ไม่พลิกโผ ‘คิง เพาเวอร์’ ชนะประมูลดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิ ต่อสัญญาอีก 10 ปี

ประเด็นน่าสนใจ

  • ทอท. ประกาศว่า บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ชนะโดยได้เสนอค่าตอบแทนสูงกว่าที่ ทอท.เคยได้รับอยู่เดิมและสูงกว่าที่ ทอท.คาดหมาย
  • สัมปทานดิวตี้ฟรีในครั้งนี้ เป็นการให้สิทธิสัมปทานเพียงรายเดียว 4 สนามบิน แต่แยกสัญญาเป็นสุวรรณภูมิ กับสนามบินภูมิภาค ท่ามกลางการจับตามองในเรื่องความโปร่งใสและการผูกขาด
  • คิง เพาเวอร์จะได้รับการต่อสัญญาสัมปทานต่อไปอีก 10 ปี จากเดิมที่ประกอบกิจการดิวตี้ฟรีมาแล้วทั้งสิ้น 14 ปี

วันนี้ (31 พฤษภาคม 2562) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอค่าตอบแทนและประกาศผลคะแนนสูงสุด การประมูลงานโครงการให้สิทธิ์ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร หรือดิวตี้ฟรี ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งผู้ชนะได้แก่ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด

โดย 3 กลุ่มบริษัทเอกชนที่ผ่านการพิจารณาและยื่นซองในวันนี้ และได้คะแนนเรียงตามลำดับ ได้แก่

1. บริษัท คิง เพาเวอร์ดิวตี้ฟรี จำกัด

2. กลุ่มบริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท โฮเทลล็อตเต้ จำกัด ยื่นในนาม “กิจการร่วมค้าการบินกรุงเทพล็อตเต้ดิวตี้ฟรี (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ)”

3. บริษัท โรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และพันธมิตรจากอังกฤษที่ยื่นในนาม “กิจการร่วมค้า 3 บริษัท”

ทั้งนี้ ทอท.ยังไม่ประกาศคะแนน ซึ่งเอกชนรายหนึ่งที่แพ้การประมูลไปแบบกังขา กล่าวว่าจะทำหนังสือมายัง ทอท. เพื่อขอดูรายละเอียดการคิดคะแนนและให้แจกแจงแต่ละส่วนด้วย โดยหลังจากนี้ ทอท. จะนำผลประกวดราคาครั้งนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการรายได้วันที่ 12 มิถุนายนนี้ และจะเสนอคณะกรรมการ ทอท.ชุดใหญ่ต่อไป

สัญญาของกลุ่มคิง เพาเวอร์ในสนามบินสุวรรณภูมิ เริ่มเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2549 สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีสัญญา 10 ปี สิ้นสุดปี 2559 และได้รับการต่อสัญญา 2 ครั้ง เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้เช่าพื้นที่อย่างรุนแรงเช่นเหตุการณ์ปิดสนามบิน ทอท. จึงต่อสัญญาให้ผู้เช่าพื้นที่ครั้งละ 2 ปี ทำให้อายุสัญญาสัมปทานของคิง เพาเวอร์เพิ่มเป็น 14 ปี และจะสิ้นสุดในวันที่ 27 กันยายน 2563 ที่ผ่านมาตัวเลขรายได้จากการทำธุรกิจในสนามบินสุวรรณภูมิของคิง เพาเวอร์ มากถึงปีละ 80,000 ล้านบาท

ทั้งนี้การประมูลดิวตี้ฟรีของ ทอท. คือหนึ่งในอภิมหาโครงการช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลที่ได้รับการจับตามองเรื่องความโปร่งใสและการผูกขาด โดยสัมปทานดิวตี้ฟรีในครั้งนี้ เป็นการให้สิทธิสัมปทานเพียงรายเดียว ซึ่งทอท. ยืนยันว่าเหมาะกับท่าอากาศในไทย แต่เพื่อความโปร่งใสจึงแยกเป็น 2 สัญญา คือสุวรรณภูมิ 1 สัญญา กับท่าอากาศยานภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่อีก 1 สัญญา

อย่างไรก็ดี ทางสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ก็ยืนกรานมาตลอดถึงการคัดค้านรูปแบบการให้สัมปทานแก่ผู้ประกอบการรายเดียว และสนับสนุนให้สัมปทานผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีเป็นแบบหลายราย โดยแยกตามหมวดหมู่สินค้า (By Category) และอายุสัมปทานที่เหมาะสมคือ 5 ปี ไม่ใช่ 10 ปี

[อัพเดท]

ในวันเดียวกันนี้เอง (31 พฤษภาคม 2562) ทอท. ยังได้ประกาศผลคะแนนรวมสูงสุดผู้ยื่นข้อเสนองานประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ซึ่ง บริษัท บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ได้ไปอีกเช่นกัน

ทำความเข้าใจ ‘พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562’ ป้องกันล่วงละเมิดสิทธิส่วนตัว

ประเด็นน่าสนใจ

  • ความสำคัญของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562
  • ประโยชน์ของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562
  • ผลกระทบองค์กรจาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562

จากกรณีที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีประสิทธิภาพและเพื่อให้มีมาตรการเยียวยาเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจากการถูกละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว

สำหรับกฎหมายฉบับดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 28 พ.ค.2562 หมวด 1 คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ หมวด 4 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ จะให้เวลาเตรียมตัว 1 ปีนับตั้งแต่ลงประกาศในราชกิจจาฯ โดยจะมีผลบังคับใช้ 28 พ.ค. 2563 เนื่องจากจะต้องมีการออกประกาศขั้นตอนระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ อีกราว 30 ฉบับ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติ ซึ่งหากฝ่าฝืนจะมีทั้งโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี และโทษปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท จนถึงระดับ 5 ล้านบาท แล้วแต่ประเภทของข้อมูล

เหตุผลความสำคัญที่ควรมี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562

เนื่องจากปัจจุบันมีการล่วงละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมากจนสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้การเก็บรวบรวมใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นการล่วงละเมิดดังกล่าวทำได้โดยง่ายสะดวก และรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม และแนวโน้มเกิดการละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิความเป็นส่วนตัวมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปแสวงหาประโยชน์หรือเปิดเผยโดยมิชอบหรือโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล เพื่อประโยชน์ในทางการค้า หรือเพื่อประโยชน์ในการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในการกระทำความผิดต่าง ๆ เช่น การฉ้อโกง การหมิ่นประมาท เป็นต้น

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเร่งผลักดันให้มีกฎหมายว่า ด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ เพื่อสร้างกลไกการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและสอดคล้องกับมาตรฐานที่เป็นสากล โดยต้องไม่สร้างภาระหน้าที่แก่ผู้เกี่ยวข้อง จนกลายเป็นข้อจำกัดหรืออุปส รรคในการประกอบธุรกิจการค้าหรือการให้บริการของภาคส่วนต่าง ๆ จนเกินสมควร เพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562

พ.ร.บ.นี้ เป็นกฎหมายที่จะสามารถดูแล และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิส่วนตัว โดยเฉพาะการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปหาประโยชน์ หรือเปิดเผยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลนั้น ทั้งเพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเพื่อประโยชน์ในการนำข้อมูลไปใช้ในลักษณะต่างๆ เช่น การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล บัญชีผู้ใช้ หรือรหัสผ่าน ไปทำธุรกรรมต่างๆ แทนเจ้าของตัวจริง

สาระสำคัญ

“พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562”  จะมีการตั้งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยประธานจะได้มาจากการสรรหาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภา ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการสรรหา ส่วนรองประธานได้แก่ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งยังมีกรรมการโดยตำแหน่ง 5 คน ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและอัยการสูงสุด รวมถึงมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 9 คน

มีการตั้งหน่วยงานใหม่คือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยในระหว่างที่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ยังไม่แล้วเสร็จให้สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี ทำหน้าที่ไปแทนก่อน และให้รองปลัดกระทรวงดีอีที่ได้รับมอบหมาย ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการสำนักงานฯ

การเก็บรวบรวม การใช้ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลอย่างชัดเจน และสามารถถอนความยินยอมได้ รวมถึงมีสิทธิขอให้ลบหรือทำลายได้เมื่อการเก็บ ใช้ เปิดเผย ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือถอนความยินยอม

ผลกระทบจาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต่อองค์กร

สาระสำคัญเบื้องต้นของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังระบุถึงผู้ควบคุมข้อมูล คือ บุคคลหรือนิติบุคคล องค์กรใหญ่ๆ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีหน้าที่ในการขอความยินยอม บันทึกและป้องกันไม่ให้มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ และต้องมีมาตรการในการเก็บรักษาข้อมูลที่เหมาะสม

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ จะส่งผลกระทบต่อทุกส่วนงานขององค์กรที่มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ อาทิ  “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล” ที่มีการเก็บรักษาข้อมูลของพนักงาน ทั้งข้อมูลการสมัครงาน ข้อมูลด้านสุขภาพ และสัญญาจ้างงาน ก็ต้องได้รับความยินยอม และมีการแจ้งวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลไว้ชัดเจนด้วยเช่นกัน รวมถึง “ฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร” ที่เก็บรักษาข้อมูลของลูกค้า หรือมีการส่งจดหมายข่าวสาร หรือกิจกรรมทางการตลาดไปให้ลูกค้า ต่อไปหากลูกค้าไม่ต้องการ หรือต้องการให้ลบข้อมูลของตน ก็ต้องปฏิบัติตาม

กล้องวงจรปิดจับภาพแม่ทิ้งเด็ก หลังเพิ่งคลอดได้เพียง 5 วัน

ประเด็นน่าสนใจ

  • แม่เด็กนำ ลูกสาวที่เพิ่งคลอดได้ 5 วัน นำไปทิ้งไว้ท้ายรถกระบะ หน้าโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เมื่อวันที่ วันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา
  • ล่าสุดญาติของหญิงสาวที่นำลูกไปทิ้ง ติดต่อขอนำตัวเด็กไปดูแลแล้ว
  • ตำรวจ สภ.คอหงส์ จะมีการดำเนินคดีกับผู้เป็นแม่ในข้อหาทอดทิ้งเด็ก และจะเรียกตัวมารรับทราบข้อกล่าวหาในภายหลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้เกิดเหตุหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งนำลูกสาวซึ่งเพิ่งคลอดได้เพียง 5 วันมาทิ้งไว้ในท้ายรถกระบะที่จอดอยู่ใกล้กับป้ายรถโดยสารประจำทาง หน้าโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เป็นเด็กผู้หญิงที่เพิ่งคลอดได้เพียง 5 วัน และโชคดีที่เด็กปลอดภัยถูกนำตัวไปดูแลที่โรงพยาบาลสงขลาครินทร์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 5 โมงเย็นของวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา และวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์และผู้เป็นแม่ขณะเดินอุ้มลูกได้อย่างชัดเจน

ล่าสุดทาง พ.ต.ท.ไชยพงศ์ ธรรมสุรินทร์ สารวัตรสอบสวน สภ.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุทางชุดสืบสวนได้ทำการสืบสวนจากเบาะแสภาพกล้องวงจรปิด ขณะนี้รู้ตัวผู้เป็นแม่ที่นำลูกมาทิ้งแล้วเป็นชาวอ.สะเดา จ.สงขลา ชื่อเล่นว่าน้ำ อายุ 20 ปี และทางญาติได้ติดต่อมายังตำรวจเพื่อขอรับเด็กทารกคนนี้กลับไปดูแล้วซึ่งขณะนี้ทารกยังคงอยู่ในความดูแลของแพทย์ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์

ส่วนในทางคดีจะมีการดำเนินคดีกับผู้เป็นแม่ในข้อหาทอดทิ้งเด็ก และจะเรียกตัวมารรับทราบข้อกล่าวหาในภายหลัง ส่วนสาเหตุที่นำลูกมาทิ้งทางญาติยังไม่มีการเปิดเผยในรายละเอียด และทางพนักงานสอบสวนจะสอบปากคำแม่อีกครั้ง

ด้าน นายเจริญ สุธิตานุกุล คนขับรถตุ๊กตุ๊กในบริเวณหน้าโรงพยาบาลสงขลาครินทร์ ได้เล่าเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุให้ฟังว่า ทางเจ้าของรถกระบะที่ไปพบทารกได้แจ้งให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์มาดู และรีบนำตัวไปดูแลที่โรงพยาบาลทันทีด้วยความเป็นห่างทารก ก่อนที่จะแจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบที่เกิดเหตุและหาตัวหญิงสาวที่นำทารกมาทิ้ง