สำนักงานเขตบางกอกใหญ่สั่งปรับ 1 หมื่น โรงแรมทิ้งถุงยางลงคลอง

ประเด็นน่าสนใจ

  • สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ สั่งปรับ 1 หมื่น โรงแรมทิ้งถุงยางลงคลอง ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ
  • ทางโรงแรมอ้างว่า จ้างบริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการกลับขยะ แต่ไม่ทราบว่าถูกนำมาทิ้งลงคลอง

จากกรณีโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพสภาพคลองบางกอกใหญ่ ที่มีเศษขยะและถุงยางอนามัยลอยเกลื่อนเป็นจำนวนมาก จนชาวเน็ตเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่านต่อ : สกปรก! ภาพถุงยางลอยเกลื่อน คลองบางกอกใหญ่)

ล่าสุดว่านี้ (17 มิ.ย.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.กรุณา ธูปเทียนหอม ผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า เบื้องต้นพบว่าต้นเหตุมาจากโรงแรมแห่งหนึ่งในย่านจรัญสนิทวงศ์ มีมีชื่อประทับอยู่บนซองสบู่ที่ลอยเกลื่อนพร้อมถุงยาง

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเก็บเศษขยะและถุงยางหมดแล้ว และได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับ จำนวนเงิน 1 หมื่น กับทางโรงแรมดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ

ขอบคุณภาพจาก : นาย อร่อย อูมามิ

ไทม์ไลน์ เหตุระทึก 2 วิน เปิดศึกถล่มกันย่านอ่อนนุช

ประเด็นน่าสนใจ

  • ย้อนเหตุการณ์วินจักรยานยนต์ไล่ตีกันบนถนนอุดมสุข
  • สาเหตุการปะทะ เกิดจากความบาดหมาง เปิดวินแย่งผู้โดยสารกัน
  • ความคืบหน้าของคดีจับผู้ก่อเหตุได้แล้ว 3 รายและออกหมายจับอีก 4 คน
  • รัฐบาลสั่ง จนท. จัดระเบียบวินจักรยานยนต์ ป้องกันเหตุซ้ำ
  • ทนายเผยผู้ก่อเหตุทุกคนติดคุกหมดไม่มียกเว้น

กลายเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับข่าวผู้ขับจักรยานยนต์ 2 กลุ่ม พร้อมอาวุธครบมือ เปิดฉากยกพวกตีกันกลางถนนย่านอุดมสุข ก่อนถึงขั้นควักปืนจริง กระสุนแท้ ระดมยิงใส่กัน ไม่สนกฎบ้านกฎเมือง ห่วงชีวิตของประชาชนที่อยู่รอบข้าง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

นาทีเกิดเหตุระทึก ทำคนแตกตื่นทั่วเมือง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 62 เวลาประมาณ 11.15 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Jutarat Charoenphol ได้มีการเผยแพร่คลิปเหตุปะทะกันของกลุ่มวินจักรยานยนต์ 2 กลุ่ม กลางถนน ก่อนที่ผู้โพสต์จะระบุต่อมาว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น บนถนนสุขุมวิท ช่วงสุขุมวิท 103/1 (อุดมสุข)

โดยคลิปได้เผยให้เห็นว่า มีกลุ่มชายสวมเสื้อวินจักรยานยนต์จำนวนหลายสิบคน พร้อมอาวุธครบมือ ทั้งท่อนไม้ แท่งเหล็ก และปืน เปิดฉากไล่ทำร้ายกันอยู่บนถนน จนสร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านที่อยู่บริเวณดังกล่าว แม้ว่าเวลานั้นจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมสถานการณือยู่ใกล้ๆ แต่ด้วยกำลังที่มีไม่มากพอจึงไม่สามารถเข้าระงับเหตุได้

ความระห่ำ นำมาซึ่งความสูญเสีย

จากความน่ากลัวของเหตุการณ์ และการไม่เคยแม้จะเกรงใจในกฎหมาย ความเศร้าสลดจึงเกิดขึ้น เมื่อการเปิดฉากปะทะกันครั้งนี้ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยรายแรกเสียชีวิตจากการถูกยิงขณะที่ออกมาติดตามสถานการณ์ ซึ่งการข่าวคราวแรก เผยว่าชายคนดังกล่าวเป็นเพียงคนที่นั่งพักกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ริมถนน แต่กลับโชคไม่ดีมาถูกลูกหลงเสียชีวิต

แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน กลับมีคลิปปรากฏในโลกโซเชียลเฉลยว่า เขาไม่ได้ถูกลูกหลง แต่กลับเป็น 1 ในผู้ก่อเหตุที่เข้าไปทำร้ายหัวหน้าวินคู่กรณี ด้วยการใช้อาวุธเป็นค้อนทุบไปที่หัวไม่ยั้ง ก่อนที่เวลาต่อมาเขาจะหลบไปเปลี่ยนเสื้อและทำทีจะเก็บรถเข้าบ้านจนสุดท้ายถูกยิงเสีียชีวิตดังกล่าว

ส่วนอีกคนถูกฟันที่ศีรษะจนได้รับบาดเจ็บเป็นแผลฉกรรจ์ ก่อนจะทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลงระหว่างที่ทำการรักษาในโรงพยาบาล

ความขัดแย้งนี้มีที่มา ก่อนปะทุรุนแรง

การปะทะเดือดครั้งนี้ มีรายงานว่ามาจากการที่วินทั้งสองกลุ่มไม่ลงรอยกันมานานแล้ว เพราะอีกฝั่งเป็นวินที่ถูกกฎหมาย ขณะที่อีกฝั่งเป็นวินเถื่อน ที่มีกลุ่มผู้มีอิทธิพลหนุนหลัง ตั้งขึ้นมาเพื่อแย่งลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีปากเสียงกันกระทบกระทั่งกันไปมา แต่ไม่รุนแรง ก่อนที่ทั้งสองเกินความอดทนอารมณืจึงระเบิด จึงเปิดฉากยกพวกตีกันดังกล่าว

เหตุสงบ ฝั่งตำรวจ เริ่มทำงาน

หลังการปะทะสงบ จบที่ความสูญเสีย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้าพื้นที่เคลียร์สถานการณ์ ด้วยการสอบสวนพยาน และตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ก่อนเป็นที่มาของการออกหมายจับ ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นแล้ว 7 คน

โดย 3 คนที่ จับกุมได้ยังให้การภาคเสธ ยืนยันว่าอยู่ในเหตุการณ์ แต่ไม่มีอาวุธ และไม่ได้ยิง แต่พนักงานสอบสวนก็มีหลักฐานพยานชัดเจน ซึ่งผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรก็ได้อาทิ

  • นายเจริญ เจริญผล อายุ 34 ปี
  • นายรังสรรค์ ศรไชยศรี อายุ 29 ปี สวมเสื้อวินเบอร์ 65
  • นายปิยะ พวงเกสร อายุ 45 ปี

ส่วนที่อยู่ระหว่างหลบหนีนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งกำลังชุดสืบสวนเร่งล่าตัวมาดำเนินคดีอยู่ คาดว่ายังไม่ไหนไกลยังอยู่ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล พร้อมกันนี้ทางตำรวจได้ขออำนาจศาลจังหวัดพระโขนงขออนุมัติหมายจับ

ก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้ออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 4 คน ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ทำร้ายร่างกายผู้อื่น, พกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป อาทิ

  • นายประมุข วิเชียรดิลกกุล หัวหน้าวินรถจักรยานยนต์ ซอย 1
  • นายจีระพงษ์ วิบูลย์รัชกิจ หรือเบส อดีตเจ้าหน้าที่มูลนิธิแห่งหนึ่ง
  • นายมานพ มิ่งมงคล
  • นายพันธ์ศักดิ์ พละทรัพย์

ส่วนผู้เสียชีวิตที่ตรวจสอบแล้วร่วมก่อเหตุนั้น ถือว่ากระทำผิดและต้องได้รับโทษ แต่เนื่องจากผู้กระทำผิดได้เสียชีวิตไปแล้ว ทางกฎหมายจึงถือว่าผู้กระทำผิดถึงแก่ความตาย และต้องแยกเป็นคนละส่วนกับผู้ที่ลงมือยิง จนทำให้เขาเสียชีวิต

ขณะที่สาเหตุของเรื่องนี้ มาจากเรื่องบาดหมางกันของกลุ่มวินทั้งสอง และการอ้างว่ามีการเก็บค่าเช่าเสื้อวินหรือไม่นั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอเวลาในการสืบสวนสอบสวน ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบในเวลาต่อไป

รัฐบาลไม่นอนใจ ส่งเจ้าหน้าที่ดูแล ป้องเหตุซ้ำ

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุ ได้สั่งการให้ผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ตรวจสอบไปแล้ว ส่วนจะมีการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างในกรุงเทพมหานครอีกครั้งก่อนที่คสช. จะหมดอำนาจหรือไม่นั้นพลเอกประวิตรกล่าวสั้นๆว่าได้สั่งการไปแล้ว

ทนายเผย วินเปิดศึกวิวาทกลางกรุง ติดคุกหมดไม่ยกเว้น

ทั้งนี้จากเหตุที่เกิดขึ้น นายเดชา กิตติวิทยานันท์ เจ้าของเพจ ทนายคลายทุกข์ ได้มีการโพสต์ข้อความ เพื่อให้ความรู้ ในเรื่องข้อกฎหมาย ว่า กลุ่มวินที่ร่วมก่อเหตุยกพวกตีกันที่กลางถนนอุดมสุข ต้องติดคุกหมดไม่มีการยกเว้น

เพราะการกระทำของพวกเขาเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี เพราะทั้งสองฝ่ายใช้อาวุธทำร้ายกันโดยเจตนาจนเป็นเหตุทำให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต

ซึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่14232/2558 ระบุว่า แม้มิได้เป็นผู้ลงมือฆ่าหรือทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายหนึ่งก็ตามเพราะถือว่าฝ่ายที่ใช้อาวุธปืนหรืออาวุธ มีเจตนาร่วมกับพวกกระทำต่อผู้ตายและผู้เสียหายย่อมต้องรับผลอันเป็นธรรมดาย่อมเกิดขึ้นจากการนั้นในฐานะตัวการ

นอกจากนี้ เขายังได้เปิดเผยว่า นอกจากนอกจากผู้ก่อเหตุที่จะต้องรับผิดชอบจากเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว หน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่กำกับดูแลและควบคุมวินจักรยานยนต์ก็ต้องรับผิดชอบในเหตุที่เกิดขึ้นด้วย เพราะปล่อยปละละเลยให้วินทั้งสองแห่งตั้งอยู่ใกล้กันมานานกว่า 2 ปี ไม่มีการวางมาตรการดูแล จนนำไปสู่เหตุทะเลาะถึงขั้นสูญเสียในครั้งนี้

เปิดรายได้และขั้นตอนการเป็น ‘วินมอเตอร์ไซค์’

ประเด็นน่าสนใจ

  • ผลสำรวจระบุว่า วินมอเตอร์ไซค์มีรายได้เฉลี่ย 24,370.25 บาทเดือน แต่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 11,633.64 บาทต่อเดือน
  • การขอจัดตั้งสถานที่ตั้งวินใหม่ใกล้เคียงกับวินที่มีอยู่เดิม ให้พิจารณาตามความจําเป็น และให้คํานึงถึงความสงบเรียบร้อย โดยให้มีระยะห่างจากสถานที่ตั้งวินเดิมตามความเหมาะสมด้วย

‘วินมอเตอร์ไซด์’ หรือ ‘รถจักรยานยนต์สาธารณะ’ คือระบบขนส่งมวลชนของไทยที่ครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนมากที่สุด ซึ่งแม้วินมอเตอร์ไซค์จะมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ก็เป็นอาชีพอิสระที่หลายคนอยากเข้ามาทำ

รายได้และภาระ

จากการเปิดเผยผลสำรวจ “สถานภาพผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์รับจ้าง” ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 พบว่า

ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะที่ได้รับใบอนุญาตทั่วประเทศมี 185,303 ราย  

ปัญหาที่ผู้ใช้บริการพบมาก ได้แก่

  • การทะเลาะวิวาท แย่งลูกค้าระหว่างวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างกับ Grab bike
  • ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน
  • บอกค่าโดยสารเกินควร
  • วินรถเถื่อนไม่มีใบอนุญาต
  • บริการไม่สุภาพ
  • จอดรถบนทางเท้ากีดขวางทางจราจร

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,243 รายพบว่า 70.06% ได้จดทะเบียนถูกต้องแล้ว และมีรถเป็นของตัวเอง  อายุเฉลี่ยของผู้ประกอบอาชีพนี้อยู่ที่ 39 ปี ทำอาชีพนี้มาแล้วเฉลี่ย 8 ปี

ในแต่ละเดือนต้องขี่รถเพื่อหารายได้ถึง 25วัน เฉลี่ยวันละ 41 เที่ยว เฉลี่ย 9 ชั่วโมงต่อวัน โดย 79.57% ยึดการขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นอาชีพหลัก เพียงอาชีพเดียว

โดยมีรายได้เฉลี่ย 974.81 บาทต่อวัน หรือ 24,370.25 บาทเดือน ทั้งนี้ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 11,633.64 บาทต่อเดือน โดย 3 อันดับแรก คือ ค่าน้ำมัน ค่าผ่อนรถจักรยานยนต์ และค่าเช่าเสื้อ ทำให้เหลือรายได้ 12,736.61 บาท รายได้ดังกล่าวต้องนำไปดูแลสมาชิกครอบครัวเฉลี่ย 4 คน และเกือบทั้งหมดไม่มีขึ้นทะเบียนเข้ารับระบบสวัสดิการจากภาครัฐ

การขอจัดตั้งวินใหม่

กล่าวเฉพาะสำหรับในพื้นที่กรุงเทพฯ ตาม “ประกาศคณะกรรมการประจํากรุงเทพมหานคร เรื่อง กําหนดสถานที่ตั้งวินและหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรอง การใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2561” ระบุว่า  

“วิน” หมายความว่า สถานที่รอรับคนโดยสารที่คณะอนุกรรมการประจํากรุงเทพมหานคร กําหนดให้ใช้เป็นที่รอรับคนโดยสาร

การขอจัดตั้งสถานที่ตั้งวินใหม่และขอหนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะให้ ‘ผู้แทนวิน’ ยื่นต่อ คณะอนุกรรมการประจํากรุงเทพมหานคร ณ สํานักงานเขต สังกัดกรุงเทพมหานครที่สถานที่ตั้งวินตั้งอยู่ พร้อมด้วยเอกสารดังต่อไปนี้

  1. แผนผังแสดงที่ตั้งสถานที่ตั้งวิน และแผนผังการจอดรถ
  2. รูปถ่ายบริเวณสถานที่ตั้งวิน และรูปถ่ายสถานที่จอดรถ
  3. หนังสือให้ความยินยอมให้ใช้พื้นที่ในกรณีเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล
  4. บัญชีรายชื่อผู้ขับรถในสถานที่ตั้งวิน พร้อมด้วยภาพถ่ายใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ที่ยังไม่สิ้นอายุ
  5. ภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถซึ่งผู้ขับขี่มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือผู้ครอบครองในกรณี ที่รถนั้นจดทะเบียนแล้ว หรือหลักฐานการได้มาของรถที่มีชื่อผู้ขับรถเป็นผู้ซื้อหรือเช่าซื้อ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกํากับภาษี สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าซื้อ หนังสือรับรองการเช่าซื้อ เป็นต้น ในกรณีรถนั้นยังไม่ได้ จดทะเบียน
  6. เส้นทางหรือท้องที่ในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารและอัตราค่าโดยสาร

