เตือน! ใช้ช้อน หลอด แก้วน้ำร่วมกัน เสี่ยงติดเชื้อที่มากับน้ำลาย

กระทรวงสาธารณสุขเตือนประชาชน เลี่ยงการกินดื่มโดยใช้ ช้อน หลอด แก้วน้ำร่วมกัน เสี่ยงโรคติดต่อที่มากับน้ำลาย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 10 และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะการกินดื่ม โดยใช้ ช้อนส้อม หลอด แก้วน้ำร่วมกัน เพราะอาจติดเชื้อโรคผ่านทางน้ำลายได้

อาทิ ไวรัสตับอักเสบ เอ และบี โรคมือ เท้า ปาก เริม คางทูม รวมถึงโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โดยผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ มีแผลหรือเชื้อราในปาก เหงือกและฟันอักเสบ มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณความรุนแรงของเชื้อโรค และภูมิต้านทานของแต่ละคน

สำหรับวิธีการป้องกันขอให้ประชาชน ยึดหลักสุขอนามัยที่ดี หลีกเลี่ยงการใช้ช้อนส้อม หลอด แก้วน้ำ ร่วมกันกับผู้อื่น หากรับประทานอาหารร่วมกันให้ใช้ช้อนกลาง รวมถึงรักษาสุขอนามัยและความสะอาดส่วนบุคคล โดยหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อป่วย ไอ จาม หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค

ปิยบุตร ยัน! ธนาธรไม่หนีคดี กลับไทยแน่นอน แจงคืบหน้าคดีหุ้น “วี-ลัค”

ประเด็นน่าสนใจ

  • ปิยบุตรแจงข่าว กรณีนายธนาธรไปต่างประเทศ ยืนยันว่า ธนาธรเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัว และร่วมเสวนาวิชาการที่ London School of Economics เพื่อแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทย ยืนยัน นายธนาธรจะเดินทางกลับมาประเทศไทยอย่างแน่นอน
  • ความคืบหน้าคดีหุ้นวี-ลัคมีเดีย ของนายธนาธร นายปิยบุตรยืนยันว่า ทีมกฎหมายของพรรคมีความมั่นใจมากในการต่อสู้คดี
  • ปิยบุตรหวัง ศาลเปิดไต่สวนพยานก่อนตามแบบคดี “ดอน”-ย้ำไม่ควรทำลายระบบโอนหุ้นทั้งประเทศเพื่อจับหนูตัวเดียว

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวถึงความคืบหน้าคดีหุ้นวี-ลัคมีเดีย ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

โดยในประเด็นแรก ได้พูดถึงกรณีที่มีเพจบางเพจและสำนักข่าวบางสำนัก แพร่ข่าวลือไปทั่วว่านายธนาธรที่มีกำหนดการจะเดินทางไปต่างประเทศในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ แล้วจะไม่กลับมาประเทศไทย

โดยเรื่องนี้ขอชี้แจงว่า นายธนาธรออกเดินทางไปต่างประเทศตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัว ก่อนที่จะเดินทางไปทำภารกิจต่อที่เมืองบรัสเซล เบอร์ลิน ลอนดอน และประเทศสหรัฐอเมริกาต่อ

โปรแกรมทั้งหมดจะเป็นการพบปะกับนักการเมือง เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป เจ้าหน้าที่องค์กรสหประชาชาติ องค์กรสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชนต่างประเทศ และร่วมเสวนาวิชาการที่ London School of Economics เพื่อแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง การสืบทอดอำนาจของ คสช. และการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีการทำร้ายนักกิจกรรม

ซึ่งองค์กรระหว่างประเทศให้ความสนใจในประเด็นเหล่านี้ รวมทั้งคดีความของนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ ด้วย นอกจากนี้ นายธนาธรก็จะใช้โอกาสนี้ ศึกษาแนวทางการพัฒนาด้านต่างๆ ของประเทศเหล่านั้นกลับมาพัฒนาเป็นนโยบายด้วย

ยืนยันว่า นายธนาธรจะเดินทางกลับมาประเทศไทยอย่างแน่นอน ด้วยสถานะที่ยังคงเป็น ส.ส.อยู่ เพียงแต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว โดยในช่วงครึ่งเดือนหลัง นายธนาธรยังมีภารกิจจะต้องเดินทางไปหลายจังหวัดภาคอีสาน ข่าวลือต่างๆที่เต้าข่าวกันขึ้นมา ก็ควรจะยุติได้แล้ว

พรรคอนาคตใหม่ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่มีความจำเป็นใดๆ จะต้องหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ คุณธนาธรยังมีภารกิจใหญ่ของประเทศไทยรออยู่ นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่อนาคตแบบใหม่ ให้ประเทศไทยดีขึ้น และจะกลับมาพิสูจน์ให้ได้ว่าวันหนึ่ง คุณธนาธรจะเป็นนายกจากมติมหาชนของประเทศไทย” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวว่า ส่วนในเรื่องความคืบหน้าของคดี หลังจากที่ทีมกฎหมายได้ขอขยายระยะเวลาการยื่นเอกสารชี้แจงไปที่ศาลรัฐธรรมนูญออกไป 30 วัน และต่ออีก 15 วัน มาจบในวันที่ 8 กรกฎาคมซึ่งก็คือวันนี้

โดยเมื่อช่วงบ่ายทางทีมกฎหมายของพรรคได้เดินทางไปยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้ว โดยประกอบไปด้วยเอกสารคำชี้แจงประมาณ 70 หน้ากระดาษ รวมทั้งเอกสารประกอบคำชี้แจง 50 รายการ อีกประมาณ 200 หน้า และคำร้องขอให้ศาลนัดไต่สวนพยานและพิจารณาโดยเปิดเผย และขอให้ยกเลิกคำสั่งให้นายธนาธรยุติปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว

ในการนี้ เมื่อเทียบเคียงกับกรณีที่มีความใกล้เคียงกัน คือกรณีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย เริ่มตั้งแต่มีคำร้องไปจนถึงวันที่ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาทั้งสิ้น 417 วัน แต่ต่คดีของนายธนาธรนับตั้งแต่มีคนมาร้องที่ กกต.จนส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาทั้งสิ้นเพียง 53 วัน

โดยนายดอนได้ยื่นเอกสารชี้แจงวันสุดท้าย 7 สิงหาคม 2561 หลังจากนั้น 23 วัน ศาลจึงได้กำหนดวันนัดไต่สวนพยาน และมีการไต่สวนพยานในวันที่ 25 กันยายน และอ่านคำวินิจฉัยคดีในวันที่ 31 ตุลาคม 2561

ซึ่งถ้าเอาปฏิทินเช่นนี้มาเทียบเคียงกับกรณีของนายธนาธร หากศาลอนุญาตให้ไต่สวนพยานได้ ก็จะมีการออกวันที่นัดไต่สวนพยานในประมาณสิ้นเดือนกรกฎาคม และจะมีการนัดไต่สวนในประมาณสิ้นเดือนสิงหาคม และจะมีคำวินิจฉัยออกมาในประมาณสิ้นเดือนกันยายน

ดังนั้นถ้าหากใช้มาตรฐานเทียบเคียงแบบเดียวกับนายดอน เป็นไปไม่ได้เลยที่คดีของนายธนาธรจะจบภายในวันสองวันหรือเร็วๆนี้ คดีของนายธนาธนจะต้องได้ไต่สวนพยานหลักฐาน และอ่านคำวินิจฉัยในช่วงปลายเดือนกันยายน

สำหรับ ในเอกสารที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญไปนั้น นายธนาธรและทีมกฎหมายได้ต่อสู้คดีนี้ในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีอำนาจในการพิจารณาของ กกต. กระบวนการพิจารณาที่ไม่ถูกต้องทางรูปแบบและขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ

โดยเฉพาะการไม่เคารพหลักการฟังความทุกฝ่าย และไม่มีการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้เข้าชี้แจงอย่างเพียงพอ ต้องขอบคุณสื่อมวลชนที่ไปสืบค้นมาได้ ว่ามีคำร้อง ส.ส.อยู่ที่ กกต.หลายร้อยราย แต่มีเพียงคดีของนายธนาธรเท่านั้น ที่ได้มีการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ยังมีการต่อสู้ในประเด็นสำคัญ ว่านายธนาธรไม่มีหุ้นในบริษัทวี-ลัคมีเดีย อีกแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 มีเอกสารการโอนชัดเจน และในข้อกฎหมาย คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1129 ก็ยืนยันว่าผลการโอนให้ดูเมื่อมีการโอนเกิดขึ้นในใบรับโอน

เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจบสิ้นเรียบร้อยแล้วในวันที่ 8 มกราคม ดังนั้นนายธนาธรจึงไม่มีการถือหุ้นในวันสมัครรับเลือกตั้ง โดยใช้ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และแนวทางคำพิพากษาของศาล ทั้งศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญเอง ที่เคยนำ ป.พ.พ.มาตรา 1129 มาใช้ทั้งหมด” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า แต่หากจะมีการตีความว่านายธนาธรไม่ได้โอนหุ้นก่อนวันรับสมัครจริงๆ ก็มีหลักฐานที่จะยืนยันอีกว่าบริษัทวี-ลัคมีเดียไม่ได้ทำสื่อมาตั้งแต่ปลายปี 2561 แล้ว ตามสัญญาที่ทำกับสายการบินนกแอร์ รับจ้างการผลิตนิตรสารจิ๊บจิ๊บ นกแอร์เป็นผู้คุมเนื้อหาในนิตยสารทั้งหมด

โดยบริษัทวี-ลัคมีเดียเป็นผู้รับจ้างพิมพ์อย่างเดียว ผลิตเนื้อหาตามที่นกแอร์สั่งมา ไม่ได้เป็นผู้ทำเนื้อหาเอง และเมื่อปลายปี 2561 ได้มีกระบวนการยกเลิกการจ้างพนักงานทั้งหมดเพื่อเตรียมปิดบริษัท โดยตามสัญญาที่ทำกับนกแอร์ก็ระบุไว้ว่านิตยสารฉบับสุดท้ายจะผลิตออกมาในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 และยังมีหลักฐานสุดท้าย ก็คือการแจ้งไปที่สำนักงานประกันสังคมเพื่อแจ้งการเลิกกิจการในช่วงปลายเดือนมกราคม 2562

เพราะฉะนั้น กระบวนการเลิกกิจการจึงเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2561 แล้ว และสิ่งที่บริษัทวี-ลัคมีเดียทำ ก็เป็นแค่การรับจ้างพิมพ์ ไม่ได้เป็นผู้ผลิตเนื้อหาเอง และไม่มีเนื้อหาการเมืองอะไรทั้งนั้น ดังนั้น หากจะตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองครอบงำสื่อ ก็ยิ่งใช้กับกรณีของนายธนาธรไม่ได้

ผู้สื่อข่าวได้ถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการอ่านคำวินิจฉัยทันทีโดยไม่มีการไต่สวนพยาน นายปิยบุตรกล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีทั้งกรณีที่วินิจฉัยคดีโดยทันที โดยไม่เปิดให้มีการไต่สวนพยานก่อน และมีกรณีที่เปิดโอกาสให้มีการไต่สวนพยานบุคคลก่อนวินิจฉัยคดี

ซึ่งหากนำมาเทียบเคียงกับกรณีของนายดอนที่มีความใกล้เคียงกันที่สุด ตนมีความเชื่อมั่นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการตามแนวทางเดียวกัน คือให้มีการไต่สวนก่อน ถามว่าคดีนี้ นายธนาธรมีความกังวลหรือไม่ ตอบว่า นายธนาธรมีความมั่นใจในการต่อสู้คดีและไม่มีความกังวลใจใดๆ

แต่ถ้ามีการวินิจฉัยออกมาในทิศทางว่านายธนาธรขัดคุณสมบัติจริง ตนก็เชื่อว่าจากการที่ได้รู้จักนายธนาธรมา นายธนาธรเป็นมนุษย์แห่งการทลายข้อจำกัด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่เป็นข้อจำกัดสำหรับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ การไม่ได้เป็น ส.ส.จะไม่เป็นอุปสรรคใดๆเลยในการเดินหน้าภารกิจของนายธนาธรเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ

นายปิยบุตรยังกล่าวอีกว่า ตนและทีมกฎหมายของพรรคมีความมั่นใจมากในการต่อสู้คดี เพราะทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และแนวทางคำพิพากษาของคดีมีความชัดเจนมาก ว่าต้องยึดมาตรา 1129 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตนยังคิดอยู่ว่าเมื่อจบคดีแล้วตนจะพิมพ์หนังสือออกมาสักเล่มหนึ่งเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิชานิติศาสตร์และเพื่อให้เห็นมาตรฐานของการดำเนินคดี

ดังนั้น ตนจึงมีความมั่นใจมาก ดังนั้น ขอเรียนว่า ถ้าหากจะยอมกันถึงขนาดว่าจะไม่เอามาตรา 1129 มาใช้เฉพาะกรณีนี้กรณีเดียว นั่นหมายถึงคุณต้องการจับหนูตัวเดียว แล้วยอมทำลายระบบการโอนหุ้นในทางธุรกิจของประเทศนี้ไปหมดเลย

เพราะฉะนั้น เรามั่นใจจริงๆ ถ้า ดูจากคดีเก่าๆที่ผ่านมา ดูจากแนวทางคำพิพากษา ดูข้อกฎหมาย ดูข้อเท็จจริงครบถ้วนทั้งหมด แต่อย่างที่ได้เรียนย้ำอยู่เสมอว่าความมั่นใจของเรา เราสู้เต็มที่ แต่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ไม่เป็นไร ว่ากันอีกที

ดอยช์แบงก์ ปลดพนักงาน 18,000 คนทั่วโลก

ประเด็นน่าสนใจ

  • ดอยช์แบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารระดับโลก ซึ่งมีฐานดำเนินงานในประเทศเยอรมนี มีแผนการจะปลดพนักงาน 18,000 คนทั่วโลก
  • ภูมิภาคที่ได้รับกระทบหนักที่สุดในอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
  • ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคมปี 2018“ดอยซ์แบงก์”ได้ประกาศปรับลดพนักงาน 7,000 คน

วันที่ 7 ก.ค. 2562 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวกรณีดอยช์แบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารระดับโลก ซึ่งมีฐานดำเนินงานในประเทศเยอรมนี มีแผนการจะปลดพนักงาน 18,000 คนทั่วโลก ภูมิภาคที่ได้รับกระทบหนักที่สุดในอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนอกจากนี้มีรายงานว่า ทีมที่ดูแลการค้าหลักทรัพย์และหุ้นถูกปลดออกทั้งหมด หลังจากประสบปัญหาไม่สามารถควบรวมกิจการกับ Commerzbank (ธนาคารเยอรมันรายใหญ่ที่ดำเนินงานในฐานะธนาคารสากล) ได้

ทว่ามีแหล่งข่าวเผยว่า มีพนักงานดอยซ์แบงก์ในฮ่องกง  3 คนถ่ายรูปกันด้านนอกอาคาร และกอดกัน ก่อนจะโบกแท็กซี่กลับบ้านขณะที่พนักงานดอยช์แบงก์ในนครซิดนีย์ ของออสเตรเลีย มีการเก็บข้าวของใส่กล่องเดินออกมาจากอาคารด้วยสีหน้าไม่สู้ดี โดยก่อนหน้านี้ผู้บริหารฝ่ายวาณิชธนกิจได้ลาออกไปหลังจากที่มีกระแสข่าวว่าธนาคารจะไม่ดำเนินธุรกิจวาณิชธนกิจอีกต่อไป

รายงานจากต่างประเทศระบุว่า ดอยช์แบงก์เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินจากยุโรปที่พยายามที่จะสู้ในเรื่องธุรกิจวาณิชธนกิจกับสถาบันการเงินใหญ่ ๆ ของสหรัฐ แต่ท้ายที่สุดแล้วสถาบันการเงินในยุโรปแทบทั้งหมดไม่สามารถแข่งขันกับสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ได้ นอกจากนี้ดอยช์แบงก์ยังต้องประสบปัญหาเรื่องหนี้เสียของธนาคารที่คาดว่าจะมากถึง 80,000 ล้านยูโร จากเดิมที่คาดไว้เพียงแค่ 50,000 ล้านยูโร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ “ดอยซ์แบงก์” ธนาคารรายใหญ่สุดของเยอรมนี ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2018 ปรับลดพนักงาน 7,000 คน จาก 97,000 คนทั่วโลก รวมทั้งจะปรับลดพนักงานในธุรกิจหุ้นและเทรดดิ้ง ราวร้อยละ 25 จากปัจจุบัน โดยเฉพาะในนิวยอร์ก ลอนดอน และตลาดอื่นๆ ที่ถูกคู่แข่งแย่งส่วนแบ่งการตลาดไป ครั้งนั้น“ดอยซ์แบงก์” ต้องการลดน้ำหนักธุรกิจวาณิชธนกิจในต่างประเทศลง ขณะที่หันไปเน้นตลาดยุโรปและตลาดในประเทศมากขึ้น หลังเผชิญกับภาวะขาดทุนต่อเนื่อง 3 ปี โดยมีการประเมินว่า ต้นทุนของดอยซ์แบงก์ในการปรับลดพนักงานครั้งนั้นอยู่ที่ 800 ล้านยูโร หรือราว 3 หมื่นล้านบาท