนชมรมผู้รักประชาธิปไตยอำเภอสันป่าตอง พร้อมกลุ่มชาวบ้านกว่า 100 คน 4 อำเภอของเขตพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 8 ของจังหวัดเชียงใหม่ คือ อ.สันป่าตอง, จอมทอง, แม่วาง และ ดอยหล่อ แต่งชุดดำไปรวมตัวกันที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ ภายในศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมให้กับ นายสุรพล เกียรติไชยากร ว่าที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ถูก กกต. แจกใบส้มไปก่อนหน้านี้ โดยกลุ่มชาวบ้านนำพวงหรีดมาด้วยเพื่อเตรียมไว้อาลัยให้กับ กกต.

ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ ตำรวจ สภ.ช้างเผือก และ ฝ่ายปกครอง นำกำลังเข้าดูแลความเรียบร้อยกว่า 50 นาย ก่อนที่ พ.ท.โสภณ ภักดิ์เกษม ผบ.ร้อย.รส.ที่ 1 กกล.รส.จว.ชม. จะเข้าพูดคุยกับแกนนำ ขอให้ยกเลิกวางพวงหรีด เพราะจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียและไม่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของกลุ่มประชาชนที่มาร้องขอความเป็นธรรมด้วย

นายนพดล แกนนำชาวบ้าน เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวหา นายสุรพล เกียรติไชยากร ว่าได้ทำผิดตามกฎหมายมาตราที่ 73(2) ชาวบ้านเห็นว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากนายสุรพล เกียรติไชยากร ได้รับความไว้วางใจในการเลือกตั้งให้เป็น ส.ส.มาถึง 9 สมัย ไม่เคยมีปรากฏว่ามีพฤติกรรมในการซื้อเสียงหรือจงใจกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง

นายสุรพล เกียรติไชยากร เป็นบุคคลที่ชอบทำบุญประจำสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่คนใกล้ชิดและทุกคน เคยได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นนักบุญนักพัฒนาลานนาไทย จากมูลนิธิครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ตลอดจนเป็นผู้ที่บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมมาโดยตลอด การเลือกตั้งที่ผ่านมา ผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจึงให้ความไว้วางใจในตัวนายสุรพลอย่างท่วมท้น

ประชาชนในเขตเลือกตั้งจึงเห็นว่านายสุรพลไม่ได้รับความเป็นธรรมจากข้อกล่าวหาดังกล่าว จากการถวายปัจจัยแก่ครูบาสาม วัดดอยพระเจ้า เพื่อเป็นค่าเทียนบูชาตามประเพณีและความเชื่อที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด ซึ่งชาวบ้านหรือบุคคลทั่วไปต่างก็รู้ดี ไม่ใช่ทำไปเพื่อหวังผลทางการเมืองตามข้อกล่าวหา

ในนามตัวแทนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้ง 4 อำเภอ จึงขอให้ กกต. คืนความเป็นธรรมแก่นายสุรพล และ เอา ส.ส.ของพวกเรากลับคืนมา และ ขอให้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีพรรคการเมืองใดซื้อเสียงในการเลือกตั้งที่ผ่านมาด้วย

นายมิตร อ๊อดต่อกัน อายุ 62 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านหนองอาบช้าง หมู่ที่ 9 ต.สบเตี๊ยะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ขอให้ กกต. ทบทวนมติแจกใบส้มอีกครั้ง พร้อมบอกว่ากลุ่มชาวบ้านรวมตัวกันเป็นการส่วนตัว เพราะเหมือนกับบุญคุณต้องทดแทน เพราะที่ผ่านมานายสุรพลเป็น ส.ส. มาถึง 9 สมัย ที่ผ่านมาไม่เคยซื้อเสียง และ พัฒนาพื้นที่มาโดยตลอด ทางกลุ่มชาวบ้านจึงได้รัก เคารพ และให้ความไว้วางใจเลือกเป็น ส.ส.

กระทรวงแรงงาน เร่งสางปัญหาเกาหลี “ผีน้อย” ใช้ 3 มาตรการป้องกันการลักลอบ

พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องหารือแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานไทยถูกหลอกและลักลอบไปทำงานเกาหลีใต้

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2562 ที่ห้องประชุมประสงค์ รณะนันทน์ กระทรวงแรงงาน พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานไทยถูกหลอกลวง และลักลอบไปทำงานที่เกาหลีใต้

โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กรมการกงสุล กรมการท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ บริษัทท่าอากาศยาน จำกัด (มหาชน) สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศไทย สำนักงาน HRD korea สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยแอร์เอเชีย จำกัด สายการบิน Eastar jet สายการบิน Jin Air สายการบิน Korean Air เป็นต้น ร่วมประชุม

พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังการประชุมหารือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานไทยถูกหลอกลวง และลักลอบไปทำงานในเกาหลีใต้ ว่า จากกรณีที่มีข่าวเผยเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่าคนไทย 300 คน ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ปฏิเสธการเข้าเมืองและกักตัวไว้ที่สนามบินอินชอน เพื่อผลักดันกลับประเทศต้นทาง ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้มิได้นิ่งนอนใจ

โดยวันนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายมาหารือร่วมกันเพื่อรับทราบความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสกัดกั้นคนหางานที่มีพฤติกรรมจะลักลอบไปทำงาน แผนการจับกุม/ดำเนินคดีผู้มีพฤติกรรมลักลอบนำพาคนหางานไปทำงานเกาหลีใต้ และการขึ้นบัญชีดำผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมลักลอบนำพาแรงงานไทยไปทำงานเกาหลีใต้ เพื่อบูรณาการและสร้างความร่วมมือเตรียมพร้อมแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

โดยหลักการจะดูแลแรงงานที่ไปให้ถูกต้องก่อน ขณะเดียวกันจะดูแลแรงงานที่ไม่ถูกต้องอย่างไร พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของแรงงานที่จะเดินทางไปใหม่ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงไปทำงาน

ในเบื้องต้น ได้มีแผนรองรับคนไทยที่จะเดินทางกลับจากเกาหลีใต้ และเตรียมการบริหารจัดการแรงงานไทยไปเกาหลีใต้ ใน 3 ประเด็น คือ

1) รับแรงงานที่กลับประเทศ โดยกรมการจัดหางานได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากเกาหลีใต้ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (กทม.) สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด จัดอัตรากำลังเจ้าหน้าที่เพิ่ม ณ ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิและดอนเมือง

2) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งแรงงานไทยเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยดำเนินการลงทะเบียนผู้มีความประสงค์จะฝึกอบรมภาษาเกาหลีกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ณ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครทั้ง 10 เขต และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งลดระยะเวลาการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (C.I.D) จาก 30 วัน เป็นไม่เกิน 10-15 วันทำการ

และเจรจากับ KRD Korea ขอเพิ่มโควตาในการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในเกาหลีใต้ภายใต้โครงการ EPS จากเดิม 5,000 คน เพิ่มเป็น 15,000 คน ขอขยายอายุของแรงงานไทยจากเดิมไม่เกิน 39 ปี เป็นไม่เกิน 45 ปี ขอให้แรงงานหญิงเข้าไปทำงานมากขึ้น ตลอดจนขอขยายระยะเวลาการทำงานจากเดิม 9 ปี 8 เดือน เป็น 14 ปี

3) ป้องกัน การลักลอบไปทำงานในเกาหลีใต้ โดยประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ตรวจสอบสกัดกั้นคนหางาน ซึ่งตั้งแต่เดือนกันยายน 2561 – 25 เมษายน 2562 ตรวจสอบจำนวน 3,784 คน ระงับการเดินทางผู้มีพฤติกรรมลักลอบไปทำงาน 2,758 คน (ร้อยละ 72.89) ไม่ระงับการเดินทาง 1,026 คน (ร้อยละ 27.11) ดำเนินคดี สาย/นายหน้า จำนวน 24 ราย 18 คดี

โดยขณะนี้ มีคนไทยที่เกาหลีใต้จำนวน 165,854 คน พำนักอยู่อย่างถูกกฎหมาย 22,685 คน พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย 143,169 คน แรงงานมีวีซ่าทำงาน 25,243 คน เป็นแรงงานที่จัดส่งโดยรัฐตามระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ (EPS) จำนวน 21,021 คน โดยมีโควต้าจัดส่ง 5,000 คนต่อปี ทำงานในภาคการผลิต ก่อสร้าง เกษตรกรรม ซึ่งในปี 2561 มีการจัดส่งจำนวน 6,203 คน และปี 2562 (ม.ค.-เม.ย.62) จำนวน 1,642 คน

ในส่วนของมาตรการเร่งด่วนที่ได้ดำเนินการมี 3 มาตรการได้แก่

1. มาตรการสร้างการรับรู้ โดยหารือกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์ ให้แรงงานไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มาตรการบังคับใช้กฎหมาย โดยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและบทลงโทษกรณีที่ลักลอบไปทำงาน ขึ้นบัญชีดำบริษัทและสาย/นายหน้าที่หลอกลวงและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ป้องกันและตรวจเข้มเพื่อสกัดกั้นการลักลอบไปทำงานที่สนามบิน

2. มาตรการยับยั้ง โดย จัดชุดเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างเข้มงวดที่ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ตลอดจนจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ หรือสายสืบออนไลน์ เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารตลอดจนแจ้งเตือนคนหางานมิให้หลงเชื่อคำโฆษณาหรือคำกล่าวอ้างของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่โพสต์ข้อความหรือรูปภาพชักชวนให้ลักลอบไปทำงานในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมายผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์

