ผู้นำทั่วโลกแห่ยินดีดาราตลกนั่งเก้าอี้ ‘ประธานาธิบดียูเครน’

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ผลการนับคะแนน 85% ของการเลือกตั้งยูเครนเมื่อเช้าวันที่ 22 เม.ย.2562 ระบุว่า นายโวโลดิมีร์ เวเลนสกี วัย 41 ปีดาราตลก ที่เคยรับบทเป็นประธานาธิบดีในซีรีส์ดังของยูเครน ได้รับคะแนนเลือกตั้ง 73.2% ซึ่งมีคะแนนนำประธานาธิบดีเปโตร โปโรเชนโก ที่ได้คะแนนเพียง 24.4%

ทั้งนี้ผลของการเลือกตั้งดังกล่าวชี้ว่า ขณะนี้ชาวยูเครนกำลังเบื่อหน่ายปัญหาทุจริต ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ความอยุติธรรมทางสังคม รวมถึงความขัดแย้งกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนนิยมรัสเซียทางภาคตะวันออกที่ประชาชนสังเวยชีวิตไปแล้วเป็นจำนวนมาก

สัญญาณความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนที่กำลังจะดีขึ้น

ส่วนทางด้าน นายกรัฐมนตรีดมิทรีเมดเวเดฟ ของรัสเซียโพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า รัสเซียมีโอกาสปรับปรุงความสัมพันธ์กับยูเครน หลังนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี้ นักแสดงตลกซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการเมืองมาก่อนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2562 ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างถล่มทลาย

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเมเดเวฟระบุเพิ่มเติมว่า ชัยชนะของนายเซเลนสกี้จะทำให้ทั้งสองประเทศมีโอกาสที่จะกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งผลการเลือกตั้งเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนยูเครนต้องการแนวทางใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับยูเครนเลวร้ายลงตั้งแต่ช่วงปี 2557 หลังจากรัสเซียผนวกคาบสมุทรไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ซึ่งนำไปสู่การสู้รบอย่างรุนแรงทางภาคตะวันออกของยูเครนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 13,000 คน.

พิษ ‘คุมเข้มผีน้อย’ สตม.เร่งช่วยคนไทย 300 ชีวิตติดตม.เกาหลีใต้ยกลำ

ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เร่งประสานพาคนไทยกว่า 300 ราย ที่ถูกกักภายในด่านตรวจคนเข้าเมืองประเทศเกาหลีใต้ กลับประเทศ

พลตำรวจโทสมพงษ์ ชิงดวง รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า ตำรวจ ตม. มีการประสานข้อมูลกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประเทศเกาหลีใต้ หลังพบปัญหานักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 300 คน ถูกกักใน ตม.ของประเทศเกาหลีใต้ โดยยืนยันการแก้ไขปัญหานี้บริษัทเอกชน หรือ สายการบินที่เดินทางไปจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับของคนไทย ซึ่ง ตม. ไทย พร้อมอำนวยความสะดวก ทั้งนี้ได้กำชับให้ตำรวจในสังกัดเฝ้าระวังเข้มงวดกับการปล่อยปะละเลยให้มีนักท่องเที่ยวชาวไทยถูกทอดทิ้งในต่างประเทศ

โดยก่อนหน้านี้ เพจเฟซบุ๊ก “เพื่อนคู่คิด มิตรแรงงาน” ได้แชร์ภาพนักท่องเที่ยวไทย ที่ไม่สามารถผ่าน ตม. เกาหลีใต้ ได้ และต้องรอกลับประเทศไทย ซึ่งพบว่า มีเป็นจำนวนมาก โดยระบุว่า นี่คือดำเนินการเชิงรุก ทั้งมาตรการสกัดกั้น และมาตรการปิดประตูตีแมวของทางการเกาหลีที่ระดมปูพรมป้องกันและปราบปรามผีน้อยไปพร้อมๆกัน ในคราวเดียว

ขณะที่ โลกออนไลน์ได้มีการแชร์โพสต์อย่างต่อเนื่อง เตือนคนไทยที่กำลังไปเกาหลี แต่ติด ตม.เกาหลียกลำ กลายเป็นประเด็นดราม่าหลังมีผีน้อยเข้ามาคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก

จากกรณีคนไทยหลบหนีเข้าเกาหลีใต้เพื่อไปทำงานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้เคยออกมาแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตามประกาศสถานเอกอัครราชทูตฯ ระบุว่า

1. ประเทศไทยมีข้อตกลงยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 90 วัน กล่าวคือ คนไทยไม่ต้องขอวีซ่า ดังนั้น จึงเป็นช่องว่างให้คนไทยบางรายลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้

2. จากสถิติสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ เมื่อเดือน มี.ค. ปี 2016 พบว่า คนไทยพำนักอย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ 52,435 คน คิดเป็นร้อยละ 58.1 ของจำนวนคนไทยทั้งหมดที่พำนักอยู่ 90,235 คน หากยังแนวโน้มสูงขึ้นต่อไป จะกลายเป็นประเทศที่มีคนพำนักผิดกฎหมายมากที่สุด สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงต้องดำเนินการเพื่อลดจำนวนคนไทยที่พำนักอย่างผิดกฎหมายลง

3. มาตรการที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะดำเนินการเพื่อแก้ไข คือ ให้ผู้พำนักผิดกฎหมายเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจ เมื่อปี 2558 มีจำนวนคนไทยเดินทางกลับ 8,402 คน และการป้องกันการเพิ่มขึ้นของการพำนักผิดกฎหมาย ด้วยการปฏิเสธการเข้าเมืองของผู้ที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย ทำให้มีคนไทยที่ถูกปฏิเสธอย่างต่อเนื่อง

4. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีอำนาจอย่างเต็มที่ตามกฎหมายของเกาหลีใต้ ที่จะเรียกสัมภาษณ์หรือสอบถามคนไทยที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย โดยหน่วยงานราชการไทยไม่มีอำนาจ และไม่สามารถเข้าแทรกแซงการตัดสินใจของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้

5. คนไทยที่ต้องการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว จะต้องเตรียมหลักฐานเอกสาร คือ บัตรโดยสารเครื่องบินทั้งขาไป และขากลับ เอกสารสำรองโรงแรม ที่พัก จำนวนเงินที่มากพอต่อการเดินทางท่องเที่ยวตามระยะเวลา แผนการท่องเที่ยว ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ที่จะเดินทางไป เป็นต้น

ขอบคุณภาพประกอบจาก กัสจัง ชิวชิว

นายกฯ เผยเร่งหาช่องเจรจาจ่ายค่าเสียหาย ‘โฮปเวลล์’

นายกรัฐมนตรี ย้ำรัฐบาลปัจจุบันต้องแก้ปมปัญหาพิพาทโฮปเวลล์ แม้จะเกิดขึ้นจากรัฐบาลในอดีต ด้านนายวิษณุ เครืองาม ยืนยัน ไม่ใช้มาตรา 44 หาทางออก

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่สั่งให้กระทรวงคมนาคม ปฏิบัติตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ​ จ่ายเงินชดเชยให้กับ บริษัท โฮปเวลล์ โดยย้ำ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในรัฐบาลใด แต่รัฐบาลปัจจุบันก็ต้องรับผิดชอบแก้ไข และไม่ใช่เฉพาะกรณีนี้ แต่ที่ผ่านมา มีหลายโครงการที่รัฐบาลได้แก้ไข แต่ก็ยังถูกตำหนิ จึงวอนเห็นใจคนทำงาน พร้อมระบุว่า สำหรับข้อพิพาทดังกล่าว เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเจรจากันอยู่

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ต้องขอเวลาศึกษารายละเอียดก่อน โดยกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่อง จะต้องทำรายงานเรื่องดังกล่าว ส่งให้คณะรัฐมนตรี รับทราบ แต่ต้องใช้เวลาอีกระยะ เพราะต้องรอศาลทำคำพิพากษา และคัดคำพิพากษาดังกล่าวมาพิจารณา พร้อมมองว่า ยังเร็วเกินไปที่รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ เพราะต้องรอกระทรวงคมนาคม ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการก่อน พร้อมยืนยัน จะไม่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการหาทางออก เพราะถือว่ากรณีที่เกิดขึ้น เป็นคำพิพากษาของศาล แต่อาจดำเนินการอย่างอื่นได้ เช่น การเจรจาต่อรอง


ย้อนรอยคดี โฮปเวลล์

โครงการถนนและทางรถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล หรือที่เรียกว่า “โฮปเวลล์” เกิดขึ้นเมื่อปี 2533 ในสมัยรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนายมนตรี พงษ์พานิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

โดยมีการเปิดประมูลสัมปทานก่อสร้างทางยกระดับ เพื่อแก้ปัญหาการจราจร ตามสัญญาผู้รับสัมปทานจะมีรายได้จากค่าโดยสารรถไฟฟ้า ค่าผ่านทาง และรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ตลอดเส้นทาง และผลการประมูลครั้งนั้น บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิงส์ ของนายกอร์ดอน วู ประธานบริหารโฮปเวลล์ โฮลดิ้ง ยักษ์ใหญ่วงการก่อสร้างของฮ่องกง เป็นผู้ชนะ

การได้บริษัท โฮปเวลล์ มาเป็นผู้ก่อสร้างนี้เหมือนจะเป็นผลดี เมื่อผู้ลงทุนออกแบบเองทั้งหมด โดยใช้วงเงินลงทุนทั้งโครงการประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 8 ปี อายุของสัมปทาน 30 ปี มีกำหนดตั้งแต่ 6 ธันวาคม 2534 – 5 ธันวาคม 2542 โดย แบ่งเป็น 5 ระยะทางรวมทั้งสิ้น 60.1 กิโลเมตรแต่ปรากฏว่า การก่อสร้างเป็นไปอย่างล่าช้า ประกอบกับปัญหาหลายเรื่อง

กระทั่งหลังรัฐประหารในปี 2534 รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ได้เข้ามาตรวจสอบสัญญาสัมปทานทั้งหมด ก่อนประกาศล้มโครงการ แม้ต่อมา รัฐบาลนายชวน หลีกภัย จะผลักดันโครงการต่อ แต่สุดท้าย ก็ยกเลิกสัมปทานอย่างเป็นทางการ เมื่อ 20 มกราคม 2541 ทำให้ต่อมา บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิ้ง ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในการยกเลิกสัญญา จนกลายเป็นคดีความยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน

โฮปเวลล์ อภิมหาโครงการ

โฮปเวลล์ เป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มาก ประกอบไปด้วยพื้นผิวการจราจร 4 ชั้น คือ

  • ชั้นบนสุด เป็นทางด่วนยกระดับ ความยาว 56.8 กม.
  • ชั้น 3 เป็นทางรถไฟยกระดับ 5 ช่องทาง
  • ชั้น 2 เป็นร้านค้าและชานชลา
  • ชั้นล่าง เป็นร้านค้าและทางเดินในโครงการ

โดยตามแผนงานนั้น ระบบขายตั๋วเป็นระบบอัตโนมัติ รถไฟ 1 ขบวนนั้นมีจำนวน 12 ตู้ เป็นระบบปรับอากาศทั้งหมด โดยประมาณการไว้ว่า สามารถขนส่งผู้คนได้ราว 3 ล้านคนต่อวัน ทำความเร็วสูงสุดได้ 90 กม. / ชม.

ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดี’โฮปเวลล์’

อย่างไรก็ตามในวันนี้ ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่บริษัท โฮปเวลล์ ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่สั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ให้กระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย จ่ายคืนเงินค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายอื่นๆ แก่บริษัท โฮปเวลล์ รวม 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ทำให้การรถไฟฯไม่ต้องจ่ายคืนเงินจำนวนดังกล่าว

>  ศาลปกครองสูงสุดสั่ง!! กระทรวงคมนาคมคืนเงินชดเชย ‘โฮปเวลล์’

ไทม์ไลน์ โครงการโฮปเวลล์

โครงการโฮปเวลล์ ถือเป็นหนึ่งในโครงการมหากาพย์แห่งไทยที่เกิดขึ้นมาในช่วงที่ถือได้ว่าเป็นวิกฤติทางการเมืองและเศรษฐกิจหลายๆ อย่าง ส่งผลให้โครงการถูกขนานนามเป็น “โฮปเลส” (Hopeless)

รัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัน (ปี 2532 – 2534)

  • 19 กันยายน 2532 – มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ โครงการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับในเขต กทม.
  • 16 ตุลาคม 2532 – มีการประกาศเชิญชวนเอกชนมาร่วมโครงการ ซึ่งมีผู้เสนอตัวเพียงรายเดียวคือ บริษัท Hopewell Holdings Ltd. (Hong Kong)
  • 1 พฤษภาคม 2533 – มีมติให้เร่งรัดการก่อสร้าง
  • 9 พฤศจิกายน 2533 – ลงนามสัญญาสัมปทานฯ มีกำหนดเวลา 30 ปี คือ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2534 – 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 โดยรบ.ไทย ไม่ต้องควักกระเป๋า “โฮปเวลล์” เป็นผู้ลงทุนทั้งหมด ในวงเงิน 8 หมื่นล้าน
  • 23 กุมภาพันธ์ 2534 – เกิดรัฐประหาร ปี 2534 โดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ รสช. นำโดย พลเอก สุนทร คงสมพงษ์

รัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน

  • 5 พฤศจิกายน 2534 – มีการเจรจาขอเลื่อนระยะเวลาสัมปทานออกไป ท่ามกลางข้อครหาในขณะนั้นถึงที่มาที่ไปของโครงการหลักหมื่นล้าน แต่เอกสารไม่ชัดเจน
  • 3 ธันวาคม 2534 – ครม. ให้นำข้อสังเกตของนายไพจิตร เอื้อทวีกุล ถึงปัญหาต่างๆ ในโครงการโฮปเวลล์ ไปพิจารณาโครงการใหม่อีกครั้ง
  • 3 มีนาคม 2535 – ให้มีการเจรจาแก้ปัญหาเรื่องการออกแบบโครงสร้าง บริเวณสี่แยกบางเขนและหลักสี่
  • 10 มีนาคม 2535 – ให้มีการเจรจาร่วมระหว่าง กรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย
    บริษัท ดอนเมือง โทล์ลเวย์จํากัด และบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ในการแก้ปัญหาต่างๆ
  • 28 กรกฎาคม 2535 – รบ. ยืนยัน ห้ามทุบสะพานลอย บริเวณแยกสี่แยกบางเขน-หลักสี่ ตามมติเดิม

รัฐบาล นายชวน หลีกภัย (ชวน 1)

  • 30 มีนาคม 2536 – เร่งรัดโครงการฯ ด้วยระบบ Fast Track เพื่อความรวดเร็วของการทำงาน
  • 3 พฤษภาคม 2537 – ปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์การออกแบบ การดำเนินการต่างๆ ยังคงตกลงกันมไม่ได้
  • 27 กันยายน 2537 – มติ ครม. ให้แก้ไขเส้นทางหลักของโครงการโฮปเวลล์
  • 17 ตุลาคม 2538 – ให้การรถไฟและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงความคืบหน้า ปัญหาต่างๆ โดย รฟท. ได้ชี้แจงว่า เหลือปัญหาเพียงจุดเดียว เชื่อว่า โครงการจะเสร็จทันเวลาตามสัญญาในปี 2542
  • 16 มกราคม 2539 – รายงานความก้าวหน้าโครงการนั้น คืบหน้าไปเพียง 3.1% จากแผนที่ควรจะคืบหน้า 63.4%
  • 16 เมษายน 2539 – ความคืบหน้าโครงการนั้นอยู่ที่ 5.03%

รัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ

  • 25 กุมภาพันธ์ 2540 – รายงานของมติ ครม. ยังพบปัญหาของการเวนคืนที่ดินของประชาชน ให้กระทรวงมหาดไทยนัดเจรจรนอกรอบ
  • 11 มีนาคม 2540 – การก่อสร้างโครงการต่ำกว่าเป้าอย่างมาก
  • สิงหาคม พ.ศ. 2540 – โฮปเวลล์หยุดการก่อสร้าง
  • 30 กันยายน 2540 – มติครม. เห็นชอบให้บอกเลิกสัญญา

รัฐบาล นายชวน หลีกภัย (ชวน 2)

  • 20 มกราคม พ.ศ. 2541 – กระทรวงคมนาคมเบิกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการ

….

ที่มาจาก ประมวลข้อมูลมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง โครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร (โฮปเวลล์)