กรมบัญชีกลางเผย มีผู้รับบำนาญอายุ 70 ปีขึ้นไป ที่มีสิทธิยื่นรับบำเหน็จดำรงชีพแล้ว 2,396 ราย

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรมบัญชีกลางเตรียมจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้กับผู้รับบำนาญที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป และมีสิทธิได้มายื่นขอรับบำเหน็จดำรงชีพแล้ว โดยเป็นกลุ่มที่ไม่มีหนี้บำเหน็จค้ำประกัน ยื่นรับสิทธิแล้ว 1,786 ราย และกลุ่มที่มีหนี้บำเหน็จค้ำประกันยื่นรับสิทธิแล้ว 610 ราย

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางเตรียมจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ ให้ผู้รับบำนาญที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ. 2562 หากผู้รับบำนาญที่เคยขอรับบำเหน็จดำรงชีพในอัตรา 15 เท่าของบำนาญรายเดือนที่ได้รับ ในช่วงอายุ 60 ปี และ 65 ปีไปแล้ว และยังไม่ครบตามสิทธิซึ่งรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งผู้รับบำนาญที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปและมีสิทธิได้รับบำเหน็จดำรงชีพ มีจำนวนทั้งสิ้น 64,858 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2562) แบ่งเป็น

1) ผู้มีสิทธิที่ไม่มีหนี้บำเหน็จค้ำประกัน จำนวน 47,866 ราย ได้ยื่นรับสิทธิแล้ว จำนวน 1,786 ราย ผู้มีสิทธิกลุ่มนี้กรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินที่ได้รับเพิ่มตามสิทธิเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารโดยตรงของผู้รับบำนาญ หลังจากที่ได้ตรวจสอบข้อมูลว่าถูกต้อง ครบถ้วนแล้ว ซึ่งจะโอนเงินเป็น 3 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 กรณียื่นขอรับสิทธิภายในวันที่ 3 ของเดือน จะได้รับเงินวันที่ 10 ของเดือน รอบที่ 2 กรณียื่นขอรับสิทธิภายในวันที่ 12 ของเดือน จะได้รับเงินวันที่ 23 ของเดือน และรอบที่ 3 กรณียื่นขอรับสิทธิภายในวันที่ 23 ของเดือน จะได้รับเงินวันที่ 31 ของเดือน จะเริ่มจ่ายเงินรอบแรกในวันที่ 10 กรกฎาคม 2562

2) ผู้มีสิทธิที่มีหนี้บำเหน็จค้ำประกัน มีจำนวน 16,992 ราย ได้ยื่นรับสิทธิแล้ว 610 ราย กลุ่มนี้กรมบัญชีกลางจะยกเลิกหนังสือรับรองสิทธิฉบับเดิม และจะออกหนังสือรับรองสิทธิบำเหน็จค้ำประกันฉบับใหม่ให้กับผู้มีสิทธิที่ได้รับการตรวจสอบข้อมูลว่าถูกต้อง ครบถ้วนแล้ว เพื่อนำหนังสือรับรองฉบับใหม่ไปยื่นกับธนาคารเดิมที่มีหนี้บำเหน็จค้ำประกันค้างอยู่ เพื่อให้ธนาคารตรวจสอบข้อมูลและดำเนินการในระบบเกี่ยวกับยอดหนี้ของผู้รับบำนาญ แล้วธนาคารจะแจ้งให้ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญทราบ เพื่อดำเนินการขอให้กรมบัญชีกลางสั่งจ่ายและโอนบำเหน็จดำรงชีพให้ผู้รับบำนาญต่อไป