3. มาตรการบังคับใช้กฎหมาย โดยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและบทลงโทษกรณีที่ลักลอบไปทำงาน ขึ้นบัญชีดำบริษัทและสาย/นายหน้าที่หลอกลวงและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ป้องกันและตรวจเข้มเพื่อสกัดกั้นการลักลอบไปทำงานที่สนามบิน มีผลการดำเนินการสกัดกั้นคนหางาน

พล.ต.อ.อดุลย์ฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานไทยลักลอบเดินทางไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างเข้มงวดและจริงจัง เพราะเป็นประเทศที่มีแรงงานไทยทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากได้รับค่าจ้างสูงประมาณ 55,844 บาทต่อเดือน และนายจ้างเกาหลีมีความต้องการจ้างแรงงานไทย เนื่องจากมีฝีมือมีวินัย และอดทน

โดยมีนโยบายให้การดูแลแรงงานไทยทั้งหมดไม่ว่าถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย มีการเตรียมการให้แรงงานใหม่ตอบโจทย์ความต้องการของนายจ้างเกาหลี พร้อมทั้งดำเนินมาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการลักลอบทำงานหรือถูกหลอกไปทำงาน

อย่างไรก็ตาม แรงงานไทยที่ต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการไปทำงานต่างประเทศ หรือแจ้งเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน ก่อนตัดสินใจ อย่าหลงเชื่อคำชักชวน โดยปราศจากข้อมูล โดยเฉพาะสื่อโซเชียล ไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ใช้วีซ่าท่องเที่ยวในการทำงานไม่ได้

ควรเตรียมความพร้อมก่อนไปทำงาน เช่น ด้านร่างกาย ทักษะฝีมือ ภาษา เป็นต้น คิดให้รอบคอบ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าในการเดินทาง เช่น ค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับค่าจ้างที่จะได้รับ หรือการที่ต้องอยู่ห่างจากครอบครัว เป็นต้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

แรงงานต่างด้าวเข้า-ออกงาน ต้องแจ้งกรมการจัดหางาน ฝ่าฝืนมีโทษปรับ

กรมการจัดหางาน ย้ำนายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวทำงานจะต้องแจ้งการเข้า-ออกในการทำงานของคนต่างด้าว ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 20,000 บาท

นางเพชรรัตน์ สินอวย อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ขณะนี้นายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวทำงานอยู่ในประเทศไทยยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการแจ้งเข้า-ออกจากงานของคนต่างด้าว ดังนั้น กรมการจัดหางานจึงขอประชาสัมพันธ์ให้นายจ้างทราบว่า

พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 มาตรา 13 กำหนดให้นายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวทำงาน มีหน้าที่ต้องแจ้งให้กรมการจัดหางานทราบชื่อและสัญชาติของคนต่างด้าวและลักษณะงานที่ให้ทําภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่จ้างและเมื่อคนต่างด้าวนั้นออกจากงาน ก็ต้องแจ้งให้กรมการจัดหางานทราบภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คนต่างด้าวออกจากงาน พร้อมทั้งระบุเหตุแห่งการออกจากงานของคนต่างด้าวนั้นด้วย

สำหรับกรณีที่คนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยตามระบบการนำเข้าแบบ MOU โดยการนำเข้าของผู้รับอนุญาตให้นําคนต่างด้าวมาทํางาน (บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ) เมื่อคนต่างด้าวนั้นออกจากงาน นายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวจะต้องแจ้งให้ผู้รับอนุญาตฯ และกรมการจัดหางานทราบภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันที่คนต่างด้าวออกจากงาน พร้อมทั้งระบุเหตุแห่งการออกจากงานของคนต่างด้าวนั้นด้วย

นอกจากนี้ ก่อนคนต่างด้าวเข้าทํางานกับนายจ้างตามระบบการนำเข้า MOU นายจ้างต้องจัดทําสัญญาจ้างเป็นหนังสือ โดยมีรายการอย่างน้อยตามที่อธิบดีกําหนด และเก็บสัญญาจ้างงานไว้ ณ ที่ทําการของนายจ้างเพื่อให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ และสําเนาสัญญาจ้างดังกล่าวเพื่อให้ลูกจ้างเก็บรักษาไว้

นางเพชรรัตน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากนายจ้างไม่แจ้งการเข้า-ออกจากงานของคนต่างด้าวในกรณีดังกล่าวข้างต้น จะมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท โดยนายจ้างสามารถแจ้งการเข้า-ออกจากงานของคนต่างด้าวได้ที่สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน สำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ในเขตพื้นที่ที่เป็นสถานที่ตั้งของสถานประกอบการที่คนต่างด้าวทำงานอยู่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงานโทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน