ลูกจ้างอนาล็อก TV วอนรัฐ-กสทช. เยียวยาถูกลอยแพ

ลูกจ้างอนาล็อคทีวี วอนรัฐบาลและกสทช. คืนเงินทอนดิจิทัลเยียวยาพวกตนร้อยกว่าชีวิตที่ถูกลอยแพ สัปดาห์นี้เตรียมยื่นหนังสือสำนักนายกฯ

วันที่ 14 พ.ค. 2562 ที่ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล นายบราเห็ม สลีมิน ลูกจ้างระบบอนาล็อคช่องทีวีช่อง หนึ่งที่ถูกเลิกจ้างทั้งหมด 113 คนทั่วประเทศ มาร่วม 1 ปี ตั้งแต่ต้น ม.ค.2560 ที่ผ่านมาหลังมีการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเป็นดิจิตอล พร้อมเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกันวอนผ่านสื่อ ขอให้รัฐบาลหันมาเยียวยาพวกตนด้วย โดยขณะนี้พวกตนเสมือนถูกลอยแพ เนื่องจากนายจ้างไม่ทำแผนรองรับลูกจ้างและปิดก่อนอายุสัมปทาน ทั้งที่ กสทช.ได้ออกนโยบายให้ออกระบบอนาล็อคควบคู่กับดิจิตอลไปจนถึงอายุสัมปทานได้ ซึ่งก็อยู่ในแผนแม่บทของกสทช. ซึ่งขณะนี้ลูกจ้างได้นำเรื่องยื่นต่อศาลฯ เพื่อฟ้องแพ่งเรื่องอยู่ระหว่างอุทธรณ์

จากนโยบายของ กสทช. ดังกล่าวทำให้ลูกจ้างอนาล็อคต้องตกงาน ขณะนี้พวกตนลำบากมากจะไปหางานใหม่ก็ติดเงื่อนไข อายุเกิน 35 ปี เพราะแต่ละคนที่ตกงานอายุ มากกว่า 40 ไปเกือบจะเกษียร ส่งผลให้ครอบครัวที่เลี้ยงดูไม่ว่าบุพการี ลูกที่กำลังเรียนก็ได้รับผลกระทบไปหมด ทำได้แต่รับจ้างงานทั่วไป จึงวอนให้รัฐบาลหันมาดูแลพวกเราด้วย และเชื่อว่าอีกหลายชีวิตที่กำลังจะถูกเลิกจ้าง เมื่อรัฐบาลอุ้มผู้รับสัมปทานไว้ ก็อยากให้หันมาดูพวกเราชาวอนาล็อคด้วย

และในวันที่ 16 พ.ค.นี้ลูกจ้างระบบอนาล็อคทั้งประเทศที่ได้รับผลกระทบ 113 จะเดินทางยื่นหนังสือที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลเยียวยาความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ถูกลอยแพในครั้งนี้ เพื่อขอความเป็นธรรมจากรัฐบาล

ครม. อนุมัติมาตรการทางภาษี จูงใจผู้ประกอบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ครม. อนุมัติมาตรการทางภาษี จูงใจสำหรับผู้ประกอบการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  พร้อมอนุมัติทดลองเปิดด่านสะเดา 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 3 เดือน

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ในส่วนของประเด็นเศรษฐกิจ โดยที่ประชุมเห็นชอบ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการ ห้างหุ้นส่วน หรือนิติบุคคล ที่เข้าร่วมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีเงินได้นิติบุคคล จากกำไรสุทธิ ใน 3 รอบบัญชี ตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ซึ่งประมาณการว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียการจัดเก็บภาษีลดลงราว 280 ล้านบาท

พร้อมกันนี้คณะรัฐมนตรียังอนุมัติ ให้มีการทดลองเปิดด่านศุลกากรสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม เป็น 24 ชั่วโมง จากเดิมที่เปิดบริการตั้งแต่เวลา 5.00 น.จนถึง 23.00 น เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อลดปริมาณการจราจรที่หนาแน่นบริเวณหน้าด่าน ซึ่งจะเป็นการเปิดเฉพาะรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่เท่านั้นและจำกัด คน เข้าออก 2 คนต่อ 1 คัน โดยไม่รวมรถบรรทุกขนาดเล็ก หรือรถยนต์ส่วนบุคคล

ซึ่งประมาณการผู้ประกอบการจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการขนส่งลงไปได้ถึง 4 แสนบาทต่อวัน และเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดนอีกร้อยละ 5 โดยปัจจัยด้านความเสี่ยง คือ ต้องเฝ้าระวังสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน การลักลอบการดำเนินการสิ่งของผิดกฎหมายและการใช้โครงสร้างพื้นฐานเกินศักยภาพ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่สามารถควบคุมได้

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ การอนุญาตร่างกฎกระทรวงการประกอบธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตของคนต่างด้าว ซึ่งจะมีการทบทวนทุกปีโดยในปีนี้อนุญาตให้ต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจได้ คือ ธุรกิจบริการให้กู้ยืมเงินบริษัทในเครือธุรกิจของบริษัทต่างประเทศ การให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานสาธารณูประโภค และการให้บริการด้านคำปรึกษาของบริษัทในเครือในกลุ่ม เฉพาะด้าน อาทิ การตลาด ทรัพยากรบุคคล และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมองว่า 3 ธุรกิจดังกล่าว ไม่กระทบต่อกิจการ หรือธุรกิจของคนไทย เพราะเป็นการจำกัดให้บริการแค่ในกลุ่มเท่านั้น

ในหลวงรัชกาลที่ 10 โปรดเกล้าฯ เรียกประชุมรัฐสภา 22 พ.ค.62

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

วันนี้ (14 พ.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภา ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 แล้ว และตามความในมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มี การเรียกประชุมรัฐสภาภายในสิบห้าวัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี