ผลเลือกตั้งสภายุโรป พรรคโปรEU ยังได้เสียงข้างมาก

ประเด็นน่าสนใจ

  • ผลการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปยังคงครองเสียงข้างมากในสภา
  • กลุ่มพรรคสนับสนุนแนวคิด EU หรือ โปร EU ได้คะแนนลดลงกว่าสมัยก่อน
  • นักวิเคราะห์ระบุว่า มีแนวโน้มที่กลุ่มพรรค EPP จะจับมือกับกลุ่มพรรค S&D เพื่อสร้างแนวร่วมในสภา
  • การเลือกตั้งรัฐสภายุโรปครั้งนี้ มีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์สูงสุดในรอบ 20 ปี

สำนักข่าว ‘บีบีซี’ รายงานว่า ผลการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปชี้ว่า กลุ่มพรรคสนับสนุนแนวคิด EU หรือ โปร EU ได้คะแนนลดลงกว่าสมัยก่อนหน้า แต่ก็ยังคงครองเสียงข้างมากในสภา

โดยกลุ่มพรรคประชาธิปไตยยุโรป หรือ EPP ซึ่งมีแนวคิดกลาง-ขวา กวาดที่นั่งในสภาไป 179 ที่นั่ง จากทั้งหมด 751 ที่นั่ง ซึ่งลดลงจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 ซึ่งได้ 216 ที่นั่งส่วนกลุ่มพรรคประชาธิปไตยและสังคมนิยม หรือ S&D ได้ที่นั่งในสภา 152 ที่นั่ง ซึ่งลดลงจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ 191 ที่นั่ง

ทั้งนี้นักวิเคราะห์ระบุว่า มีแนวโน้มที่กลุ่มพรรค EPP จะจับมือกับกลุ่มพรรค S&D เพื่อสร้างแนวร่วมในสภา และจะได้แรงสนับสนุนจากกลุ่มพรรคเสรีนิยมและกลุ่มพรรคกรีน ขณะที่ผลการเลือกตั้งของกลุ่มพรรคเสรีนิยมและพรรคกรีนได้รับความนิยมมากขึ้นด้วย โดยกลุ่มพรรคกรีน ได้ที่นั่งในสภาได้ถึง 69 ที่นั่ง

ด้านกลุ่มพรรคชาตินิยมซึ่งได้รับชัยชนะในประเทศอิตาลี, ฝรั่งเศส และอังกฤษ จะเผชิญอุปสรรคเนื่องจากมีความเห็นที่แตกต่างกันในหลายประเด็น

อย่างไรก็ตาม คาดว่ากลุ่มพรรคชาตินิยมจะได้ที่นั่งมากกว่า 170 ที่นั่ง หรือราวร้อยละ 23 จากที่นั่งทั้งหมดในสภา ซึ่งถือว่ามากกว่าเดิมร้อยละ 20 แต่ยังน้อยกว่าการคาดการณ์ผลเลือกตั้งสภายุโรปที่มีก่อนหน้านี้ โดยการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปครั้งนี้ มีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์สูงสุดในรอบ 20 ปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51

Did you know สมาชิกรัฐสภายุโรป มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

‘สมาชิกรัฐสภายุโรป’จำนวน 751 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากพลเมืองยุโรป ซึ่งจะมีขึ้นทุกๆ 5 ปี โดยหนึ่งในบทบาทหลักของสมาชิกสภาคือการตรวจสอบและลงมติผ่านร่างกฎหมาย ที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการยุโรป รวมถึงมีหน้าที่เลือกประธานคณะกรรมาธิการยุโรปและอนุมัติงบประมาณของสหภาพยุโรปด้วย

ที่มา www.theguardian.com

หลักทรัพย์จดทะเบียนไทย รายงานยอดขายเติบโต แต่กำไรอ่อนลงเล็กน้อย

ประเด็นน่าสนใจ

  • หลักทรัพย์ที่รายงานผลกำไรสุทธิมีจำนวน 513 หลักทรัพย์ คิดเป็น 76.8% ของหลักทรัพย์จดทะเบียนที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด
  • ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2562 หลักทรัพย์จดทะเบียนมียอดขายรวม 2,921,953 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4%
  • ขณะที่กำไรสุทธิ 252,500 ล้านบาท ลดลง 9.3% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน
  • ธุรกิจหมวดพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ได้รับผลกระทบเรื่องค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาน้ำมันที่ลดลงตามภาวะตลาดต่างประเทศ
  • หมวดธุรกิจที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น คือ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดธนาคาร และหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

หลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานยอดขายในไตรมาส 1/2562 รวม 2.92 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% แต่มีกำไรสุทธิ 2.53 แสนล้านบาท ลดลง 9.3% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน เนื่องจากผลประกอบการของหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ปรับลดลง ขณะที่หมวดธุรกิจอาหารและอสังหาริมทรัพย์เติบโตดีมาก