โดยกรณีขอจัดตั้งสถานที่ตั้งวินใหม่ คณะอนุกรรมการประจํากรุงเทพมหานครเป็นผู้มีอํานาจพิจารณากําหนดสถานที่ตั้งวินตามความเหมาะสม ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • คํานึงถึงความจําเป็นต้องมีการใช้บริการ รถจักรยานยนต์สาธารณะ การขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่นใกล้เคียง ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และ ความปลอดภัยของคนเดินเท้าและผู้ใช้ทางเป็นสําคัญ
  • กรณีตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคลต้องได้รับความยินยอม จากผู้มีกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิใช้พื้นที่นั้น โดยทําเป็นหนังสือยินยอมให้ใช้พื้นที่
  • ในกรณีการขอจัดตั้งสถานที่ตั้งวินใหม่ใกล้เคียงกับวินที่มีอยู่เดิม ให้พิจารณาตามความจําเป็น เพื่อให้เพียงพอกับปริมาณความต้องการของประชาชนผู้ใช้บริการ และให้คํานึงถึงความสงบเรียบร้อย โดยให้มีระยะห่างจากสถานที่ตั้งวินเดิมตามความเหมาะสมด้วย

กรณีเพิ่มจำนวนผู้ขับขี่ในวินเดิม

การขอรับหนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะในวินที่จัดตั้งอยู่เดิม ให้ยื่นความประสงค์ ณ สํานักงานเขต สังกัดกรุงเทพมหานคร ที่สถานที่ตั้งวินตั้งอยู่ตามแบบที่กําหนดท้ายประกาศ พร้อมด้วยเอกสาร ดังต่อไปนี้

  1. ภาพถ่ายใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ยังไม่สิ้นอายุ
  2. ภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถซึ่งผู้ขับขี่มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือผู้ครอบครองในกรณี ที่รถนั้นจดทะเบียนแล้ว หรือหลักฐานการได้มาของรถที่มีชื่อผู้ขับรถเป็นผู้ซื้อหรือเช่าซื้อ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกํากับภาษี สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าซื้อ หนังสือรับรองการเช่าซื้อ เป็นต้น ในกรณีรถนั้นยังไม่ได้ จดทะเบียน

หนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะให้ออกได้คนละ 1 คัน โดยให้มี อายุ ๑๒๐ วันนับแต่วันที่ออกหนังสือรับรอง และให้ถือว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวจะจําหน่าย จ่าย โอน หรือให้สิทธิตกทอดแก่ทายาทไม่ได้ ผู้ได้รับหนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะ ต้องนํารถมา จดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้แล้วเสร็จภายในอายุหนังสือรับรอง

ผู้ได้รับหนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะที่ได้นํารถไปจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะแล้วต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

  1. ไม่ให้บุคคลอื่นเช่า ซื้อ หรือดําเนินการอื่นใด เพื่อให้ผู้อื่นขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ของตนเพื่อการรับจ้าง หรือใช้เสื้อกั๊กหรือเสื้อคลุมที่มีหมายเลขประจําตัวของตนในการรับจ้าง
  2. ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะของตนเพื่อการรับจ้างติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ในรอบระยะเวลา 1 ปี
  3. ไม่นํารถจักรยานยนต์สาธารณะของตนไปรับจ้างในสถานที่ตั้งวินอื่น ที่ตนเองไม่มีชื่ออยู่ ในบัญชีรายชื่อผู้ขับรถและท้องที่ในการรับจ้างคนโดยสารอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาต

กรณีการถอดชื่อวิน

ให้คณะอนุกรรมการประจํากรุงเทพมหานครในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบถอดชื่อผู้ได้รับ หนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะ หรือผู้ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ออกจากบัญชีรายชื่อ ในสถานที่ตั้งวินที่ผู้นั้นขับรถอยู่ เมื่อปรากฏว่าบุคคลนั้นฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้น หรือ มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

  1. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการขอรับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ
  2. เลิกประกอบการอาชีพขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ
  3. ทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะเป็นอันระงับ
  4. ประพฤติตนไม่เหมาะสม เช่น เสพสุราหรือเล่นการพนันบริเวณสถานที่ตั้งวิน หรือมีผู้ขับ รถจักรยานยนต์สาธารณะตามที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อของวินนั้นจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งร้องขอต่อ คณะอนุกรรมการประจํากรุงเทพมหานคร
  5. เสียชีวิตหรือทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์สาธารณะได้