แอมเนสตี้ เรียกร้องทางการไทยยกเลิกดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง

แอมเนสตี้ เรียกร้องให้ทางการไทยเร่งการพิจารณาเพื่อยุติการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลใดๆ อันเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพของตนอย่างสงบ

จากรายงานข่าวว่าสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เลื่อนนัดฟังคำสั่งฟ้องเป็นครั้งที่สองในคดีต่อผู้บริหารสามคนของพรรคอนาคตใหม่ ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ จากการแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ในเดือนมิถุนายน 2561 แอมเนสตี้ให้ความเห็นว่า

จากการที่อัยการเลื่อนนัดฟังคำสั่งในคดีนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการไทยเร่งการพิจารณาเพื่อยุติการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลใดๆ อันเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพของตนอย่างสงบ

และยังกังวลว่าจะมีการใช้วิธีการดำเนินคดีอาญาที่ยืดเยื้อยาวนาน เพื่อขัดขวางฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและผู้วิจารณ์อย่างสงบ โดยไม่คำนึงว่าสุดท้ายคดีจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลหรือไม่

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังได้เสนอวาระสิทธิมนุษยชน ซึ่งครอบคลุมประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญเก้าประการ เพื่อเสนอต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้ยกเลิกการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลต่าง ๆ ทั้งนักการเมือง นักกฎหมาย นักกิจกรรม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

พวกเขาต่างถูกดำเนินคดีทั้งข้อหายุยงปลุกปั่นและหมิ่นประมาททางอาญา โดยเป็นผลมาจากการจัดการประท้วงอย่างสงบ การวิจารณ์รัฐบาล และการกล่าวถึงการละเมิดสิทธิแรงงาน

จับสาวหลอกเหยื่อเปิดบัญชี เครื่อข่ายโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย

จับสาวไทยร่วมกับสามีชาวไนจีเรีย หลอกเหยื่อเปิดบัญชี เพื่อใช้ในขบวนการโรแมนซ์สแกม

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.62 กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม น.ส.ทิพวรรณ นาคกร อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่นที่ จ.125/2562 ลง 18 เม.ย.62 ข้อกล่าวหา “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์โดยแสดงตนเป็นผู้อื่น,นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมฯ”

เนื่องด้วย กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม สืบสวนหาข่าวและขยายผลจากการจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมหลอกลวงคนไทยผ่านสื่อออนไลน์ โดยหลังจากมีการกวาดล้างกดดันอย่างหนักทำให้สถิติคดีลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงมีพฤติกรรมการหลอกลวงเหยื่อคนไทย

จากการสืบสวนขยายผลทราบว่า แก๊งโรแมนซ์สแกมชาวไนจีเรีย ได้ย้ายมาตั้งฐานอยู่ในประเทศมาเลเซีย และยังคงหลอกลวงประชาชนคนไทยอยู่ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 เม.ย.62 กองบังคับการปราบปราม ได้สนธิกำลังชุดสืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ทราบว่า น.ส.ทิพวรรณ นาคกร ซึ่งเป็นภรรยาของ นายไซมอน สัญชาติ ไนจีเรีย หรือ (แอฟริกา)

เป็นผู้ทำหน้าที่ไปว่าจ้างคนที่รู้จักเปิดบัญชีธนาคารและบัตร ATM แล้วนำส่งมอบให้แฟนหนุ่มชาวไนจีเรียนำไปใช้ก่อเหตุหลอกลวงคนไทย โดยวิธีการสร้างตัวตนปลอมในเฟซบุ๊ก หลอกลวงเหยื่อที่เป็นหญิงไทยให้หลงรัก และยอมโอนเงินเข้าบัญชีที่เตรียมไว้ ทั้งนี้มีผู้เสียหายมากกว่า 10 ราย มูลค่าความเสียหายมากกว่า 2 ล้านบาท

โดยเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัว น.ส.ทิพวรรณฯ ได้ที่บริเวณหน้าอพาร์ทเม้นท์ ภายซอยติวานนท์ 32 ต.บางประสอ อ.เมืองนนทบุรี จว.นนทบุรี พร้อมตรวจยึดของกลางสมุดบัญชีธนาคารพร้อมบัตร ATM และอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือที่เกี่ยวข้องจำนวนหลายรายการ

จากการสอบสวนให้การรับสารภาพว่า ก่อนหน้านั้นตนเข้าไปเป็นลูกจ้างร้านอาหารตามสั่งภายในเรือนจำคลองเปรม จึงได้รู้จักกับ นายไซมอน สามีชาวไนจีเรีย ขณะนั้น นายไซมอน ได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อนร่วมแก๊งค์โรแมนซ์แสกม ซึ่งถูกจับกุมและจำคุกในเรือนจำคลองเปรม จึงได้คบกันสามี-ภรรยา

ก่อนเกิดเหตุ นายไซมอนฯ ได้ชักชวนให้ตนไปว่าจ้าง นายเติมพงษ์ ศรีพุด (ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านั้น) เปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย พร้อมบัตร ATM โดย นายเติมพงษ์ฯ ได้รับเงินว่าจ้างจำนวนเงิน 1,000 บาท เมื่อได้บัญชีธนาคารเรียบร้อยแล้ว น.ส.ทิพวรรณฯ จะนำบัญชีธนาคารไปให้ นายไซมอนฯ สามีชาวไนจีเรีย ใช้ในการก่อเหตุหลอกลวงเยื่อหญิงไทย เมื่อมีเงินที่ได้จากการหลอกลวงเยื่อตนจะเป็นผู้ไปกดเงินตามที่คำสั่ง นายไซมอนฯ ทุกครั้ง


www.csdpolice.com

‘กองปราบ’ รวบหนุ่มหัวใส ปลอมสลิปโอนเงิน โกงค่าเช่าห้องนานกว่า 2 ปี

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2562 เว็บไซต์กองบังคับการปราบปรามเผยถึงกรณีการจับกุมนายสุภัทรชัย เกตุแก้ว อายุ 28 ปี ผุ้ต้องหาในคดีนี้ โกงค่าเช่าห้องพักแห่งหนึ่ง บนถนนอินทามระ ย่านสุทธิสาร กรุงเทพมหานคร

โดยนายวุพัทรชัย ได้ปลอมสลิปค่าเช่าห้องพัก โดยวิธีการเพิ่มเลข “0” จากจำนวนที่โอนไป 600 บาท เป็น 6,000 บาท จากนั้น ได้นำสลิปมาถ่ายเอกสาร แล้วนำมายื่นเพื่อชำระค่าเช่าห้องต่อนิติบุคคลของอาคารดังกล่าวนานกว่า 2 ปีเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 194,827 บาท

ทั้งนี้ทางนิติบุคคลฯทราบเรื่องจึงมาแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับนายสุภัทรชัยฯ ไว้ที่สถานีตำรวจภูธรพิษณุโลก ในข้อหา “ปลอมแปลงเอกสารหรือใช้เอกสารปลอม”

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 เม.ย.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ1 กองบังคับการปราบปราม โดยความควบคุมของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป., พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. ได้สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต.พชรเดช บุญฤทธิ์ สว.กก.1 บก.ป. ทำการสืบสวนจนนำไปสู่การจับกุมตัวนายสุภัทรชัยฯ โดยจับกุมตัวได้ที่ ถนนบรมไตรโลกนารถ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก จากนั้นจึงได้นำตัวนายสุภัทรชัยฯ ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง

ตามมาตรา 264 ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

มาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาทถึง 10,000 บาท

ที่มา www.csdpolice.com