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลักทรัพย์จดทะเบียนจำนวน 668 หลักทรัพย์ หรือคิดเป็น 94.4% จากทั้งหมด 708 หลักทรัพย์ (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด หรือ NPG) นำส่งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2562 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2562 พบว่าหลักทรัพย์ที่รายงานผลกำไรสุทธิมีจำนวน 513 หลักทรัพย์ คิดเป็น 76.8% ของหลักทรัพย์จดทะเบียนที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2562 หลักทรัพย์จดทะเบียนมียอดขายรวม 2,921,953 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% ขณะที่มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core operating profit) 273,028 ล้านบาท ลดลง 3.3% และมีกำไรสุทธิ 252,500 ล้านบาท ลดลง 9.3% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน

“หลักทรัพย์จดทะเบียนไทยยังคงมียอดขายเติบโตดี แต่มีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Core operation profit margin) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 9.3% เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 10.1% จากการที่ธุรกิจหมวดพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ได้รับผลกระทบเรื่องค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาน้ำมันที่ลดลงตามภาวะตลาดต่างประเทศ ประกอบกับหมวดพาณิชย์และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคมีการแข่งขันสูงขึ้น

ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ (Net profit margin) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 8.6% เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 9.9% จากผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนและการบันทึกกำไรจากเงินลงทุนที่ไม่สูงเท่าในไตรมาส 1/2561” นายแมนพงศ์ กล่าว

สำหรับฐานะการเงินของกิจการ ณ สิ้นไตรมาส 1/2562 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.32 เท่า จากช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 1.21 เท่า

หมวดธุรกิจที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น คือ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเติบโตดีจากสินค้าประเภทเครื่องดื่ม อาหารสด และการขยายตลาดในภูมิภาค CLMV หมวดธนาคารที่เติบโตดีตามการขยายสินเชื่อ และหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้ประโยชน์จากการที่ผู้บริโภคเร่งโอนโครงการก่อนที่มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อ​าศัยจะบังคับใช้ในไตรมาส 2/2562

‘บิ๊กป้อม’ ยกย่อง ‘ป๋าเปรม’ เป็นปูชนียบุคคล

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เผยใจหายกับการถึงแก่อสัญกรรมของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เพราะถือเป็นปูชนียบุคคลของกระทรวงกลาโหม พร้อมยอมรับ อาจกระทบขวัญกำลังใจกองทัพ

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวแสดงความเสียใจต่อการถึงแก่อสัญกรรมของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่า รู้สึกใจหายหลังทราบข่าว เพราะพลเอกเปรม ถือเป็นผู้บังคับบัญชาและปูชนียบุลคลของกระทรวงกลาโหม และนับเป็นการการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ เพราะพลเอกเปรม เป็นตัวอย่างในการทำงานที่ซื่อสัตย์, สุจริต อีกทั้งยังมีความจงรักภักดี ต่อสถาบันชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์

พร้อมยอมรับว่า การถึงแก่อสัญกรรมของพลเอกเปรม อาจกระทบขวัญกำลังใจกองทัพ ขณะที่พลเอกเปรม พูดอยู่เสมอว่า ผู้บังคับบัญชาต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งตนเองยึดถือมาโดยตลอดขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รู้สึกตกใจ, เสียใจ และอาลัย เพราะตนเองเป็นชาวจังหวัดสงขลา และเป็นประธานมูลนิธิสวนประวัติศาสตร์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ทำงานกับพลเอกเปรม ในบางระยะ จึงได้เห็นเจตนาและความตั้งใจดีในการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติมาตลอด

บิ๊กป้อม
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ

พร้อมเผยว่า ก่อนถึงแก่อสัญกรรมไม่ถึง 7 วัน ทางพลเอกเปรม ให้คนสนิทติดต่อมาว่า มีความประสงค์บริจาคทรัพย์สินให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนส่วนรวมอีกด้วยสอดคล้องกับพลเอกพิศณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ พลเอกเปรม ได้เรียกไปหารือ ว่า ตั้งใจนำเงินเก็บทั้งชีวิต ซึ่งเป็นเงินเดือนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, ประธานองคมนตรี และอื่นๆ ไปตั้งกองทุนให้คนยากจน ซึ่งตนได้ประสานกับรัฐบาล ผ่านนายวิษณุ จัดทำโครงการช่วยเหลือคนจนและเกษตรกร โดยพลเอกเปรมย้ำด้วยว่า ต้องทำอย่างยั่งยืน

ส่วนอนาคตบ้านสี่เสาเทเวศร์นั้น ต้องส่งคืนให้ทางกองทัพบก แต่ขณะนี้ อยู่ในระหว่างทำเรื่องขอใช้เป็นศูนย์ประสานงานมูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรมฯ สำหรับผู้ที่รักษาการตำแหน่งประธานองคมนตรี ขณะนี้คือ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี