ประกาศแจ้งเตือนคนไทยในฮ่องกง ขณะนี้มีการชุมนุมประท้วงในฮ่องกง

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีการชุมนุมประท้วงในฮ่องกง
  • สถานกงสุลใหญ่ฯ เตือนให้ระวัง อาจเกิดสถานการณ์ความรุนแรง
  • ผู้จัดการชุมนุมประท้วงประเมินตัวเลขผู้เข้าร่วมการชุมนุมล่าสุดอยู่ที่ 1.03 ล้านคน

วันที่ 9 มิ.ย. 2562 สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง ได้ออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยในฮ่องกง เนื่องจากขณะนี้มีการชุมนุมประท้วงในฮ่องกง โดยมีผู้เข้าร่วมประท้วงประมาณ 500,000 คน (ตัวเลขประเมินโดยผู้จัดการประท้วง) ส่งผลให้การสัญจรทุกประเภท ทั้งทางรถยนต์และรถไฟใต้ดิน (MTR) มีความหนาแน่นสูง จนถึงเป็นอัมพาต

โดยเฉพาะในย่าน Admiralty / Central / Wan Chai / Causeway Bay / และจิมซาจุ่ย ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่การชุมนุมประท้วงจะยืดเยื้อต่อไปจนถึงกลางดึก รวมทั้งอาจมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสถานการณ์ความรุนแรงจากการชุมนุมประท้วงในครั้งนี้

สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง ขอให้คนไทยในฮ่องกงพยายามหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านไปในบริเวณที่ชุมนุมประท้วงและบริเวณใกล้เคียงข้างต้น นอกจากนี้ ขอให้นักท่องเที่ยวโปรดเผื่อเวลาในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ รวมถึงสนามบินด้วย

รายงานล่าสุด ในเวลา 22.00 น. สถานการณ์ชุมนุมประท้วง ผู้จัดการชุมนุมประท้วงประเมินตัวเลขผู้เข้าร่วมการชุมนุมล่าสุดอยู่ที่ 1.03 ล้านคน ในขณะที่ตำรวจฮ่องกงขยับตัวเลขประเมินผู้เข้าร่วมชุมนุมประท้วงขึ้นมาที่ 240,000 คน

เตรียมขุดลอกคลองข่าตอนบน หลังพบน้ำเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้าน

ประเด็นน่าสนใจ

  • น้ำในคลองหลังประตูระบายน้ำคลองข่าตอนบน ส่งกลิ่นเหม็น ปลาตาย
  • ปัญหาน้ำเน่าเสียเกิดจาก มีสิ่งปฏิกูลขวางทางน้ำเป็นจำนวนมาก
  • เตรียมแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยการขุดลอกคลอง

กรมชลประทานชี้แจงกรณี มีราษฎรจันทนิมิตร้องเรียนว่า น้ำในคลองหลังประตูระบายน้ำคลองข่าตอนบน หมู่ที่ 3 ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ประสบปัญหาน้ำแห้งขอดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้ปลาตายเป็นจำนวนมาก จึงส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของราษฎรในพื้นที่ นั้น

นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า จากการตรวจสอบหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย พบว่าในคลองมีสิ่งปฏิกูลหรือขยะกีดขวางทางน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับลำคลองมีสภาพตื้นเขิน ส่งผลให้น้ำไหลได้ไม่สะดวกมากนัก ทำให้เกิดปลาตายและส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ

ปัจจุบันโครงการชลประทานจันทบุรี ได้ดำเนินการเปิดประตูระบายน้ำคลองข่าทั้ง 3 บาน ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 5 มิถุนายน 2562 เพื่อช่วยระบายน้ำที่เน่าเสียให้ไหลออกสู่ทะเล และให้น้ำเค็มไหลเวียนเข้ามาช่วยชะล้างน้ำที่เน่าเสียออกจากลำคลอง โดยกำหนดให้เปิดประตูระบายน้ำทุกวัน คาดว่าจะใช้ระยะเวลา 1-2 วัน จะช่วยให้สภาพน้ำในคลองหลังประตูระบายน้ำคลองข่าตอนบนมีสภาพดีขึ้น

สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว โครงการชลประทานจันทบุรีได้เตรียมหารือกับทางเทศบาลเมืองจันทนิมิต รวมทั้งผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาจัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินการขุดลอกคลองดังกล่าว และร่วมกันกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือขยะที่ขวางทางน้ำออกให้หมด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียขึ้นมาอีกในอนาคต จึงขอความร่วมมือจากประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวรริมคลองข่าตลอดทั้งสาย ให้ช่วยกันรณรงค์งดทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือขยะลงในคลองด้วย

ชป.ยัน! แพสูบน้ำแม่น้ำน่านไปลงบึงสีไฟเมืองพิจิตร ยังใช้งานได้ตามปกติ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่า ชาวบ้านพิจิตร โวยหลังรัฐบาลประยุทธ์ เทงบ 25 ล้าน สร้างแพสูบน้ำ แต่ใช้งานไม่ได้
  • ชลประทานพิจิตร ได้จูงแพสูบน้ำได้หลุดออกจากจุดที่ตั้งกลับเข้าที่เดิม ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 62 วางแผนปรับปรุงลวดสลิงที่ใช้ยึดแพให้ดีขึ้น
  • ยืนยัน แพสูบน้ำแม่น้ำน่านไปลงบึงสีไฟเมืองพิจิตร ยังใช้งานได้ตามปกติ

กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อมวลชนความว่า “ชาวบ้านพิจิตร จวกรัฐบาลประยุทธ์ เทงบ 25 ล้าน สร้างแพสูบน้ำ สุดท้ายไร้ค่าใช้การไม่ได้ แพสูบน้ำหลุดลอยออกไปจากจุดที่ติดตั้งกว่า 6 กม. ชาวบ้านเห็นจึงดึงมามัดไว้ริมตลิ่ง แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่า ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด หรือทางภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่สนใจ ชาวบ้านเสียดายงบประมาณ 25 ล้าน ฝากไปยังรัฐบาลชุดใหม่ สั่งให้หน่วยงานหรือจังหวัดออกมาแก้ไขตรวจสอบด้วย” นั้น

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า สืบเนื่องจากปี 2559 จ.พิจิตร ได้ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก จนส่งผลให้ปริมาณน้ำในบึงสีไฟ ซึ่งเป็นบึงน้ำจืดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ เนื้อที่ 5,000 ไร่ มีสภาพแห้งขอด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้น ได้อนุมัติเงินงบประมาณจำนวน 25 ล้านบาท ให้กรมชลประทาน

โดยโครงการของชลประทานพิจิตร ดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านวังตาดี ต.ท่าหลวง อ.เมืองพิจิตร เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำน่านเข้าสู่บึงสีไฟ แล้วเสร็จและใช้งานได้ในปีเดียวกัน โดยมีจุดประสงค์หลัก เพื่อใช้สูบน้ำจากแม่น้ำน่านมาเติมให้กับบึงสีไฟ เฉพาะส่วนที่อยู่ในบริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ที่มีพื้นที่ประมาณ 125 ไร่เท่านั้น ไม่ใช่การเติมน้ำให้กับพื้นที่บึงสีไฟทั้งหมด

สำหรับกรณีที่แพสูบน้ำได้หลุดออกจากจุดที่ตั้งบริเวณริมแม่น้ำน่าน นั้น โครงการชลประทานพิจิตรได้ลากจูงกลับมาไว้ที่เดิมแล้ว ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 62 ที่ผ่านมา ปัจจุบันแพสูบน้ำดังกล่าว ยังตั้งอยู่ที่จุดเดิมและสามารถใช้งานได้ตามปกติ ทั้งนี้ ได้วางแผนปรับปรุงลวดสลิงที่ใช้ยึดแพสูบน้ำให้มีความแข็งแรงมั่นคงมากขึ้นในระยะต่อไป ส่วนกรณีที่แพสูบน้ำไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพนั้น

เนื่องจากทางเทศบาลเมืองพิจิตรแจ้งว่า ยังไม่พร้อมทางด้านงบประมาณค่ากระแสไฟฟ้า จึงไม่สามารถรับโอนภารกิจในการดูแลหรือบำรุงรักษาแพสูบน้ำได้ ปัจจุบันแพสูบน้ำดังกล่าว ยังคงอยู่ในความดูแลและบำรุงรักษาของโครงการชลประทานพิจิตร โดยที่ผ่านมาในช่วงวันที่ 21 – 26 พ.ค. 62 ได้สูบน้ำจากแม่น้ำน่าน มาเติมลงในบึงสีไฟเฉพาะบริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ส่งผลให้ระดับน้ำในบึงเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 20 เซนติเมตร คิดเป็นปริมาณน้ำที่สูบทั้งสิ้น ประมาณ 40,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะนี้ได้หยุดสูบน้ำ เนื่องจากเริ่มมีฝนตกลงมาบ้างแล้วในพื้นที่

ส่วนกรณีที่บึงสีไฟ ซึ่งมีพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ มีสภาพแห้งขอด นั้น เนื่องจากในช่วงนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขุดลอกบึงสีไฟ โดยกรมเจ้าท่า เมื่อขุดลอกเสร็จแล้ว จึงจะสามารถเติมน้ำเข้าบึงสีไฟ โดยจะใช้น้ำจากคลองส่งน้ำสายซอย C.67 ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมใช้งานได้แล้ว

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้รับงบประมาณในปี 2562 สำหรับดำเนินการก่อสร้างท่อรับน้ำบ้านวังทับยา โดยรับน้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ C.1 มาเติมให้กับบึงสีไฟอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำได้เป็นอย่างมาก ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จตามสัญญาจ้างประมาณเดือนพฤศจิกายน 2562

อย่างไรก็ตาม โครงการชลประทานพิจิตร ได้ประสานกับองค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวงแล้ว มีแนวโน้มว่าจะรับการถ่ายโอนสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าดังกล่าว เพื่อนำไปบำรุงรักษาและบริหารจัดการต่อไป

อีกทั้ง องค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวง มีแผนที่จะปรับปรุงระบบส่งน้ำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 1,000 ไร่ ซึ่งจะทำให้สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าแห่งนี้สามารถใช้งานและสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น จึงขอชี้แจงมาเพื่อทราบข้อเท็จจริงโดยทั่วกัน