สำหรับผู้รับบำนาญที่ได้ตรวจสอบว่ามีสิทธิและข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วนแล้ว สามารถยื่นคำขอรับบำเหน็จดำรงชีพตามสิทธิที่ได้รับได้ที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญ ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า ผู้รับบำนาญที่ยังไม่มายื่นรับสิทธิหรืออายุยังไม่ถึง 70 ปีบริบูรณ์ สามารถตรวจสอบสิทธิและขอแบบคำนวณบำเหน็จดำรงชีพเบื้องต้น (ประมาณการ) ได้ด้วยตนเอง ในระบบ E-Filing ได้ สำหรับการตรวจสอบสิทธิล่วงหน้าของผู้รับบำนาญที่อายุยังไม่ถึง 70 ปีบริบูรณ์ จะเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนชีวิตก่อนอายุครบ 70 ปี หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือตรวสอบสิทธิของตนเองได้ที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญของตนเอง หรือโทรศัพท์สอบถามกรมบัญชีกลางได้ที่หมายเลข 02-1277000 ต่อ 6214, 4512, 4250 และ 4212 สำหรับส่วนภูมิภาค สอบถามได้ที่สำนักงานคลังเขต 1-9 หรือสำนักงานคลังจังหวัดทุกจังหวัด ในวันและเวลาราชการ

รสบัสไถลตกทางด่วนในอินเดียขณะเดินทางไป “ทัชมาฮาล”

ประเด็นน่าสนใจ

  • รถบัสที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังทัชมาฮาล ไถลตกทางด่วน และตกลงสู่ท่อระบายน้ำ
  • มีผู้เสียชีวิต 29 คน
  • สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ อาจเกิดขึ้นเพราะคนขับเผลอหลับคาพวงมาลัย

วันที่ 8 ก.ค. 2562 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กรณีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เกิดเหตุรถบัสที่บรรทุกผู้โดยสารประมาณ 50 คน ซึ่งกำลังเดินทางจากลัคเนามุ่งหน้าสู่กรุงเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย โดยมีจุดหมายคือทัชมาฮาล ไถลตกทางด่วน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 20 คน และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 29 คน โดยสื่อต่างประเทศมีการเปิดเผยภาพที่เกิดเหตุ เผยให้เห็นซากของรถบัสจมอยู่ในท่อระบายน้ำครึ่งคัน โดยมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังพยายามเก็บกู้ศพผู้เสียชีวิต

จากรายงานของสำนักข่าว ‘บีบีซี’ ถนนในอินเดียหลายเส้นเป็นถนนที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลก โดยในอินเดียมีอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นทุก ๆ 4 นาที จากสถิติระบุว่า เกิดอุบัติเหตุในอินเดียกว่า 464,910 ครั้งในปี 2017 ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 148,000 คน

อย่างไรก็ตาม ถนนสายนี้ เป็นถนนหกเลน ความยาว 165 กิโลเมตร ก่อนหน้านี้เคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้วหลายครั้ง ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ยังอยู่ในระหว่างการสืบสวน แต่เบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่าคนขับรถคันนี้ อาจจะเผลอหลับในระหว่างขับรถ

ทั้งนี้ทั้งนั้นอุบัติเหตุทางถนนในอินเดียมักเกิดขึ้นจากสาเหตุที่ยานพาหนะไม่ได้รับการบำรุงรักษาที่ดีเท่าที่ควร รวมถึงการขับขี่รถยนต์ไม่ถูกต้องตามกฎ รวมถึงอาจเกิดจากสภาพถนนที่ไม่ได้มาตรฐาน

ที่มา www.bbc.com

บก.ลายจุด ฉะ ทาทา ยัง หลังคอมเมนท์หนุนให้ทำร้าย ช่อ พรรณิการ์

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีคนโพสต์อินสตาแกรม ทำนองวิธีเอาชนะความเกลียดแบบอยู่หมัด ทำได้ด้วยการดักตบอีช่อช่อง Arrival
  • ทาทา ยัง ไปคอมเม้นท์ ‘รบกวนด้วยค่ะ’ คล้ายหนุนทำร้าย ช่อ พรรณิการ์ แม้เห็นต่าง
  • #ทาทายัง ติดเทรนต์อันดับ 1 ในทวิตเตอร์
  • บก.ลาย จุดสงสัย ช่อ พรรณิการ์ ทำอะไรให้ นักร้องสาวไม่พอใจ ก่อนจะขอรับฟังความเห็นจากทั้ง 2 ฝ่าย
  • การทำร้ายร่างกายถือมีความผิดตามกฎหมาย

จากกรณีที่ วันนี้ (8 ก.ค. 2562) ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างในโลกออนไลน์ เมื่อนักร้องสาวชื่อดัง อมิตา ทาทา ยัง ได้เขาไปแสดงความเห็นต่อจาก ผู้ใช้อินสตาแกรมรายหนึ่ง

ที่โพสต์ในทำนองเหยียด และให้มีการดักตบทำร้าย น.ส.พรรณิการ์ ช่อ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากมีความเห็นต่างทางการเมือง และไม่ชอบหน้า

ซึ่งข้อความของนักร้องสาวนั้นไม่ใช่การเหยียด แต่เป็นการสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง ก่อนที่เวลาต่อมาเทรนด์ #ทาทายัง จะติดอันดับ 1 ในโลกทวิตเตอร์นั้น

(อ่านข่าว : ฟีดแบ็กแฟนคลับสนั่นโซเชี่ยล! หลัง​ ทาทา ยัง กดไลค์-คอมเมนต์​ “ดักตบอีช่อ”)

ในเรื่องนี้ ทางนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นถึงเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเขาไม่เห็นด้วยกับความเห็นของนักร้องสาว เพราะยังไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่ ช่อ พรรณิการ์ ไปทำอะไรให้นักร้องสาวไม่พอใจถึงกับออกตัวประกาศจะทำร้ายกันเช่นนี้

ขณะเดียวกันตัวของ บก.ลายจุดเอง ก็อยากฟังความเห็นจากฝั่ง ทาทา ยัง และทาง ช่อ พรรณิการ์ด้วยว่า ประเด็นเห็นต่างของทั้งสองมากจากอะไร มากกว่าการฝากข้อความในเชิงทำร้ายกันเช่นนี้

‘การที่ทาทายัง Post สนับสนุนการดักตบคุณช่อ ด้วยข้อความว่า #ฝากด้วยนะค่ะ คือ การออกใบอนุญาตให้มีการใช้ความรุนแรงต่อบุคคลเห็นต่างทางการเมือง

ผมไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทาทายังมีความไม่พอใจเรื่องอะไรต่อคุณช่อถึงกับแสดงท่าทีเยี่ยงนี้ออกมาในที่สาธารณะได้ถึงขนาดนี้

อยากมีโอกาสรับฟังประเด็นโต้เถียงหรือเห็นต่างของช่อกับทาทายังมากกว่าที่จะเห็นถ้อยคำฝากตบ ผมเคยคิดว่าคุณมีความคิดที่สูงกว่าระดับที่คุณแสดงออกในครั้งนี้’

ทำร้ายร่างกาย มีความผิดทางอาญา

สำหรับการทำร้ายร่างกายกันนั้น มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยเพจ ทนายคู่ใจ ได้อธิบายไว้ว่า

1.หากตบตี ถีบหน้า ธรรมดาโดย “ไม่เป็นเหตุให้เป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” ก็อาจเป็นความผิดลหุโทษ ตาม ป.อาญา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.แต่หากตบตี จนฟกช้ำต้องกินน้ำใบบัวบก คือเป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยเจตนา จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ กรณีนี้จะเป็นการทำร้ายร่างกายตามป.อาญา มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3.หากสาหัส ถึงขั้นใส่เฝือก หรือหยอดข้าวต้ม นอนโรงพยาบาลกว่ายี่สิบวัน ก็เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาทถึง2 แสนบาท ตามป.อาญา มาตรา 297

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้นแม้ผู้เสียหายจะยอมความแต่ก็ไม่มีผลให้คดียุติ เพราะการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 และ 297 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้

โดยคดีความผิดต่อแผ่นดินนั้นเป็นความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่ความจะไปทำความตกลงยอมความกันไม่ได้ แม้ว่าคู่ความจะได้ทำการยอมความหรือถอนฟ้องคดีไปแล้ว พนักงานสอบสวนยังอาจดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ต้องหาได้